ครั้นเมื่อจิตของเราวนเวียนอยู่ในอารมณ์ “โกรธ” ณ ช่วงเวลานั้นเปรียบได้กับเรากำลังหลงทางอยู่ในความมืดที่ไม่สามารถหาทางออกได้ จะเดินไปทางใด จะหันไปทางใดก็ต้องชนกับสิ่งนั้นบ้าง ตกหลุมบ้าง การเดินไปข้างหน้าเพื่อหาทางออกในความมืดนั้นนอกจากจะหาทางออกไม่ได้แล้วก็รังจะทำให้ตัวเองนั้นเจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ

ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์คับขันอันมีความมืดเป็นปัจจัยสำคัญ เวลานั้น เราต้องการ “รอยยิ้ม” ซึ่งจะเปรียบเสมือนคบไฟที่ส่องแสงสว่างในความมืด
รอยยิ้มเปรียบเสมือนดวงไฟเล็ก ๆ ที่สามารถส่องแสงสว่างให้จิตใจเปลี่ยนความมืดให้คลางใจไปด้วยแสงสว่างแห่ง “ปัญญา”
เมื่อรอยยิ้มได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มทางกาย บังคับให้ยิ้ม ฉีกยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใด ๆ ก็ตามที่ทำให้รอยนึกว่า “ต้องยิ้ม” ได้สิ่งนั้นจัดได้ว่าเรามีสติอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว
การมีสติระลึกให้ยิ้มนั้นเปรียบเสมือนไม้ขีดก้านเล็ก ๆ ที่ส่องประกายให้เกิดแสงสว่างขึ้นในใจเรา
หากยิ้มแล้วยังโกรธอีก ก็เหมือนกับไม้ขีดที่ยังชุ่มไปด้วยน้ำ
เมื่อดับแล้วเราก็จุดใหม่ จุดไฟด้วยรอยยิ้ม
ถ้าจุดแล้วดับก็จุดมันไปอย่างนี้แหละ จุดมันไปเรื่อย ๆ
ครั้นเมื่อความชื้นในก้านไม้ขีดหมดไป แสงสว่างทางใจย่อมเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นเวลาใดที่เราโกรธ จงยิ้มให้กับสิ่งที่โกรธนั้น ยิ้มให้กับคนที่เรากำลังโกรธ ถึงแม้ว่าเขาจะหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่เรา “เดินชนด้วยรอยยิ้ม”
การสู้ด้วยรอยยิ้มนี้ถือว่าเป็นการสู้ของผู้มีสติมีปัญญา
ยิ้มไว้ ยิ้มไว้ ยิ้มสู้
รอยยิ้มจะเปลี่ยนกายที่กำลังก้าวลงสู่หลุมแห่งมหันตภัย
รอยยิ้มนี้จะเปลี่ยนใจที่กำลังถูกเพลิงเผาไหม้ให้ดับลง
มาร่วมยิ้มเพื่อดับอารมณ์โกรธอันเถิด
ชีวิตนี้จะรื่นรมย์ด้วยรอยยิ้ม
ชีวิตนี้จะไร้ซึ่งศัตรู และอุดมไปด้วยมิตร
มิตรที่มีรอยยิ้มให้กันเสมอ
มิตรที่พร้อมที่จะให้อภัยซึ่งกันและกัน
รอยยิ้มแห่งการให้อภัยและความเมตตานั้นจักจรรโลงโลกและจรรโลงใจ
เมื่อโลกอันตั้งอยู่ในใจที่มีรอยยิ้มกริ่มละมุนละไม
โลกใบน้อยในใจนี้ย่อมสดใสด้วย “เมตตา”
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
รอยยิ้มที่ไร้โศรก ค้ำจุนใจ...
อ่านแล้วต้องยิ้มค่ะ
:)