ผมถามตัวเองว่า อุดมศึกษาไทยได้ก้าวสู่สภาพธุรกิจอุดมศึกษาแล้วใช่ไหม   ตรงตามชื่อหนังสือ Universities in the Market Place โดย Derek Bok, 2003   ซึ่งหมายความว่าธุรกิจได้เข้าสู่ระบบอุดมศึกษาอเมริกันมาประมาณ ๓๐ ปีแล้ว   มหาวิทยาลัยต่างๆ ตั้งหน้าหารายได้จากการวิจัยและจากหลักสูตร   แต่ Derek Bok บอกว่าธุรกิจแรกที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐก้าวเข้าไปนั้นคือธุรกิจการกีฬา ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๑๕ คือเกือบร้อยปีมาแล้ว   โดยเฉพาะรายได้จากทีมอเมริกันฟุตบอลล์ 

          มีข่าวว่ามหาวิทยาลัยเอกชนของไทยบางแห่งมีกำไรถึงปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท    และมีการตั้งมหาวิทยาลัยเอกชนกันมากมาย   แต่ก็มีข่าวมหาวิทยาลัยเอกชนที่ขาดทุน  

          เราได้เห็นสภาพการเปิดสาขา/หลักสูตร แบบ franchise หรือที่เขาล้อกันว่า แบบหาบเร่แผงลอย ในประเทศไทย    มีการลงโฆษณาในสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง    ซึ่งในต่างประเทศเขาก็โฆษณาคล้ายๆ กัน

          หลายปีมาแล้ว หลานของผมคนหนึ่งจบปริญญาตรีด้วยเกรด ๒.๐๐   พ่อของเขาชมในความสามารถเรียนอย่างคงเส้นคงวา คือได้เกรด ๑.๙๙ ตลอด ๓ ปีแรก แล้วก็ได้ ๒.๐๐ ในปีสุดท้าย   หลังจบเขาเดินไปชมการออกนิทรรศการการศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย   และเข้าไปคุย   ฝรั่งที่มาออกงานบอกว่าสบายมาก ความสามารถขนาดคุณรับรองหามหาวิทยาลัยในออสเตรเลียให้เข้าเรียนได้สบาย และจบในเวลา ๒ ปี   ซึ่งเมื่อหลานไปเรียนก็เป็นจริงตามนั้น   โดยมหาวิทยาลัยที่ไปเรียนก็มีชื่อเสียงไม่น้อย   นี่คือประสบการณ์ที่ดีต่อธุรกิจอุดมศึกษา    เวลานี้หลานของผมก็มีงานทำมั่นคงและรายได้สูงพอสมควร

          ธุรกิจอุดมศึกษาไทยน่าเชื่อถือ และมีคุณภาพตามราคาคุยหรือไม่ 

          ถ้าอุดมศึกษาไทยมีส่วนที่เป็นธุรกิจ   ก็ต้องมีการกำกับดูแลแบบธุรกิจ   ต้องมีระบบคุ้มครองผู้บริโภคแบบธุรกิจ   คิดแบบนี้ถูกต้องหรือไม่   และอุดมศึกษาแบบไหนที่ถือว่าเป็นธุรกิจ   แบบไหนที่ไม่ใช่ธุรกิจ แต่ก็ต้องมีการจัดการอย่างมืออาชีพ 

          แต่เมื่อมองเชิงระบบ ก็ต้องหาความพอดี หาส่วนผสมที่พอเหมาะ ของอุดมศึกษาแบบสนองตลาด   กับอุดมศึกษาเพื่อสังคม ที่ไม่เอาใจตลาดแต่เอาใจใส่อนาคตของสังคม   และมีคำถามว่า จะกำกับดูแลอุดมศึกษา ๒ แบบนี้แตกต่างกันอย่างไร    และจะแยกแยะอุดมศึกษา ๒ แบบนี้ที่อยู่ในสถาบันเดียวกันได้อย่างไร

          Derek Bok อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุข้อดีของการทำให้อุดมศึกษาเป็นธุรกิจ ว่าได้แก่ กำไร และเงินเพิ่มแก่อาจารย์และพนักงาน    ส่วนข้อเสียหรือสิ่งที่ต้องจ่าย ได้แก่ มาตรฐานวิชาการ อาจลดลง  ทำลายความสามัคคีในชุมชนวิชาการ  และเสี่ยงต่อชื่อเสียง    ผลได้กับผลเสียจะได้ดุลหรือส่วนไหนมากกว่าขึ้นกับวิธีให้คุณค่า และขึ้นอยู่กับรายละเอียดของพฤติกรรม    โดยที่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือความเชื่อถือของสังคมต่อชุมชนนักวิชาการ ว่าจะดำรงความบริสุทธิ์ความเป็นกลางในการทำหน้าที่สร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อประโยชน์ต่อสังคมได้เพียงใด  

 

          การกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาไทยจะคำนึงถึงหลักการหรือเป้าหมายความเชื่อถือของสังคมวงกว้างต่อ integrity ทางวิชาการของวงการอุดมศึกษาเพียงใด   ผมขอความเห็นด้วยครับ

วิจารณ์ พานิช
๒ ม.ค. ๕๒