เกิดอะไรขึ้น ในความพยายามเพื่อก่อเกิดความหวังดี อาจจะได้อะไรกลับไปโดยไม่คาดคิดก็ได้โดยเฉพาะที่เป็นด้านลบ เหมือนครั้งหนึ่งมีการสร้างถนนวงเวียนรอบนอก รอบกรุงลอนดอน เพื่อลดการจราจรภายในเมือง ทั้ง ๆ ที่ได้มีการวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อสร้างเสร็จ ถนนสะดวกสบายมากขึ้น คนรอบนอกก็ซื้อรถกันมากเพราะถนนสะดวก และการเข้าเมืองก็ทำได้ง่าย รวดเร็ว สะดวกมาก โดยรถส่วนตัว ผลสุดท้ายการจราจรในกรุงลอนดอนเป็นอัมพาตอย่างแสนสาหัส หลังถนนวงแหวนรอบนอกเปิดใช้ได้ 6 เดือน เหตุการณ์นี้ได้บอกอะไรในกาลต่อมาเยอะมาก โดยเฉพาะผลกระทบด้านลบที่เรามักจะมองข้าม เพราะเห็นแต่สิ่งเลิศหรู
เช่นเดียวกันกับการเขียน Blog ใน GotoKnow.org บันทึกนี้จึงมุ่งหวังให้ให้แรงใจขาประจำที่อ่าน Blog ผมทั้ง 9 Blogs อย่าได้ท้อแท้ คนที่กำลังจะเริ่มเขียนบันทึกลง Blog บ้าง แต่ยังรีรอ หรือ...อยู่ ก็อย่าได้หวั่นไหว เขียนมาเถอะครับ ผมจะอ่านเองแม้ใคร ๆ บอกว่าไม่น่าอ่าน ผมและเครือข่ายจะอ่าน เราอ่านจริง ๆ รวมถึงการเข้าไป ลปรร.ด้วย เราไม่ให้ท่านเหงาหรอกครับ จริง ๆ แล้วสำหรับประเด็นนี้ผมเคยเขียนไว้ในหลาย ๆ บันทึก และเน้นชัด ๆ แบบฟันธงที่บันทึก เมื่อเริ่มคิดถึงเกณฑ์ ก็เริ่มขาดอิสรภาพ
อีกท่านหนึ่งที่เขียนไว้ ไม่ใช่ใครที่ไหน หนึ่งในทีมผู้พัฒนา GotoKnow.org คือ อ.ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ เขียนบล๊อกอย่างไรให้สนุก (และได้ประโยชน์ด้วย) ผมได้เคยอ่านแล้วชอบมาก ผมลองคัดมาในตอนสรุปของท่านนะครับที่กล่าวว่า
"เขียนเถอะครับ เขียนอะไรก็ได้ เรื่องเล็กเรื่องน้อย เรื่องใหญ่เรื่องไม่ใหญ่ ก็เขียนได้เต็มที่ให้ “อิสระ” และ “สนุก” มาสร้างบล๊อกใน GotoKnow แล้ว ไม่ต้องเขียนเรื่อง KM ครับ เพราะการเขียนเรื่องความคิด การทำงาน หรือประสบการณ์ต่างๆ มันก็เป็นเรื่อง KM อยู่ในตัวอยู่แล้ว แล้วความคิด การทำงาน หรือประสบการณ์ต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันอีก ถ้าเหมือนกันหมดมันก็ไม่ได้เรื่อง KM อีกนั่นล่ะ"
ผมจะสรุปให้เป็นกลอนไฮกุสักหน่อยก็จะได้ว่า
“จะ KM ต้องไม่ KM
ถ้า KM ก็ไม่ KM
สูดหายใจ ได้ KM”
กูรู KM ของไทยเรา ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ก็ได้บันทึกไว้ที่ KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : 27(2). บล็อก ผมว่าอ่านแล้วเข้าใจนะครับ ว่าการบันทึกควรจะบันทึกอย่างไร ในแง่ที่เป็นบันทึกที่ดี และอาจารย์ยังเน้นเช่นกันครับว่า "ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ว่าต้องเขียน/บันทึก ในบล็อกอย่างไรจึงจะถูกต้อง ไม่มีถูก ไม่มีผิด เป็นอิสระของผู้เขียน จะเขียนไว้อ่านคนเดียวก็ยังได้ แต่เป้าหมายหลักเอาไว้แลกเปลี่ยนกับผู้สนใจเรื่องเดียวกัน
อีกท่านหนึ่งใน สคส.คือพี่ธวัช หมัดเต๊ะ ท่านได้บันทึกไว้ที่ ไดอารี่...บันทึกที่ไร้รูป ไร้ร่าง แต่ไม่ไร้ซึ่งความหมายภายใน ผมว่าพี่ธวัชเขียนไว้ชัดเจนมากในประเด็นที่เป็นความอิสระในการเขียนดังประโยคที่ว่า "เพราะผมเชื่อว่า ความรู้ฝังลึกต้องอาศัย ความเป็นอิสระโดยธรรมชาติของมนุษย์ภายในจิตใจจริง ๆ แล้วมันจะค่อย ๆ ออกมา"
สำหรับผมยังขอยืนยันว่าจะยังเขียนตามที่เคยเขียน เคยบันทึกไว้ที่ เขียน Blog แนว rave, rant, musing & reminiscence คืออยากเขียนก็เขียน ไม่ต้องวางโครงร่างก่อน เพียงแต่ นึก-คิด-เห็น-ลองทำดู-สรุป-พิเคราะห์ อย่างใด อย่างหนึ่ง หรือหลาย ๆ อย่างประกอบกัน ก็เขียนตามมุมของเรา ตรงไปตรงมา (ตามเรา ไม่ได้ตามใคร) เป็นงานศิลป์ที่อยู่ในรูปตัวอักษร หรือ text โดยส่วนตัวผมจะเขียนให้เป็น reminiscence หรือเขียนไว้เป็นข้อระลึกที่บ่งบอกอารมณ์ขณะนั้นได้ด้วย เวลากลับมาอ่านเองก็จะได้นึกถึงอารมณ์นั้นด้วย ได้อรรถรสกว่าอ่านบทคัดย่องานวิจัยตัวเองที่ภาคภูมิใจเป็นไหน ๆ เพราะไร้ซึ่งอารมณ์ ทั้ง ๆ ที่กว่าจะได้มาแต่ละชิ้นมีอารมณ์ไม่รู้สักกี่แบบที่เกิดขึ้นมากมาย ขอยืนยัน...นิ
มึน งง และสับสน
ด้วยส่วนตัว.."ตน"...ก็เข้าใจเฉกเช่นนั้น
“จะ KM ต้องไม่ KM
ถ้า KM ก็ไม่ KM
สูดหายใจ ได้ KM”
...
แต่ตอนนี้..ณ วันนี้..กลับต้องไปพลิก..สิ่งที่รู้และควรรู้ก่อนละกันนะคะว่า...
KM คือ อะไรกันแน่...
การขียนบันทึก..คืออะไรกันแน่...
และ
Blog คืออะไร..กันแน่...
แต่ที่แน่..แน่...คือ.."มึน" เมื่อ
ย้อนกลับไปค้น..อ่าน..และคิด..
สิ่งที่ผู้รู้ทั้งหลายบันทึกเรื่องเล่า...อะไรไว้มากมาย
ใน Blog GotoKnow.org
เมื่อเวลาเปลี่ยน...แนวคิด..หลักการ.."เปลี่ยน?"
ไร้กฏเกณฑ์ >>> กฏเกณฑ์
ไร้รูปแบบ >>> รูปแบบ
อิสระ >>> ครอบงำ
KM >>> ไม่ KM?
ลปรร.
"บันทึก"เรื่อง(เล่า)ง่ายๆ..ที่อยากบันทึกไว้สำหรับ "ตน"
อยากจะเขียนและบันทึกเช่นกัน...ครับ
แต่สำหรับผมนั้น ก็เพียงได้แค่คิดมั้ง หรือ ว่า วันหนึ่งจะมีเวลาว่างให้กับการเขียนบ้าง เพียงแต่ตอนนี้คงเขียนได้แค่เพียง วรรณกรรมชีวิต เท่านั้น....และ จะเรียกได้มั้ยครับว่า ผมรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก ผมอ่านหนังสือประเภท วรรณกรรม เรื่องสั้น วรรณคดี ภาษาไทย ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าหนังสือประเภทดังกล่าวผมอ่านจนหมดห้องสมุด ร.ร.วัดทะเลน้อย สมัยนั้น กว่าจะจบ ป.6 และอ่านในห้องสมุด ร.ร.พนางตุง อีกเนื่องจาก ผมคิดว่า การอ่านหนังสือ คืออีกโลกหนึ่งของชีวิต เป็นโลกที่ให้ความอบอุ่น ผมสามารถสร้างจินตนาการขึ้นมาได้ เพื่อปลอบประโลมชีวิตจริง ของตัวเองที่เป็นอยู่ ตอนนั้น (พอดีชีวิตลำเค็ญ ครับ เป็นครอบครัวที่แตกแยก ก็เลยอาศัย ปู่ ย่า มาจนโต ภายใต้การเลี้ยงดูตามประสาแบบบ้าน ๆ เท่าที่ปู่ ย่า ท่านมอบให้ได้)
ผมเริ่มห่างการอ่าน เมื่อเข้า ปวช.(เทคนิคพัทลุง อิเล็กทรอนิกส์ ) เพราะชีวิตวัยรุ่น มีอะไรหลายอย่างที่เข้ามา แต่ก็มิได้ทิ้งการอ่านเสียทีเดียวนะครับ แต่ผมเรียกว่า...ห่างหาย
พันธนาการของชีวิต ที่จำเป็น ต้อง หิว ....อิ่ม และก็...หิว อีก ผมได้อาศัยวัดภูผาภิมุข ตรงข้ามเทคนิค อยู่กับตาหลวง
พันธนาการของการเรียน ที่จำเป็นต้องมี หนังสือ สมุด สำหรับการเรียน และค่าเทอมที่ต้องจ่าย รองเท้าใหม่ที่อยากได้ตามประสาวัยรุ่น ทำให้ผมจำเป็นต้องรับจ้างเป็นกรรมกร แบกไม้ บ้าง สังกะสี บ้างแล้วแต่ ท่านนายหัวจะใช้ครับผม
ว่าแต่วิชาภาษาไทย ตั้งแต่ ประถม มัธยม ปวช. ผมได้เกรด 4ตลอด
ได้เรียนต่อ ปวส. ครับ (ราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้สงขลา) ด้วยความอนุเคราะห์ของคุณลุง เนื่องจากลุงเห็นถึงความพยายามและตั้งใจ เรียกว่า...ห่างหายเช่นกันครับ เพราะชีวิตเริ่มจำเป็นต้องเป็นอยู่ และเริ่มหาเส้นทางเดิน....เดิน...เดินออกไป เพื่อให้พ้นจากความคิดที่ว่า แต่ละมื้อ ที่เป็นอยู่นี้ ของวันนี้ จะทำยังไงให้ท้องอิ่ม
เมื่อจบ ปวส. ผมได้งานทำทันทีครับ รับเงินเดือน ๆ แรก ผมซื้อหนังสือสองเล่มคือ...เดินป่าเสาะหาชีวิตจริง..กับ..เพลงเอกภพ..ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล
และตั้งแต่นั้นมา สำหรับผม..จะเรียกว่า...เสพ...วรรณกรรม...ด้วยความอิ่มใจ....มาตลอด เพราะผมหามาเสพได้โดย ไม่ยากเย็นนัก ต่างจากเมื่อก่อนที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายเท่านั้น
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เมื่อ พฤ. 13 เม.ย. 13:53:48 2006
ต้นอ้อ-ต้นธาร
ขอตอบประเด็นหนึ่งก่อนที่สำคัญมากสำหรับ "เรา" ผมเองเป็นศิษย์วัดต่ำ (ภูผาภิมุข) ด้วยครับ แต่ผมอยู่ฝั่งท่านเจ้าคุณ (เจ้าคณะจังหวัดฯ ธรรมยุตินิกาย) ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้ว ผมอยู่กับพระครูสังฆรักษ์ วิเชียร (ตาหลวงเพียร) ช่วงปี 2529-2531 ครับ ดีใจมากที่เราเคยอยู่สำนักเดียวกัน และได้ถูกหล่อหลอมมาจากเป้าที่คล้าย ๆ กัน ผมคิดว่าอย่างนั้น จึงอยากให้ท่านได้เขียน Blog เล่าเรื่องราวตรวนั้น ผมจะเล่าบ้าง หรือเติมเต็มบ้างก็น่าจะดี เพราะนึกทุกทีก็ยังมีความสุขอยู่มาก จริง ๆ
อยากจะเขียนและบันทึกเช่นกัน...ครับ
ผมนำให้...ท่านชายขอบ งง...ไปหรือเปล่า เพียงแต่ ผมอยากจะบอกว่า....พันธการของชีวิตผมนั้น ยากที่จะแปลกแยก ความคิด ออกมาได้ เป็นกฎเกณฑ์ ที่ผมตั้งขึ้นมาเองหรือเปล่า หรือว่า ชีวิตและ...ชะตากรรม...ตั้งให้ผม...
กล่าวถึง...ชีวิตนักวิจัย จะเรียกว่าผม เป็นนักวิจัย ได้หรือเปล่า ผมขอปวารณา ตัวเอง ให้เป็นเช่นนั้นก่อนนะครับ...
ผมอยู่ในโลกของ วิศวกรรมการสื่อสาร ทำหน้าที่วิศวกร ในบริษัทที่แปรรูปจากรัฐวิสาหกิจหนึ่ง จบ วศบ. วศม. จากสถาบันระดับประเทศด้วยความอนุเคราะห์ขององค์กร ด้วยความสำนึกในความรู้สึก ของ ปู่ ย่า ที่อยากให้หลานได้เรียนสูง ๆ ด้วยคิดว่าการได้เรียนสูง นั้น จะทำให้ชีวิตไม่ลำบาก ผมเตรียมงานวิจัยอยู่กับ อ.ที่ปรึกษา หนึ่งปีแล้ว เพื่อสมัครเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ของสถาบันเดิม
เส้นทางหนึ่ง...มุ่งไปสู่ความหวังและตั้งใจ
เส้นทางหนึ่งเป็น...ภาระรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ แห่งการเลี้ยงชีพที่ไม่ได้หมายความเฉพาะชีพตนเองเท่านั้น หากยังมี พ่อผู้ซึ่งไม่เคยให้ลูกชายและลูกสาวได้รู้สึกถึงคำว่า พ่อ ...เลยและต่อเมื่อยามวัยชรา ย่างกราย นั้นเล่า ก็มิอาจแปรเปลี่ยนในหน้าที่ของลูก น้องสาว ณ วันหนึ่งเล่า เสียสละให้พี่ชายได้เรียนต่อ จบตัวเองลงแค่ประถมศึกษา ด้วยทดท้อต่อชะตากรรม
เส้นทางหนึ่ง...พันธนาการ ของความอบอุ่นแห่งชีวิต เล่า ต้นอ้อ... นั้นอยากอ่านหนังสือ กับ พ่อ ก่อนนอน ต้นธาร... งอแง เสมอ ยามค่อนคืน
เป็นครั้งคราว เท่านั้น ที่ผมสามารถ มาเยี่ยมตรงนี้ได้
ได้รู้จัก gotoknow กับ ท่านสมควน ซึ่งเป็นรุ่นน้อง
เส้นทางที่มุ่งไปสู่ความหวังและตั้งใจ ของผมนั้น จำเป็นต้องหาหลืบเร้นของเวลา ที่มีได้ เท่านั้น
ยินดีที่ได้รู้จัก รุ่นพี่ ครับผม
ผมอยู่ ตึกพิพิธภัณฑ์ กับ ตาหลวงสง (ท่านพระครูสุธรรมเมธากรณ์)
ช่วงปี 2532 -2535
ต้นอ้อ-ต้นธาร (2)
เป้าหล่อหลอมที่คล้ายกันผมหมายถึง ชะตาชีวิต ที่ผลักดันให้ไปเป็นศิษย์วัดต่ำ ย่อมไม่แตกต่างกันนัก หากกล่าวถึงหิว...อิ่ม แล้วก็หิวอีก การอยู่วัดในยุคนั้นที่มีการพนัน กัญชา ยาเสพติด อบายมุข รวมถึงสิ่งเร้าสิ่งล่อ ในขณะที่กำแพงวัดไม่ได้สูงนัก ไม่ยากที่จะกระโดดข้าม แล้วเตลิดไป และที่สำคัญใช่ว่าไม่มีใครเลยในหมู่เพื่อน (ส่วนใหญ่เรียนเทคนิค) ไม่เสียคนไป มีมากมายให้เห็น เกิดเป็นคำถามว่าเราหลุดพ้นมาได้อย่างไร...แม้ทุกวันผมก็ยังถามตัวเอง เพราะรู้ตัวเองว่าอดีตเกเรเช่นไร
ผมพอที่จะเข้าใจ แม้จะเล็กน้อย แต่ก็ได้รับรู้ ยินดีมากที่เข้ามาด้วยเวลาอันจำกัด แต่ก็ทิ้งรอยเพื่อ ลปรร.ไว้ด้วยเสมอ อิสระครับ ไว้เมื่อพร้อมและจัดการกับ "เวลาชีวิต" ได้ ขอให้ทราบว่ารอครับที่จะได้อ่าน และ ลปรร.กันต่อไป ขอให้ประสบความสำเร็จ ตามที่มุ่งหวัง ด้วยใจจริง
ต้นอ้อ-ต้นธาร (3)
ในช่วงปี 2532 กุฎิที่ผมอยู่ ได้ถูกรื้อถอนไป ซึ่งเป็นห้องแถว ด้านหลังพิพิธภัณฑ์ ผมกลับไปได้ทราบเช่นนั้น คนที่อยู่พิพิธภัณฑ์ ในช่วงเวลาเดียวกัน (จำชื่อไม่ได้) เป็นรุ่งน้อง 2 ปี ด้วยความที่สมบูรณ์กว่า เขาได้เอื้อไปยังด้านหลังเพื่อผมและเพื่อน ๆ เสมอ ๆ คนที่อยู่พิพิธภัณฑ์ รู้แต่ว่าเข้าออกลำบาก จึงไม่เกเร ท่านพระครูสุธรรมเมธากรณ์ ก็เข้มงวด เอาใจใส่ดูแล ค่ำแล้วออกไปไหนไม่ได้ ต่างจากที่ผมอยู่ จะอิสระและถูกชักนำโดยอบายมุข ได้ง่ายกว่า เพราะอยู่กันตั้ง 20 กว่าชีวิต ตาหลวงดูแลไม่ทัน
คุณดอกหญ้า
ตามที่ทิ้ง คห.ไว้ว่า "อ่านเรื่องของคุณชายขอบกับ Dr.Ka-poom เขียนแล้ว ชักหวั่นๆ ในการเขียนแล้วซิ ยิ่งตามไปอ่านของอาจารย์สมลักษณ์ บันทึกอย่างไรให้น่าอ่าน ยิ่งไม่อยากเขียนเลย เพราะกลัวเขียนไม่น่าอ่าน" อยากนำเรียนอย่างนี้ครับ
อาจารย์สมลักษณ์ ไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้นหรอก (ผมรับรู้จากการอ่านซ้ำ ๆ) ท่านต้องการเห็นการ ลปรร.กัน และอยากเชิญชวนให้ได้เขียนกันเยอะ ๆ อันนี้ถอดจากหลาย ๆ บันทึกที่ท่านได้กล่าวไว้ก่อนหน้ามากมายหลายบันทึก จึงเชื่อว่าท่านไม่ต้องการให้ใครคิดเช่นที่คุณดอกหญ้ากำลังกังวล
แต่ผมก็พยายามที่จะนำเสนอว่าบางครั้งหากเราเล็งผลเลิศโดยลืมมองผลด้านลบบ้างให้รอบคอบ และครอบคลุม เราอาจจะเหมือนตอนที่วิศวกรได้วางแผนสร้างทาง วงแหวนรอบนอกกรุงลอนดอน เพื่อแก้ปัญหาอีกแบบแต่กลับได้ปัญหาอีกแบบกลับมา ไม่หนำซ้ำเป็นการถามโถมใส่ปัญหาเดิมให้รุนแรงขึ้น จนแก้ไม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพียงแค่นั้นครับ ฉะนั้นเขียนไปเถอะเขียนไป เหมือนที่ Dr.Ka-poom เขาได้ ลปรร.กันกับ คุณตุมปัง ไว้ที่บันทึกขอถอยหลัง...เพื่อย้อนมอง
บันทึกนี้สำคัญมากๆ คะ เขียนอย่างอิสระคะ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ ข่าวสาร ที่ท่านอยากจะบอกเล่าเก้าสิบ วันละบันทึกสองบันทึก บันทึกละสองสามบันทึก ก็ไม่มีใครว่า เพราะบล็อกเป็นเหมือนเว็บไซต์ของท่านเองคะ
กฎ
กติกา
เกณฑ์
เกร็ง
อ.ดร.จันทรวรรณ
เห็นด้วยตามที่อาจารย์ว่าครับ คือ อิสระในการเขียน พร้อม ๆ กับการรับชอบหรือรับผิดด้วย เพราะบล็อกเป็นเหมือนเว็บไซต์ของท่านเอง แต่ที่รับผิดนั่นไม่ได้หมายถึงผิดถูกตามความเป็นวิชาการนะครับ โดยเฉพาะการบอกเล่าเรื่องราวจากการปฏิบัติ การดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้น แม้จะผิด (เพราะใคร ๆ ว่า) แต่ก็ถูกเสมอเมื่อนำมาถ่ายทอด และได้ ลปรร.กัน อย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผมคงเข้าใจถูกนะครับ
อาจารย์หมอ JJ
พักนี้อาจารย์มาที ผมอดยิ้มไม่ได้ทุกที อย่าง "กฎ กติกา เกณฑ์ แล้วก็เกร็ง" ของอาจารย์ครับ ผมเชื่อว่าอาจารย์นะไม่เกร็งหรอก อาจารย์ครับผมตัดสินใจเขียนบันทึกนี้ เหมือนให้ยาคลายกล้ามเนื้อแก่เครือข่าย ทีมงาน และขาประจำ นะครับ ไม่ได้ซีเรียสอะไร อาจารย์ช่วย ๆ ด้วยนะครับ สังคม GotoKnow.org จะได้ "คึกคัก"
เรียนคุณชายขอบผ่านไปยังคุณดอกหญ้า
แน่นอนคะ เจ้าของบล็อกต้องรับผิดและรับชอบคะ ดังที่ดิฉันเขียนไว้นานแล้วในเงื่อนไขการให้บริการของ GotoKnow.org คะ http://gotoknow.org/tos
เวอร์ชันสอง จะพยายามทำให้ GotoKnow.org เป็นเสมือนเครื่องมือ KM ที่ใช้ควบคู่ไปกับการทำงานในชีวิตประจำวันได้คะ ผู้ใช้จะได้ใช้อย่างสบายใจ เหมือนเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำงานอย่างแท้จริงคะ :)
อดทนรอคอยกันอีกนิดนึงนะคะ ผู้พัฒนาตอนนี้ก็ไม่ได้ไปไหนคะ สงกรานต์ก็ไม่ไปเที่ยว นั่งเร่งงานพัฒนาอยู่นี่หละคะ (เหมือนอย่างทีม O-Net ไงคะ แซว :) )
ยิ่งอ่านก็ยิ่ง...งง ยิ่ง "งง"...ก็ยิ่ง...อ่าน
อ่านไปอ่านมา..งงๆ-อ่านๆ.. หยุดอ่านไปเลย..
ขอพักดีกว่า...เพราะปวดหลัง
ใครจะตั้งกฏเกณฑ์..อะไร..ใคร่ตั้ง
ใคร..จะบันทึก..อะไรใคร่..บันทึก
ขอแค่มี "สุข"..ที่ใจ..
ใน "ตน"..ก็เพียงพอแล้ว
ก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มเขียนบล็อก ผมก็คิดอยู่นานเลยครับ ว่าจะเขียนยังไงดี กลัวไม่ดีอ่ะครับ
เคยสมัครใช้userอื่นไปแล้วแต่จำไม่ได้(รู้จักwebนี้นานแล้วเหมือนกันครับ เพราะlinkมาจาก พรพ.อีกที เปิดอ่านของพี่หมอพิเชฐบ่อยมาก หลายครั้งผมก็copyเอาไปเผยแพร่ให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลต่ออีกด้วย
พออ่านไปเรื่อยๆก็เลยอยากเขียนบ้าง บังเอิญมีสอนเจ้าหน้าที่ ก็เลยมีเรื่องเล่า ประกอบกับเจอพี่ 2 คน เลยอบอุ่นใจที่จะเขียนต่อครับ
ผมว่าwebอย่าตั้งกฎเกณฑ์อะไรเลยครับเพราะบางที่การเขียนบันทึกของหลายคนเหมือนไม่มีอะไร แต่มีอะไรที่บางคนที่อ่านมองไม่เหมือนกันและได้อะไรจากเรื่องที่อ่านได้ไม่เหมือนกันครับ