ความฉุกใจในเรื่องนี้แล้วอยากมาเขียนเป็นบันทึกสอบถามความคิดเห็นของเพื่อน ๆ กัลยาณมิตรทุกท่าน ... สาเหตุจากการที่ผมนั่งทำหลักสูตรปริญญาตรีครู 5 ปีแล้วมีอยู่หัวข้อหนึ่งคือ รายชื่อและผลงานวิชาการของอาจารย์พิเศษ
หัวหน้าสาขาวิชาให้นำชื่อและผลงานของอาจารย์พิเศษที่เคยยื่นใบสมัครไว้มาใส่ประกอบในแบบเสนอหลักสูตร
ผู้ยื่นท่านหนึ่ง ทำวิทยานิพนธ์ตอนเรียนปริญญาโท
หัวข้อ "การสร้างไฮเปอร์บุ๊ค กระบวนวิชา ........................................."
<< เป็นกระบวนวิชาหนึ่งในการเรียนระดับปริญญาโท >>
แรก ๆ ก็คิดว่า คงเป็นท่านนี้คงเรียนแผน ข (2) คือ ตัวจบเป็น IS หรือ การศึกษาค้นคว้าอิสระ
พอกำลังจะเริ่มพิมพ์อีกท่าน
หัวข้อ คือ "การสร้างไฮเปอร์บุ๊ค กระบวนวิชา ........................................."
<< เป็นคนละกระบวนวิชากับท่านแรก >>
โห !!! เป็นการพัฒนานวัตกรรมเดียวกันเลย แต่เปลี่ยนแค่เนื้อหาที่เลือกทำ
ทำให้ความทรงจำผมผุดขึ้นมาว่า อืมม เคยเห็นนักศึกษาปริญญาโทรุ่นนี้ทั้งรุ่น มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทำหัวข้อเรื่องเดียวกันนี้ทั้งรุ่น เปลี่ยนเฉพาะชื่อกระบวนวิชาเท่านั้น
สมัยก่อนตอนที่ผมเรียนปริญญาโท ตอนที่ผมค้นคว้าหาข้อมูลมาทำวิทยานิพนธ์ ผมก็เคยเห็นนักศึกษารุ่นเก่า ๆ ทำแบบนี้ครับ ทั้งรุ่นทำเรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนตัวแปรบางตัว ก็เป็นเรื่องใหม่ไปแล้ว
เช่น "สภาพ ปัญหา และความต้องการการใช้สื่อการสอนของบุคลากรโรงเรียน ............................." << เปลี่ยนเฉพาะโรงเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น >>
เป็นแบบนี้ทั้งรุ่น ... มันน่าภาคภูมิใจตรงไหนไม่ทราบ
ถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับระบบความคิดแบบนี้ครับ ???
- เป็นไปได้ไหมว่า ... งานวิจัยแต่ละเรื่องนี้เป็นงานวิจัยย่อยในโครงการใหญ่ของอาจารย์สักคนที่ขอทุนวิจัยเอาไว้
- เป็นไปได้ไหมว่า ... วิทยานิพนธ์เป็นแค่แบบฝึกหัดวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาโท ทำให้ทำเรื่องอะไรก็ได้ ไม่สนใจ ไม่แคร์คนอื่น
- เป็นไปได้ไหมว่า ... บุคคลเหล่านี้มีอุดมการณ์ที่แรงกล้าว่า "เอาตัวรอด (จบปริญญาโท) เป็นยอดดี"
- เป็นไปได้ไหมว่า ... บุคคลเหล่านี้มีอุดมการณ์ที่แรงกล้าว่า "ทำอะไรง่าย ๆ ก็ได้ จบไว ๆ ไว้ก่อน"
- ฯลฯ
หากผมได้มีโอกาสถามเขาเหล่านี้ ผมอาจจะได้คำตอบ ...
- อาจารย์ที่ปรึกษาให้หัวข้อมา
- สิทธิ์ของผม/ดิฉัน
- ทำแบบนี้จบเร็วดี
- วิทยานิพนธ์จะเอาอะไรกันนักกันหนา
- ฯลฯ (สารพัดคำเอ่ยอ้าง)
ผมมองด้วยความเห็นส่วนตัวว่า ... ผมคงยอมรับวิธีการคิดแบบนี้ได้ยาก ผมคิดว่า มันไม่สร้างสรรค์และไม่ได้แสดงศักยภาพของความเป็นบัณฑิตศึกษาแต่อย่างใด แถมบางทีอาจจะนั่งทำวิทยานิพนธ์กันเป็นกลุ่ม ๆ อีก ลอกกันไป ลอกกันมา เพราะเนื้อหาหลายส่วนเหมือนกัน ปรับแค่ส่วนที่ไม่เหมือนกับเพื่อนเท่านั้น
หากเป็นการจบการศึกษาระดับปริญญาโท ก็คงหวังว่า การเรียนต่อระดับปริญญาเอกคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แล้วคุณว่า ประเทศชาติและสังคมของเราจะได้คนแบบไหนเป็นมันสมองของประเทศ ?
ผมมองอีกว่า ะปัญหานี้หมักหม่มมานานแสนนาน คู่กับวงการการศึกษาระดับสูงของประเทศนี้มานาน น่าจะมาช่วยกันหาทางแก้ไขกันนะครับ จึงเลือกเขียนบันทึกนี้ขึ้นมา
ผมอาจจะเป็นคนคิดมากและเป็นแค่คนส่วนน้อยที่คิดขวางโลกแบบนี้ ... ขออภัยด้วยใจจริงครับ
ขอพูดคุยและต่อยอดคำถามและความคิดเห็นด้วยความสุภาพเท่านั้นนะครับ
ขอบคุณครับ :)
ตรงใจเป๊ะเลยครับ
ถ้าการศึกษาของไทยเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อนาคตประเทศไทยน่าหดหู่ครับ
ทุกวันนี้เด็กในระดับมัธยมก็ไม่มีความต้องการอนาคต ไม่รู้จักคำว่าการศึกษาคืออะไร และบางทีก็ต้องโทษครูผู้สอนและผู้ปกครองด้วย
สมัยก่อน เด็กรุ่นผมจะเกเรอย่างไรก็มีความต้องการจบการศึกษาตามระดับ จะโดดจะเรียนอย่างไรก็ขอให้จบ ม.ศ.๓ หรือ ม.ศ.๕ คือมีหลักอยู่
เด็กเดี๋ยวนี้ไม่สนใจ ติด ร. กี่วิชา ครูตามให้ไปสอบก็ไม่ไป ครูให้ส่งรายงานก็ไม่ส่ง ไม่เคยสนใจเลยว่าถ้าไม่จบระดับนี้อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จนครูก็ทนไม่ได้ทำให้เสร็จ แล้วก็ให้คะแนนไปเพื่อมันจะได้จบๆเสียที แถมผู้ปกครองก็อีก ครูไปจ้ำจี้จ้ำไชลูกมากก็ไม่ได้โกรธครูเสียอีก เดี๋ยวนี้ที่ภูเก็ตครูคนไหนให้การบ้านมาก ผู้ปกครองก็ช่วยลูกด่าครูอีก เวรกรรม...เฮ้อ..
สวัสดีครับ ท่าน อัยการชาวเกาะ :)
หดและหู่มากเช่นกันครับท่าน ... การศึกษาภาพรวมทุกระดับของเราไม่ค่อยประทับใจครับ มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่เป็นตัวต้นเหตุของ "วิธีคิด" เอาแต่ตัวเองแบบนี้
"ครูดี" ก็เหนื่อย เพราะครูทั่วไปจะบอกว่า "ทำไปทำไมเหนื่อยเปล่า ๆ"
สงสาร "ครูดี" ครับ ... เสียกำลังใจกันหมด
เคยส่งนักศึกษาไปฝึกสอนโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง ... เด็กเกเรมาก บอกลูกศิษย์ผมว่า เดี๋ยวจะบอกพ่อให้เอาครูออกจากโรงเรียน
ดูมานครับ ... อันนี้ประถมศึกษานะครับ
ดังนั้น ไม่ต้องห่วงภาพที่เกิดขึ้นที่ระดับบัณฑิตศึกษาครับ ... เละเทะเกินจะเชื่อได้ หากไม่ได้สัมผัสจริง
ขอบคุณครับ ท่าน อัยการชาวเกาะ :) ด้วยความจริงใจ
สาเหตุมาจากหลายปัจจัยและมองได้หลายมิติครับ
<<<ผู้วิจัย>>>
1.เป็นไปได้กับระบบแนวคิดแบบที่ว่า
2.ความสำคัญระดับต้นๆ คือ "จิตใต้สำนึก" ของคนที่จะทำวิจัย จรรยาบรรณมีมั๊ย ถ้ามีแล้วระบบแนวคิดที่ว่าก็คงเกิดแต่อาจจะเกิดน้อยหน่อย การคัดลอกงานวิจัยด้วยแล้วยิ่งน่ากลัว
3.ถามว่าจะทำวิจัยเพื่อ(แค่)จบหรือว่าต้องดีเลิศ ตอบว่าจะทำทั้งสองอย่าง
4.คำสบประมาท "จบได้ไง" ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง สงสัยจ้างคนอื่นทำหรือทำ “เอกสารประกอบการจบ” แหง๋...
5.คงจะไม่มีใครมาว่าเราแน่นอน อย่างน้อยต้องรู้เรื่องที่ตัวเองทำมากกว่าคนอื่นๆ
<<<อาจารย์ที่ปรึกษา>>>
1.หัวข้อวิจัยที่ทำต้องผ่านการปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาแน่นอน
2.แสดงว่าทั้งสองคนเห็นด้วย แต่อย่าลืมว่า นศ.ป.โท ด้อยประสบการณ์เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยหรือถ้ามีก็น้อย และแต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน
3.ยังคงจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำ คอยชี้แนะในทางที่ถูกที่ควรจากอาจารย์ที่ปรึกษา “แม่พิมพ์” ที่ดี ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างจากแม่พิมพ์ครับ ขออภัยที่แสดงความเขลาครับอาจารย์
มิเขลาแต่ประการใดครับ คุณ ไทบ้านผำ :)
ชอบใจอย่างยิ่ง ที่ได้วิเคราะห์และเรียบเรียงอย่างตรงไปตรงมา ครับ
"แม่พิมพ์" ที่ดีหรือครับ ... ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องปกติ ครับ
จิตสำนึก อุดมการณ์ จุดยืน สำคัญมากสำหรับผู้เรียนระดับสูง ครับ ผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ครับ
ด้วยจิตคารวะในความคิดนี้
ขอบคุณมากครับ :)
บรรทัดฐานจิตใต้สำนึกของแต่ละบุคคลต่างกันค่ะอาจารย์
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น..ถ้าประเทศเรามีระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานเดียวกัน
ศักดิ์และศรีของความเป็นคนหรือแม้กระทั่งสัตว์ย่อมเท่าเทียมกัน..
ขอบคุณค่ะ
ขอภาวนา อย่าให้การศึกษากลายเป็นธุรกิจเลยค่ะ
ประเทศชาติจะล่มจม
กลัวว่าคนทำดี จะท้อแท้
ลูกหลานจะกลายพันธุ์
อยากพูดพูด..
อึดอัด คับข้องใจ อีกหลายเรื่อง....
เกรงใจอาจารย์
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ คุณ ครูแม่มด :) ...
ขอโฟกัสชัด ๆ เลยครับ
"บรรทัดฐานจิตใต้สำนึกของแต่ละบุคคลต่างกัน"
ความเป็นจริงที่เจ็บปวดนะครับ
หากประเทศใดมีคนที่มีจิตใต้สำนึกดี ๆ ประเทศนั้นคงเจริญก้าวหน้าและสงบสุขแล้วนะครับ
คุณครูจุฑารัตน์ NU 11 ครับ ... มีสิ่งใดอยากระบายระบบที่มันน่าคับข้อง ก็พูดเถอะครับ ... แต่ให้คำแนะนำว่า นำศิลปะการเขียนที่แนบเนียนมาใช้ จะทำให้แรงกระแทกมันเบาลงนะครับ
สำหรับวิธีการเขียนของผม ... อิ อิ ... เลียนแบบไม่ได้ครับ มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนักสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่
เรารู้จักกันมาเป็นเวลานับปีแล้วครับ น่าจะรู้จักผมบ้างเนอะ ตรงไปตรงมา น่าคบหามากกว่าครับ
(วันพุธนี้ ผมจะไปแข่งเปตองที่นครสวรรค์นะครับ อิ อิ ... พบกันตามโชคชะตาและวาสนานะครับ)
ไม่ต้องเกรงใจครับ :)
เราก็รู้จักกันมานับปีจริงๆค่ะ เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่านะคะ
โฮ ..สนามเปตองมีหลายสนามนะคะ
ต้องการกรรมการหรือพี่เลี้ยงหรือเปล่า
ขอบอกว่าเป็นนักกีฬาเปตอง nu นว.นะคะ
กรรมการเปตอง กีฬาต้านยาเสพติด ของอบต. นักเรียน - เยาวชน หุหุ...
ตามไปเชียร์ก็ได้ค่ะเดี๋ยวจะชวนน้องๆที่ มรภ.นว.ไปด้วย 555
สวัสดีครับ
ผมค้นจาก ThaiLIS เจอแบบนี้เหมือนกัน
ก็สงสัยอยู่ ว่าทำไมหัวข้อมันมาพิมพ์เดียวกันหมด ทั้งรุ่นเลย
แต่ว่า ไม่ใช่เรื่องไฮเปอร์บุ๊ค อิๆๆ
หุ หุ คุณครูจุฑารัตน์ NU 11 ... ทราบที่แข่งเสียด้วย
เออคือว่า ไม่ต้องเชียร์หรอกครับ โยนให้ใกล้แก่นอย่างเดียว ตีไม่เคยโดนสักกะที อิ อิ :)
ขอบคุณ อาจารย์ ธ.วั ช ชั ย :)
แหม ค้นจาก ThaiLIS กันเลยหรือครับ ...
ผมเองก็งงเหมือนอาจารย์ครับ เป็นมา 20 - 30 ปีแล้วครับ
ปัจจุบันคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้ดิบได้ดีหลายคนครับ
บางคนเรียนจนจบปริญญาเอก บางคนมีตำแหน่งวิชาการ เป็น ผศ. รศ. แต่หากกลับไปดูงานตอนเรียนปริญญาโท จะตกใจกับความเหมือนเปี๊ยบมาก ครับ
ขอบคุณครับ ไม่ใช่ ไฮเปอร์บุ๊คก็ดีแล้วครับ อิ อิ ไม่งั้นผมโดนต่อว่าแน่ ๆ
สวัสดีค่ะอาจารย์ ^_^
สวัสดีครับ น้องคุณครู เทียนน้อย :)
ประเด็นที่เสนอมา :
"อาจารย์ที่มีโควต้ารับเป็นที่ปรึกษานักศึกษามีน้อย...งานเยอะ การทำเรื่องคล้าย ๆ กัน ดูแลง่าย"
ใช่นะครับ ถือเป็นการบริหารและความรับผิดชอบของอาจารย์ผู้นั้น
แต่บริหารอย่างไรถึงไม่คิดถึงผลที่ตามมา เยอะเกินไป คุณภาพก็ต่ำลง เพราะดูแลไม่ทั่วถึงใช่ไหมครับ
แบบนี้ผมก็เห็นนะ อย่างที่มอนี่ ท่านหนึ่งมีโควต้าไม่เกิน 5 คน (แต่ไม่รวมมหาวิทยาลัยข้างนอกอ่ะดิ แบบนี้เกินแหง ๆ)
เก่งมาก ๆ เลยนะ ชอบ ๆ
ขอบคุณครับ :)
รางวัลชนะเลิศ รูปซ้ายมือคือต้นฉบับ จากงาน CarDesignNews เมื่อเดือน ก.ค. 2008 ขวามือของเด็กไทย ส่วนคันสีส้มด้านล่างก็อบมาสด้า ที่เซ็งคือเป็นเด็กคนเดียวกัน...ทำไมกล้าขนาดนี้(อ่านต่อได้ที่นี่ค่ะจริยธรรมทางการออกแบบ?)
PANTIP.COM : A7262343 คุยกับสองหนุ่ม "เฟี้ยว"เจ้าของรางวัล“iDream ...
ตอนนี้ทำใจแล้วค่ะว่าเป็นแค่เสียงเล็กๆเสียงนึงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้...คงต้องรอให้เวรกรรมเป็นเรื่องตัดสิน...ความลับไม่มีในโลกอินเทอร์เน็ตค่ะ...เราเตือนคุณแล้วโห ไม่ผิดหวังเลยที่ผมส่งเทียบเชิญให้อาจารย์ naree suwan มาร่วมตลุยประเด็น เหมือน "ชายโง่ย้ายภูเขา" กันสองคนหรือเปล่า 555
ผมมองเห็น "ความกล้าบ้าบิ่น" อย่างผิดของผู้มีการศึกษาทุกระดับและทุกอาชีพ ... เห็นความคิดเห็นอาจารย์ สมบูรณ์กว่าบันทึกอีกครับ
ข้อมูลที่อาจารย์เก็บรวบรวมมานี้ สมบูรณ์มากนะครับ
อนาคตรัฐบาลจะเชิญอาจารย์ไปอยู่ฝ่ายตรวจสอบผลงานวิชาการและงานวิจัยแห่งประเทศไทย อิ อิ
หากที่ทำงานผม มีผู้บริหารที่สนใจเรื่องพวกนี้บ้างสักคนก็คงจะดี ... มั่วแต่ไปชิงไหวชิงพริบกับเก้าอี้ตัวใหม่ ๆ กันอยู่ ...
"ชายโง่ยังขอเพียรพยายามย้ายภูเขา" อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ครับ
ขอบคุณอาจารย์มากครับ :)
ไม่ใช่เฉพาะวิทยานิพนธ์หรอกค่ะอาจารย์ แม้แต่แผนปฎิบัติการประจำปีของโรงเรียน แผนกลยุทธิ์ของโรงเรียนถ้าดูกันจริงๆ เปลี่ยนแค่ชื่อโรงเรียนค่ะ อะไรจะวางแผนได้เหมือนกันขนาดนั้น แต่เราผึ้งงาน 1 ตัว หรือจะสู้นางพญาผึ้งและองค์พิทักษ์ความชอบได้ ให้กำลังใจค่ะท่าน
หุ หุ ก็ว่าอาจารย์ naree suwan คงยุ่ง เพราะเห็นได้หายหน้าไป :)
กะว่า ส่งเทียบเชิญไป อีกสักเดือนค่อยแวะมาดูคำตอบ อิ อิ ไฉนเร็วรี่ขนาดนี้ อิ อิ
อาจารย์ครับ ... อัตตา หัวโขน ตำแหน่ง อำนาจ วาสนา ทำให้คนที่ได้รับโอกาสเป็นกรรมการหลงลืมไปครับ นึกว่า อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ตนเองทั้งหมด
โลกเรา... ส่งยานอวกาศขึ้นอยู่ดวงจันทร์แล้วครับ
เด็กเดี๋ยวนี้เจ้าเล่ห์เพทุบายพอที่จะหลอกครูบาอาจารย์ได้ แค่คำว่า เอาตัวรอดเป็นยอดเลว แค่นั้นเองครับ
ครูรู้ไม่ทัน ก็บอกว่า ครูใจดี ครูรู้ทัน ก็บอกว่า ครูใจร้าย
ผม ... ใจร้าย ครับ
อาจารย์ท่องโลกหามุมมองใหม่ ๆ ดีแล้วครับ กรรมการอะไรนั้น ไม่เป็นก็สบายแล้ว เพื่ออาจจมีคำตอบของชีวิตอยู่ในภายภาคหน้าไงครับ
ขอบคุณครับ อาจารย์ :)
ใครทำชั่วทำไม่ดีเอาไว้ เราก็เลือกไม่ทำตามไงครับ คุณครู ทรายชล :)
เลือกทำแต่กรรมดี ความดีก็จะอยู่ที่ตัวเรา :)