กาย บ่อเกิดกำลัง

ตอนที่สองของ Workshop พรพ. ที่ Royal Jem's Lodge จะขอกล่าวถึง "ฐานกาย" ใน workshop นี้ ซึ่งเราได้ใช้กระบวนกรพิเศษคือ อาจารย์แอ๊ด (พัฒนา แสงเรียง) เป็นผู้รับผิดชอบไป (เนื่องจากผมและวรวุฒิ เรามีกายที่ค่อนข้างเหลือเฟืออยู่แล้ว เราเลยมอบหมายให้คนที่จำเป็นต้องทำ ทำไปก่อน อิ อิ อิ)

"ฐานกาย" เราเคยพูดถึงในเรื่องของสมองสามชั้น เอาไว้นานแล้ว หลังจากนั้น เราไม่ค่อยได้นำมากล่าวถึงบ่อยเท่าไร เป็น evidence ว่าตัวผมเองก็ขาดสมดุลในเรื่องนี้ ตั้งแต่ภาคปฏิบัติ จนไปถึงสัดส่วนการคิดคำนึงถึงด้วย ซึ่งก็สอดคล้่องระหว่างพฤติกรรมกับกระบวนความคิดชัดเจน ผลที่ได้ก็คือหุ่นรูปลูกแพร์ (pear-shaped) ซึ่งนัยว่าคนเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ฯลฯ (แต่ไม่เป็นไร ผมทำใจให้ไม่เชื่อเรื่องนี้ได้ หรือปล่อยวางเรื่องนี้ได้ ฮิ ฮิ)

Pear-shaped ครับ focus สายตาให้ถูกที่นะครับ

ยุคนี้คนไม่ค่อยชอบออกแรงกัน เราติดการใช้ "เครื่องทุ่นแรง" กันเยอะ จนสุขภาพร่างกายอ่อนปวกเปียก ยิ่งในยุค IT ที่หลายสิ่งหลายอย่างเป็น online ทำให้เราแทบจะไม่ต้องไปไหนมาไหน นั่งทำงานอยู่กับที่ก็ติดต่อได้หมด ทั้ง bank ทั้งห้องสมุด ทั้ง supermarket ทั้งการซื้อข้างซื้อของ เดิมทีจะนั่งอ่านหนังสือสัก 10 เล่ม ก็ต้องเตรียมเป้ใส่หนังสือ 5 kg แบกจาก libery เดินกลับห้อง เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ก็ download pdf file ลงมานั่งอ่านใน laptop ได้เลย ตัวจะซีดลงๆเพราะไม่ค่อยได้เจอแดด พอออกแดดทีก็ทำท่าเหมือนกับจะละลายไหลเย้ิมลงไปกับพื้น

ตอนนี้ผมพยายามใช้วิธีเดินเร็วๆเมื่อไรที่มีโอกาส ก็ยังอุ่นใจที่เราเดินแซงคนโน้นคนนี้ได้อยู่ (แม้ว่าบางทีจะเป็นแค่คุณป้าแก่ๆก็ตาม...) เดินขึ้นลงบันไดสองชั้นก็ยังพอได้ บางทีชำเลืองดู อา... สามารถแซงนักศึกษาแพทย์ได้ด้วย (แม้ว่าอาจจะเป็นเพราะเด็กเกรงใจ เลยให้อาจารย์แก่ๆจ้ำผ่านไปก่อน เพราะกลัวจะ syncope ใส่) ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ตอนหลังๆ ผมพบว่าผมจะเดินแซงคนแทบทุกคนใน รพ.ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนที่เดินเร็วอะไรมากมาย แถมเราก็ (ไม่สามารถหลอกตัวเอง) ไม่ได้ fit อะไรขนาดไหน เพราะดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะชอบเดินอย่างประณีต และ slow-motion มีความรู้สึกเหมือนขับรถต่างจังหวัด แล้วเจอรถอีแต๋นจำนวนมากขับบนถนน จนบางทีต้่องหยุดคลำชีพจร ว่าเรานี้ hyperthyroid รึเปล่า ยังดีที่ปกติ และเจาะเลือดหลังสุด ทั้ง cholesterol และ LDH ก็ยังไม่น่าเกลียด (มีคนพยายามคิดว่าน่าจะน่าเกลียดกว่าที่ออกมาเยอะ แกผิดหวังขนาดบอกให้ไปเจาะใหม่ เพราะมันไม่น่าจะดีแบบนี้.. อิ อิ อิทธิพลของการดูแล "ฐานใจ" มั้ง....)

และจากที่เราตั้งข้อสังเกต กิจกรรมฐานกายของเรา (ซึ่งมักจะผสมกับฐานอื่นด้วย) จะเป็นที่แปลกใหม่สำหรับผู้เข้าร่วม ที่คุ้นเคยมากกับกิจกรรมฐานความคิด หรือฐานสมอง ความแปลกใหม่เป็นกระษัยที่ดีสำหรับการเรียนรู้ และเรามี อ.แอ๊ด ที่สนใจเป็นการส่วนตัวในด้านนี้ ก็เลยใช้ประโยชน์ให้เต็มที่

อ.แอ๊ด กับกระบวนท่าจิตประสานใจ

Grounding ยืนฝังราก พื้นฐานของทั้งไทเก๊กและกังฟู

ฐานกาย มีประโยชน์สำหรับทุกคน และทำได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย

การฝึกท่ายืน grounding ยืนฝังรากลงไปกับพื้น เชื่อมโยงตัวเรากับผืนแผ่นโลก และรักษาสมดุล เกิด awareness มีสติต่อกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และแรงที่โลกกระทำต่อเรา และที่เรากระทำต่อโลก เนื่องจาก mass ของโลกนั้นใหญ่มาก เมื่อจิตสมาธิเราเชื่อมโยงกับผืนแผ่นดินได้ เราก็เริ่ม "นิ่ง" และเปิดประตูไปสู่การมองเห็น "ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง" (interconnectedness) กับสรรพสิ่งรอบๆตัว

ฐานกายเป็นต้นทุน และเป็นสิ่งที่เมื่อเราให้การดูแล ก็จะมีการพัฒนาให้พบเห็นได้ประจักษ์ ไม่แพ้การพัฒนาฐานความคิดเหมือนกัน ส่ิงที่จะต่างอาจจะเป็นเพียงการเพิ่มการเสียเหงื่อ ความรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (ironically ถ้าหากเราไม่ได้ทำฐานกาย เอาแต่นั่งเฉยๆ ปรากฏว่าเราจะยิ่งปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากกว่าเสียอีก) และความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เรามีสติรับรู้ที่ดี และไวในการดูแลตัวตนของเรามากขึ้น sensitive มากขึ้น (ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของการพัฒนา "ฐานใจ") ลดอาการ "ใจลอย" หรืออาการ "detach" สมาธิออกจากสิ่งแวดล้อม อันเป็นความเสี่ยงต่อการที่เราจะลด หรือไม่รับรู่้ความเป็นไปของสิ่งรอบกาย และทำให้มองไม่เห็นความต่อเนื่องเชื่อมโยงต่างๆ

ฐานกายอาจจะเป็นแค่การออกกำลัง แต่ถ้าเป็นการพัฒนา "กายสมาธิ" ที่ทำทั้งกาย ทั้งใจ ไปพร้อมๆกัน ก้จะยิ่งผสมผสานกันมากขึ้น

บางทีแค่การ "เหยียด" (stretch) ก็เริ่มมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กรุบกริบดังแล้ว

ฐานกาย ฐานจิตสมาธิ และลมหายใจ สอดประสาน

และเมื่อเราออกกำลังแบบที่ประกอบการทำสมาธิ การควบคุมการหายใจ เปิดการรับรู้ให้ตื่นโพลง รับรู้ความรู้สึกของกล้ามเนื้อ ตำแหน่งแห่งที่ ข้อต่อ เส้นเอ็น รับรู้การไหลเลื่อนของลมหายใจผ่านโพรงจมูก ลงลำคอ ไปปอด การขยับขยายของช่องอก ช่องท้อง บางคนอาจจะตื่นตาตื่นใจกับการรับรู้่ร่างกายของตนเองอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ว่าเหล่านี้คืออวัยวะของเราที่ทำงานแบบอัตโนมัติ หรือกึ่งๆอัตโนมัติมานับสิบปี แค่การหายใจให้มีคุณภาพก็ทำให้สุขภาพของเราเริ่มดีขึ้นแล้ว

Wave Dance เต้นรำ ทำภาวนา

เคยเขียน wave wave wave ไว้ครั้งหนึ่ง เป็นการออกกำลังและทำสมาธิภาวนาที่สนุกมาก ประกอบเพลงจากอัลบัม Endless Wave V1 ซึ่งถ้าใครลองเต้นทั้งหมดทุกเพลง รับประกันว่าได้เหงื่อ และได้สมาธิมากๆทีเดียว

บางครั้งเราจะพบว่าร่างกาย และประสาทสัมผัสของเรามีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อท่วงทำนองเพลง จังหวะ จะเห็นว่าเมื่อเราฟังเพลง มือเท้าเราจะขยับ เคาะ กวัดแกว่งไปโดยไม่รู้ตัว ร่างกายมนุษย์มีแนวโน้มที่จะ synchronize กับนิเวศแวดล้อมตัวเรา เป็นการปรับตัวเข้ากับสภาพรอบข้างอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมี awareness ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างรอบๆตัวเรา ร่างกายจะได้ปรับจูน interior condition ให้เข้ากับ exterior condition ได้อย่างเหมาะสม

การใช้เพลงประกอบ wave dance จะมีการสอดประสานจังหวะเร็ว ช้า และตัวเราจะเป็นคนปรับจังหวะของเราเอง ดูแลส่วนต่างๆของร่างกายของเราเอง อยู่กับตัวเราชั่วขณะหนึ่ง ไม่ต้องสนใจกับคนรอบข้าง แต่เพลิดเพลินผ่อนคลายจิตใจไปกับจังหวะการเคลื่อนไหวของร่ายกาย รับรู้ท่วงทำนองการหายใจ การเคลื่อนไหว มือ เท้า ขา ศีรษะ ลำตัว เลื่อนไหลไปอย่างอิสระ ปลดปล่อยความกลัว การไว้่ท่าไว่้ทาง ใช้ความสดดิบของร่างกายให้รับรู้กับอิสรภาพอย่างเต็มที่

ลีลาแม่ต้อย เด็กๆยังนับถือ

เคลื่อนไหวอ่อนช้อย ลื่นไหล งดงาม ผ่อนคลาย

เมื่อผ่อนคลายสุดๆ บางทีเราก็เหมือนกับจะล่องลอยได้ จิตจะเบิกบาน รับรู้และเรียนรู้ได้เต็มที่

ทุกคนให้นิยามของความสุข ความงาม เป็นของตนเอง เป็นอิสระ ปลดปล่อยโซ่ตรวนทางความคิด

Wave Dance ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าคนที่ปลดปล่อยเต็มที่แต่แรก และเต้นจบชุด จะได้ทั้งเหงื่อ ทั้งงาน ทั้งความเพลิดเพลิน จิตเป็นอิสระ ออกนอกกรอบ รับฟังเสียงจากหัวใจ จากกล้ามเนื้่อ จากข้อต่อ ประสานเชื่อมโยงกับเสียงจากภายนอก จังหวะดนตรี และบางทีเราอาจจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของกัลยาณมิตรรอบด้านที่มีจิตใจสงบ รื่นเริง สบาย เกิดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยมั่นคง และเป็น rich ground สำหรับการใช้จินตนาการสร้างสรรค์