แผนที่ยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและบริหารจัดการ ที่ช่วยให้เราเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์

            เมื่อวันที่  12 - 15  มกราคม  2552  ได้เข้าประชุมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนาแผนที่ยุทธศาสตร์กรมอนามัยเพื่อการพัฒนาสุขภาพประชาชน"     รุ่นที่  2   ณ  สะเมิงรีสอร์ท  อ.สะเมิง  จ.เชียงใหม่  รุ่นนี้เน้นการพัฒนาแผนที่ยุทธศาสตร์ใน  3  ประเด็น  ได้แก่

  1.  พัฒนาอนามัยแม่และเด็ก
  2.  ลดปัจจัยเสี่ยงในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น
  3. ส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

          ผู้ที่เข้าประชุมเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของกรมอนามัย ทั้งจากส่วนกลางและศูนย์อนามัยเขตต่าง ๆ  ที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค  รวมแล้วประมาณ  80  กว่าคน

           วิทยากรหลัก  อาจารย์หมออมร  นนทสุต   อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข  ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการสนับสนุนและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่  พร้อมด้วย  อาจารย์ สุทธิพงษ์   วสุโสภาพล  จากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่ตามมาสมทบ 

            อาจารย์หมออมร  ได้พูดถึงงานสาธารณสุขมูลฐาน  ซึ่งเริ่มมากว่า 30 ปีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงขั้นที่น่าพอใจ  เนื่องจากชาวบ้านยังพึ่งตัวเองในเรื่องสุขภาพไม่ได้  ในขณะนี้เรามีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) แต่รูปแบบของการทำงานกลับกลายเป็นการให้ อสม. ไปให้บริการและชาวบ้านมีหน้าที่คอยรับบริการ ยังเป็นรูปแบบเก่า ๆ  อยู่   ขณะนี้สิ่งที่ต้องการ คือ  ให้ประชาชนสามารถดูแลตนเอง ดูแลสังคม ดูแลสภาพแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน  ด้วยความเต็มใจ ซึ่งความยั่งยืนนี้  อยู่ที่ความเข้มแข็งของชุมชน 

             อาจารย์หมออมร  ได้พูดถึง ทฤษฎี  3  ก  ที่ต้องเข้มแข็ง โดย "ก" แรก  ได้แก่  กรรมการในระดับท้องถิ่น  ตำบล กำนัน อสม. แกนนำ "ก" ที่สอง กองทุน ซึ่งในขณะนี้หลายแห่งมีกองทุนตำบลแล้ว    "ก"  ที่สาม  กำลังคน   มีทั้ง อสม., แกนนำ, ชุมชน

       

        ในการที่จะพัฒนาสุขภาพ  ปรับบทบาทของประชาชน จะต้องปรับที่วิธีคิดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก่อน  พร้อมทั้งปรับเนื้อหาของแผนงาน/โครงการใหม่  (ปัญหาต้องเกิดจากการคิดของชาวบ้าน มิใช่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคิดว่านี่คือปัญหาของชาวบ้าน) ต้องมีการปรับแผนงาน/โครงการที่เน้นไปที่ชาวบ้าน  มีแผนชุมชนที่มีมิติของการพัฒนาที่ชาวบ้านสามารถทำได้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีของชาวบ้าน  ทั้งนี้จะต้องรู้ว่าชาวบ้านจะทำอะไรได้ในเรื่องสุขภาพ เพื่อที่จะได้วางยุทธศาสตร์ได้เหมาะสมกับปัญหาในพื้นที่  

           จากยุทธศาสตร์ที่ได้กำหนดไว้นำมาทำเป็นแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy  Map)  ซึ่งเป็นเสมือนผังทางเดิน ที่จะช่วยให้เห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ทั้งหลาย ว่าเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันในเชิงของเหตุและผลระหว่างกันและกันอย่างไร ทำให้ไม่หลงทางและสามารถควบคุม กำกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องเกิดตามภาพร่างที่เราคาดไว้

     แผนที่ยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารทั้งในองค์กรและระหว่างองค์กร ทำให้เห็นทิศทางของการพัฒนางานร่วมกัน และช่วยในการบริหารจัดการ

      การสร้างแผนที่ยุทธศาสตร์ได้กำหนดมุมมองไว้  4  มิติ  โดยเริ่มจากมุมมองด้านรากฐาน   การบริหารจัดการ  ภาคีเครือข่ายและมุมมองสุดท้ายจะเป็นประชาชน 

        

 

 วิธีการสร้างแผนที่ยุทธศาสตร์ดูได้ที่นี่ค่ะ 

 http://www.anamai.moph.go.th/main.php?filename=plan_181108


        ได้มีการแบ่งกลุ่มในการทำแผนที่ยุทธศาสตร์เป็น  3  กลุ่มตามประเด็นดังกล่าวถึงในตอนต้น ผู้เขียนอยู่ในกลุ่มพัฒนาอนามัยแม่และเด็ก ผลงานท้ายสุดที่ได้ คือ แผนที่ยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการ (Strategic Linkage Model : SLM) ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ ส่วนกลางได้นำไปปรับแก้ เพื่อเตรียมนำเสนอให้กับผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพระดับจังหวัดในการประชุมที่อุดรในสัปดาห์หน้า 

        ผลสรุปจากการประชุมครั้งนี้ ในความคิดเห็นของผู้เขียน

        1. ความสำเร็จของการสร้างเสริมสุขภาพ ขึ้นอยู่กับองค์กรทั้งภาครัฐ  เอกชน ภาคีเครือข่าย  ชุมชนและประชาชน

        2.  แต่ความต่อเนื่องและยั่งยืนในการดำเนินงาน ขึ้นอยู่กับชุมชนและประชาชน  ที่จะต้องมีบทบาทและมีส่วนร่วมทั้งในการร่วมคิดและร่วมดำเนินการ

        3.  การใช้แผนที่ยุทธศาสตร์  เป็นหนึ่งในหลายกระบวนการที่มีการดำเนินงานในชุมชน  ความสำเร็จอยู่ที่ความมุ่งมั่นของผู้ที่รับผิดชอบ  ไม่ย่อท้อ  ไม่ท้อถอยเมื่อพบอุปสรรค 

         ทราบว่า  การใช้แผนที่ยุทธศาสตร์ได้เริ่มดำเนินการมาแล้วหลายจังหวัด  จะขอบพระคุณเป็นอย่างสูง หากท่านที่มีประสบการณ์จะมาช่วยแบ่งปันความรู้ให้ 

          ขอบคุณค่ะ......

         ขอขอบคุณ  คุณคอบอรี  นักวิชาการคอมพิวเตอร์ของศูนย์อนามัยที่  12  ที่มาให้ความรู้ในเรื่องของการจัดการ slide จาก power  point  มาแสดงใน Blog  นี้