ถ้าแค่จัดหนังสือ ไม่ต้องเรียนจบปริญญาตรีก็ได้ จบแค่ม. 3 ก็ทำได้แล้ว

“บรรณารักษ์วันหนึ่งๆ นั่งทำอะไร?”

“บรรณารักษ์มีหน้าที่จัดหนังสือ ให้บริการ ยืม-คืน หนังสือในห้องสมุดแค่นั้นหรือ?”

หลายคนมักจะถามคำถามนี้ ซึ่งคำตอบยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ภายใน 1 นาที หรือเมื่อเราตั้งจะใจตอบ คนฟังก็ไม่อยากจะฟัง หรืออาจจะถามไปอย่างนั้น  แต่เคยได้อ่านคำตอบจากคำถามเดียวกันนี้ว่า “ถ้าแค่จัดหนังสือ ไม่ต้องเรียนจบปริญญาตรีก็ได้ จบแค่ม. 3 ก็ทำได้แล้ว”เมื่ออ่านแล้วรู้สึกว่า อืม เราก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน  

แท้ที่จริงแล้ว บรรณารักษ์ มีหน้าที่ทำอะไร?

บรรณารักษ์  หมายถึง บุคคลที่รับผิดชอบในการบริหารและดำเนินงานในห้องสมุด (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2542, หน้า 604-605)

บรรณารักษ์ คือ บุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับมหาบัณฑิตสาขาบรรณารักษศาสตร์ จากสถาบันที่ได้รับการรับรองจากสมาคม

ความหมายของบรรณารักษ์มีมากมายหลากหลาย  ตามความเข้าใจของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกันไป เมื่อทราบความหมายแล้ว ก็มาดูกันว่าบทบาทหน้าที่ของบรรณารักษ์มีอะไรบ้าง

บรรณารักษ์มีหน้าที่ให้บริการทั่วไปในห้องสมุด เช่น ให้บริการยืม คืน, จัดเก็บหนังสือ, ช่วยการค้นคว้าและอ้างอิง, ช่วยในการสืบค้นข้อมูล, บรรณารักษ์ยังมีหน้าที่หลัก ๆ ที่สำคัญ ก็คือ การจัดหมวดหมู่หนังสือ (Catalog) หรือให้หัวเรื่องหนังสือ รวมถึงการซ่อมแซมหนังสือที่ชำรุด  

ดังนั้นหน้าที่ที่แท้จริงของบรรณารักษ์จึงไม่ใช่แค่การจัดชั้นหนังสือขึ้นชั้นเท่านั้น แต่เป็นการจัดการให้หนังสือแต่ละเล่มอยู่อย่างเป็นระบบในห้องสมุด โดยการวิเคราะห์และกำหนดสัญลักษณ์ คือเลขหมู่ให้หนังสือที่มีเนื้อหาเดียวกันอยู่ด้วยกัน  สร้างเครื่องมือช่วยค้นให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงหนังสือที่ตัวเองต้องการได้ เช่นการค้นจากคอมพิวเตอร์ (OPAC) และให้บริการตอบคำถาม แก่ผู้ใช้ที่สงสัยเกี่ยวกับสนเทศต่าง ๆ   

จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาบรรณารักษ์ ในสายตาของคนทั่วไป มีหน้าที่จัดหนังสือขึ้นชั้น เฝ้าห้องสมุด และทำหน้าตาเป็นยักษ์คอยจ้องจับผิดผู้ใช้บริการที่ทำเสียงดัง และแอบกินขนมในห้องสมุด  จะมีสักกี่คนที่เข้าใจจริงๆว่า เพราะเหตุใดบรรณารักษ์จึงห้ามโน้น ห้ามนี่อยู่ตลอดเวลา  ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆที่บรรณารักษ์สร้างขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการได้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวกัน และเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้ใช้ทั้งสิ้น ภาพลักษณ์โดยธรรมชาติของงานบรรณารักษ์ถูกสร้างมาให้อยู่ในกฏเกณฑ์ โดยยึดหลักความเป็นมาตรฐานเป็นสำคัญ

งานเบื้องหน้า คือ งานให้บริการซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในวิชาชีพบรรณารักษ์ แต่ยังมีอีกงานหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ คืองานที่อยู่เบื้องหลัง ของการให้บริการ นั่นก็คือ งานเทคนิค ซึ่งถือว่าเป็นงานที่สำคัญมาก

คนส่วนใหญ่มักจะมองเห็นเพียงแค่งานเบื้องหน้าของบรรณารักษ์เท่านั้น คือ การให้คำแนะนำการใช้ห้องสมุด งานบริการช่วยค้นคว้า งานยืม-คืน แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า บรรณารักษ์คนหนึ่งนั้นสามารถที่จะทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับหนังสือได้ ตั้งแต่การผลิตกระดาษจนกระทั่งการจัดเก็บหนังสือ และกว่าจะได้หนังสือขึ้นชั้น สักหนึ่งเล่มต้องผ่านกระบวนการมากมาย เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดหาทรัพยากร  ประทับตรา ลงทะเบียน วิเคราะห์เลขหมู่ ลงรายการต่างๆ ติดใบกำหนดส่ง พิมพ์และติดสันหนังสือ เลขบาร์โค้ด ฯลฯ

บรรณารักษ์ทำงานในห้องสมุด ทั้งห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่และเล็ก จะต้องมีบรรณารักษ์อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป   บางคนไม่รู้ว่างานห้องสมุดมีอะไรทำบ้าง ก็คิดเอาว่า 1 ห้องสมุด 1 บรรณารักษ์ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ บรรณารักษ์ไม่สามารถทำคนเดียวได้ เพราะงานที่ห้องสมุดมีหลากหลาย ยิ่งห้องสมุดใหญ่เท่าไหร่ หน้าที่บทบาทของบรรณารักษ์ยิ่งมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีบรรณารักษ์ตามจุดบริการต่าง ๆ เช่น ด้านจัดหาทรัพยากร ด้านวารสาร ด้านยืม-คืน ด้านสืบค้นข้อมูล

ในยุคปัจจุบันบรรณารักษ์ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและหน้าที่ของตัวเองอย่างมาก ทั้งในด้านของงานเทคนิคและงานบริการ เพราะสารสนเทศส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปสารสนเทศออนไลน์ ผู้ใช้บริการหันมาให้ความสำคัญกับการสืบค้นข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสูงขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นบรรณารักษ์ยุคใหม่จึงต้องมีการศึกษาหาความรู้ใหม่อยู่เสมอ ต้องคิดรูปแบบของการปฏิบัติงาน และให้บริการให้เหมาะสมกับผู้ใช้และแหล่งสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา

กว่าจะได้มาเป็นบรรณารักษ์ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะวิชาชีพบรรณารักษ์นั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการศึกษาและปฏิบัติงาน ต้องใช้ความละเอียด รอบคอบ และมีความปราณีต ในการปฏิบัติทุกชิ้น ปัจจุบันวิชาชีพบรรณารักษ์นับว่าเป็นสาขาขาดแคลน ทางรัฐบาลก็ส่งเสริมการสร้างแหล่งเรียนรู้ทั้งห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ และบางที่ตามบริษัทใหญ่ ๆ ก็มีห้องสมุด แล้วจะเป็นใครได้ที่จะไปทำงาน  ถ้าไม่ใช่ผู้ที่จบในสาขานี้

Chelie M. Harn Cooper ได้กล่าวไว้ว่า วิชาเอกบรรณารักษ์ นักศึกษาสาขานี้ต้องเรียนรู้เรื่องบรรณารักษศาสตร์เบื้องต้น ความเป็นมาของห้องสมุด ความเป็นมาของกระดาษและตัวอักษร ขั้นตอนการผลิตตัวอักษร และในลำดับต่อมาก็ต้องเรียนถึงการผลิตหนังสือ เรียนการซ่อมหนังสือ เรียนการจัดหมวดหมู่หนังสือ จนถึงการจัดเก็บให้อยู่ในรูปแบบที่ “ใช้พื้นที่น้อยที่สุด ได้สารนิเทศครบถ้วนมากที่สุด”  เรียนเกี่ยวกับวารสารและหนังสือพิมพ์, การจัดทำหนังสือ, การจัดทำบรรณานุกรม ดรรชนี และสารสังเขป เรียนรู้ไปจนถึงเรื่องเกี่ยวกับห้องสมุดประเภทต่าง ๆ ทั้งห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดเฉพาะ ซึ่งถึงแม้จะเน้นเรื่องบรรณารักษ์ แต่นักศึกษาสาขานี้ก็ต้องเรียนเกี่ยวกับวิชาคอมพิวเตอร์และสารสนเทศอีกครึ่งหนึ่งเป็นวิชาบังคับตามหลักสูตรเต็มคือ “บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์”  

ในระดับปริญญาโทเปิดสอนทั้งบรรณารักษศาสตร์ (Library Science), บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (Library and Information Science), สารสนเทศศาสตร์ศึกษา (Information studies) นักศึกษาสาขานี้ก็จะต้องเรียนเกี่ยวกับ สารสนเทศศาสตร์ (Information Science) การบริหารงานห้องสมุด (Library Management) การวางระบบห้องสมุด (Library System) ระบบเครือข่ายในงานห้องสมุด (Library Networking) การดำเนินงานห้องสมุดด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบบูรณาการ (Computerized Integrated Systems for library Management) เป็นต้น

และในระดับปริญญาเอก คนที่เรียนในสาขานี้ต้องรอบรู้ถึงการการดำเนินงานห้องสมุดในระดับสากล ค้นคว้าวิจัย และพัฒนางานในสาขาให้ก้าวหน้า และเป็นโชคดีที่ระบบการจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วโลกใช้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ DC / LC / NLM (Dewey Decimal Classification/ Library of Congress Classification/ U.S. National Library of Medicine Classification) หรือ ระบบอื่น ๆ เฉพาะทาง ดังนั้น ไม่ว่าจะเรียนจบบรรณารักษ์จากสถาบันใดในโลก ก็สามารถทำงานได้ในทุกห้องสมุดในโลกนี้เช่นกัน

วิชาในหลักสูตรนี้ จะมีทั้งวิชาด้านการวิเคราะห์เนื้อหา และการจัดการสารสนเทศประเภทต่าง ๆ เป็นวิชาหลัก เพื่อให้สามารถจำแนกแยกแยะว่าสารสนเทศเนื้อหาแบบใดควรจะจัดการย่างไรให้เหมาะสมกับผู้ใช้  และวิชาด้านเทคนิคต่างๆ ซึ่งในปัจุบันต้องเรียนวิชาด้านคอมพิวเตอร์ทั้งการทำเว็บไซต์ การวิเคราะห์และพัฒนาระบบสารสนเทศ ฯลฯ รวมถึงวิชาด้านการประชาสัมพันธ์ และการให้บริการอีกด้วย

ด้วยเนื้อหาวิชาลักษณะนี้ผู้ที่จบออกไปจึงสามารถนำเอาความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับสารสนเทศที่ไม่ใช่หนังสือได้หลากหลาย  ดังนั้นเราจึงพบว่า ผู้ที่จบบรรณารักษ์ สามารถไปทำงานเป็น นักจัดการข้อมูลในศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ ได้  หรือจะเรียกให้ดูดีก็ต้องเรียกว่า “ศูนย์สารสนเทศขององค์กรต่าง ๆ” และก็มีหลายคนไปเป็นนักข่าว, ฝ่ายข้อมูลของบริษัทโฆษณา, เว็บมาสเตอร์, เจ้าหน้าที่บริการงานทั่วไป, นักวิชาการสารสนเทศ

จุดเด่นของสาขาบรรณารักษศาสตร์  คือ ความสามารถนำองค์ความรู้ต่างๆไปประยุกต์ใช้กับการทำงานลักษณะต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย  อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดงานมาก  โดยเฉพาะตำแหน่งบรรณารักษ์ เนื่องจากคนสนใจน้อยแต่ความต้องการ และการพัฒนาห้องสมุดมีมากนั่นเอง

ไม่ว่าจะวิชาการจะแน่นสักแค่ไหนก็ตาม งานบรรณารักษ์ก็ยังเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมองและแรงงาน แถมยังเป็นงานหนัก ที่คนทั่วไปมักจะไม่รู้อีกเช่นกัน เพราะการยกหนังสือ ย้ายหนังสือขึ้นชั้น เป็นงานที่ต้องใช้แรงทั้งสิ้น และ 80 % ของคนที่ทำงานเป็นบรรณารักษ์นั้นเป็นผู้หญิง

วิชาชีพบรรณารักษ์เป็นวิชาชีพที่ทรงคุณค่าและเปี่ยมไปด้วยกัลยาณมิตร บรรณารักษ์ สามารถให้บริการผู้ใช้บริการได้ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และทุกภาษา วิชาชีพบรรณารักษ์ ยังเป็นวิชาชีพที่สร้างกฏเกณฑ์และมาตรฐานได้เป็นมาตรฐานสากล  สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ได้ทุกประเทศทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นวิชาชีพที่ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ได้อย่างลงตัว

เป็นวิชาชีพที่มีความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้ทุกสาขาเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี หากเปรียบแล้วบรรณารักษ์เป็นดังเช่นแสงเทียนที่ค่อยส่องสว่างนำทางให้ผู้ใช้บริการสามารถเดินทางไปค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ และเป็นดังเช่นเข็มทิศที่คอยบอกทิศทาง แนะนำแนวทางในการเข้าถึงองค์ความรู้ และสารสนเทศต่างๆได้อย่างถูกต้องแม่นยำ