สำนึกในการประหยัด

 

                                          

                              Dscf4386

 


         ความวุ่นวายสับสนคือบรรยากาศร้อนๆของช่วงบ่ายวันหนึ่งในครอบครัวหนึ่ง ที่ตั้งอยู่กลางใจเมืองกรุงเทพมหานครโดยเริ่มที่ตัวพ่อซึ่งเป็นข้าราชการระดับกลางที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่มีปัญหาเเรื่องการใช้จ่ายเกินตัวของลูกชายวัยรุ่นที่กำลังอยู่ระหว่างใกล้จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ผู้ซึ่งมีความสุขอยู่กับการเที่ยวเตร่คบหาสมาคมกับเพื่อนฝูงเป็นส่วนใหญ่มากกว่าการใช้ชีวิตกับสมาชิกในครอบครัว

 

      พ่อเพียรพยายามสั่งสอนอบรมบ่มนิสัยลูกชายในเรื่องการประหยัดมัธยัสถ์ โดยเฉพาะเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือที่มียอดเงินในใบเรียกชำระเงินรายเดือนสูงเป็นหลักพันบาท มากกว่าค่าโทรของพ่อและแม่รวมกันอยู่เสมอ

 

    เมื่อถูกต่อว่าต่อขานสอบความ ลูกชายมักเกิดอารมณ์ฉุนเฉียวและแก้ตัวด้วยเหตุผลต่างๆ ฟังขึ้นบ้าง ไม่ขึ้นบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ลูกจะอ้างว่า คุยกันเรื่องการบ้านการเรียน และบ่อยครั้งเป็นกรณีเพื่อนฝากข้อความให้โทรกลับ

 

    เมื่อพ่อทักท้วงว่า เหตุใดไม่ใช้โทรศัพท์บ้าน หรือนัดคุยกันโดยตรง ลูกชายจะตอบบ่ายเบี่ยงความไม่สะดวกต่างๆนานา เช่น โทรศัพท์บ้านไม่มีความเป็นส่วนตัว หรือตามตัวมาพูดกันยากกว่า ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งทันสมัยรวดเร็วกว่า เป็นต้น

 

    ครั้นโต้เถียงกันรุนแรงมากขึ้น พ่อจึงยื่นคำขาดที่จะยึดโทรศัพท์มือถือคืนหากลูกชายไม่ลดการใช้โทรศัพท์มือถือลงมาบ้าง

 

    แม่ที่นั่งฟังเงียบๆในช่วงต้นๆ ได้สรุปแบบสมานฉันท์ให้ลูกชายคิดข้อเสนอว่าจะปฏิบัติอย่างไรเพื่อได้ข้อยุติเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย ลูกชายจึงรีบแจกแจงความเห็นเป็นข้อๆทันที เมื่อเห็นว่าพ่อจริงจังในเรื่องนี้

 

     ผมจะใช้วิธีเดียวกับเพื่อนคือ โทรฝากเบอร์หรือข้อความไว้ให้เพื่อนโทรกลับ ทางเราจะได้ไม่ต้อง เสียเงิน แต่อาจเสียไมตรีหากทำบ่อยๆโดยไม่จำเป็น

 

  • กรณีเพื่อนใช้วิธีเดียวกับข้างต้น ผมจะรีบถามก่อนว่า “ มีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่า ” ทั้งนี้ผมจะยอมให้เพื่อนถามผมแบบเดียวกันด้วย เพื่อดระตุกจิตสำนึกว่า ทุกนาทีมีค่าใช้จ่าย


       พ่อเพิ่งได้ความรู้ใหม่ว่า วิธีฝากเบอร์โทรกลับเป็นการเกี่ยงให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าโทร ดังนั้นแม้จะยอมรับว่าช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่น่าจะพยายามใช้ทางเลือกอื่นในการเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และ ไม่พูดยาวเกินกว่าที่ควร พ่อขอให้ลูกชายไปหารือร่วมกับเพื่อนๆว่าจะหาทางออกเพิ่มเติมอย่างไร แล้วให้กลับมารายงานด้วย

 

      หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ลูกชายบอกพ่อว่า ได้ตั้งชมรม “ ประหยัดการใช้มือถือ” ที่โรงเรียน มีสมุดจดพฤติกรรมการใช้มือถือเพื่อปรับปรุงในเดือนต่อๆไป หวังว่าสมาชิกจะเพิ่มขึ้น เพราะหลายครอบครัวมีปัญหาเช่นเดียวกัน

 

     ซึ่งหากได้มีการแก้ไขอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ย่อมเกิด “ ความสุขที่ลงตัว ” อย่างแน่นอน