ไม่ใช่แค่เผชิญความจริง ต้องบอกความจริงแก่สังคมด้วย นี่คือความตั้งใจของผมต่อการทำหน้าที่ประธาน กกอ. แต่ตอนทำจริงๆ ต้องทำตามมติของการประชุม ไม่ใช่ตามอำเภอใจของผม
บันทึกนี้ได้จากการ AAR การหารือนอกรอบกับผู้บริหารระดับสูงของ สกอ. เมื่อวันที่ ๒๖ ม.ค. ๕๒
มีการพูดถึงการรับรองวิทยฐานะของผู้จบการศึกษาในหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน ที่ สกอ. จะต้องแจ้งไปยัง กพ. ว่าหลักสูตรได้มาตรฐาน ให้ กพ. รับรอง วิธีปฏิบัติคือหลักสูตรใดไม่ได้มาตรฐาน ก็ไม่แจ้ง กพ. ต้องให้มหาวิทยาลัยกลับไปแก้ไขจนได้มาตรฐาน จึงแจ้ง กพ. ให้รับรอง
คนบ้าแบบผมไม่คิดว่าควรปฏิบัติเช่นนั้น เพราะเท่ากับเป็นการดูแลมหาวิทยาลัยแบบ “เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กตลอดชีวิต” คือไม่รับผิดชอบก็ไม่เป็นไร คอยมีคนเตือน ผมมีความเห็น (ส่วนตัว) ว่า หน่วยกำกับต้องกำกับแบบส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีความรับผิดชอบตนเอง และรับผิดชอบต่อสังคม
ดังนั้น หลักสูตรที่ปล่อยปละละเลยกันมานาน และไม่ได้มาตรฐานจริงๆ ก็ต้องแจ้ง กพ. ว่าไม่ได้มาตรฐาน ให้ผู้เรียนไปฟ้องร้องมหาวิทยาลัยเอาเอง ให้มหาวิทยาลัยรับผิดชอบเอง เพราะไม่มีทางเยียวยาให้ได้มาตรฐานแล้ว บัณฑิตจบไปหลายปีแล้ว
ผมกลับมาคุยกับผู้คุ้นเคย เขาเล่าว่าเพื่อนของเขาไปเรียนปริญญาเอกในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และต้องอดทนเรียนเพราะเสียดายเงิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นหลักสูตรที่ไร้คุณภาพ เขารู้สึกผิดที่จะเป็น ด็อกเตอร์ จากการเรียนที่ไร้คุณภาพ จึงกะว่าจะเรียนใหม่ในหลักสูตรปริญญาเอกที่มีคุณภาพอีกสักปริญญา สภาพเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น หากมีการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาที่ดี
ผมจึง AAR การสนทนานี้ ว่าน่าจะดูแลระบบอุดมศึกษาในลักษณะเผชิญความจริง ให้สังคมได้รับรู้ความจริง เอาความเป็นจริงออกสู่สังคม สถาบันใดเสนอหลักสูตรและการศึกษาด้อยคุณภาพ ด้อยความรับผิดชอบ ก็ให้ความจริงปรากฏ เขาจะได้ปรับตัวสร้างความเข้มแข็งสร้างคุณภาพ และสังคมจะได้ไม่อยู่กันแบบหลอกๆ
วิธีคิดแบบผมนี้ ใช้ได้หรือไม่ ควรเอามาใช้กำกับดูแลระบบอุดมศึกษาหรือไม่ เพราะอะไร โปรดช่วยกันให้คำแนะนำแก่ผมด้วยครับ เพราะผมคิดว่า ถ้าวิธีคิดของผมมันสวนกระแสเกินไป ไม่เหมาะต่อสังคมไทยในปัจจุบัน ผมจะได้ออกไปใช้เวลาท่องเที่ยวหาความสำราญให้แก่ชีวิตจะดีกว่า
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ม.ค. ๕๒