การศึกษาตามอัธยาศัยจึงเป็นการจัดการศึกษาที่ต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนตามโจทย์ชีวิตของผู้คน

วันที่ 15-18 มกราคม 2552 นับว่าเป็นวันสำคัญที่แหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยสวนยายเฮ้า ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อนพ้องน้องพี่หลากหลายเครือข่ายได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็นการกระชับความสัมพันธไมตรีที่ทุกคนมีให้ต่อกัน ซึ่งขอเล่าเรื่องราวสู่กันฟังดังนี้

 

15 มกราคม 2552   กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชน ได้บวชชีพราหมณ์และจัดกิจกรรมฝึกปฏิบัติธรรม โดยใช้การทำสมาธิเป็นสื่อ กลาง ซึ่งนอกจากผู้สูงอายุแล้วยังมีกลุ่มวัยกลางคน เด็กและเยาวชน เข้าร่วมกิจกรรม  โดยมีหลงปู่ไหล แห่งวัดป่าหนองคู เป็นประธาน

 

16 มกราคม2552  เป็นวันครู  แหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยสวนยายเฮ้า จัดกิจกรรม เสวนาทางวิชาการ เรื่อง การศึกษาตามอัธยาศัย ; มุมใหม่ที่ควรมองของสังคมไทย  โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและเครือข่ายจากหลากหลายพื้นที่  เข้าร่วมกิจกรรม ข้อสรุปสำคัญที่ทุกคนเห็นร่วมกันคือการศึกษาที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละคนเป็นการศึกษาที่ต่อเนื่องตลอดชีวิต ดังนั้นการศึกษาตามอัธยาศัยจึงเป็นการจัดการศึกษาที่ต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนตามโจทย์ชีวิตของผู้คน

 

16-18 มกราคม 2552 แหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยสวนยายเฮ้า  ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาชมรมสานฝัน จากมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม  โดยมีเด็กๆในชุมชน รวมถึงผู้คนในชุมชน ได้แวะมาร่วมเรียนรู้ตลอดเวลาสามวัน นับว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่งด้วยเป็นการเรียนรู้ที่ทุกคนตั้งโจทย์ร่วมกัน เรียนรู้ด้วยกัน ส่งผลให้ชมรมสานฝัน ไม่ใช่อะไรที่ฝันลมๆแล้งๆต่อไปแต่จะมีการสานฝันอย่างจริงจัง

 

ภาพใหญ่ที่ได้จากกิจกรรมการเปิดตัวแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยสวนยายเฮ้า   เห็นว่าเมื่อพูดถึงการศึกษาผู้คนส่วนหนึ่งไม่ได้มองว่ามันมีชีวิตแต่กลับมองว่ามันเป็นวัตถุที่ไร้ชีวิต จะแต่งเติมต่อแต้มอย่างไรก็ได้ ผมเพิ่งเริ่มเข้าใจว่าที่เขาพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาทำไมเขาเหล่านั้นได้เพียงพูดโดยใช้ทฤษฏีต่างประเทศอย่างหน่วยขึ้นตรง และผมเริ่มมั่นใจว่าแนวการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญอย่างมากต่อความมีชีวิตชีวาของกระบวนการจัดการศึกษาในสังคมไทย