นักเลงไม่กลัว กลัวใบฏีกา

วันนี้ มีโยมท่านหนึ่งอ้างชื่อว่า คนดิบ (ไม่ทราบว่าใคร) ถามความเห็นเรื่องการแจกจ่ายซองผ้าป่า (คลิกที่นี้ ดูที่ความเห็นแรก) ผู้เขียนคิดว่าสำคัญ จึงนำมาตั้งเป็นประเด็นความเห็นที่นี้ โดยท่านได้ถามเชิงปรารภว่า...

  • วันนี้ได้รับซองทำบุญมาจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินเพื่อร่วมทำบุญ
  • แต่ติดตรงที่กระผมขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรี่ยไรการบริจาค เงินในทำนองนี้ กล่าวคือ ที่ผ่าน ๆ มาเคยแต่เป็นผู้ร่วมบริจาคนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เคยเป็นรับเป็นผู้เรี่ยไรทำบุญมาเลยครับ
  • มีอยู่ครั้งหนึ่งได้รับมา 20 ซอง ตอนนั้นเป็นทุกข์มากเพราะไม่เคยเรี่ยไร ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงตัดสินใจใส่เงินตัวเองเข้าไปแทนทั้งหมด อานิสงในครั้งนั้นก็ทำให้ผมเรียนรู้เรื่อง "ทาน" มากขึ้น และทำให้ผมเริ่มหันหน้ามาทำบุญทำทานมากขึ้นเป็นลำดับครับ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมรับเป็นผู้เรี่ยไรได้เลย
  • มาถึงครั้งนี้ ผมได้รับมาอีก 30 ซอง พิจารณาดูจิตใจตนเองแล้วเป็นทุกข์น้อยลง แต่ก็ยังทำใจให้ออกไปเรี่ยไรไม่ได้อีกเหมือนเคยครับ
  • กระผมคิดว่า ชีวิตในวันข้างหน้าคงมีเหตุการณ์อย่างนี้อีกหลายครั้ง จึงอยากจะขอความรู้ คำแนะนำ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่ถูกต้องต่อไปในการดำเนินชีวิตครับ
  • กราบขอบพระคุณครับ

 

คิดว่า ญาติโยมใน GoToKnow คงจะเคยได้รับซองบุญทำนองนี้ ซึ่งโดยมากในสังคมไทยก็มักจะเป็นซองผ้าป่าจากวัด (สังคมอื่นไม่ทราบ...) แม้ผู้เขียนบวชเป็นพระภิกษุก็ยังได้อยู่บ้างเป็นครั้งคราว... จำได้ว่า ตอนเรียน มจร.วัดมหาธาตุ ก็มีเพื่อนพระ-เณรนำมาแจกเป็นประจำ โดยบางรูปนั้น ท่านอาจารย์หรือญาติโยมบ้านนอกเข้ามาขอความช่วยเหลือ บางรูปนั้นมีถี่เหลือเกิน จนกระทั้งเพื่อนรู้สึกระอา คิดว่าญาติโยมที่เป็นชาวบ้านก็คงทำนองเดียวกัน (หรือยิ่งกว่า....)

ภาษีสังคม คำนี้ผู้เขียนได้ยินมาตั้งแต่เป็นเด็ก นั่นคือ ต้องช่วยไปตามที่เห็นสมควร ถ้ามีความผูกพันน้อยก็อาจช่วยน้อย ถ้ามีความผูกพันมากก็อาจช่วยมาก หรือถ้าไม่พอใจก็ทิ้งไปเลย ไม่ต้องสนใจ... ประมาณนี้

สำหรับซองผ้าป่านั้น ถ้าเรารับมาเพียงซองเดียวก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าถูกยัดเยียดมาในสภาพบังคับครั้งละเป็นสิบหรือร้อยซอง คงจะเป็นที่หนักใจสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้... จำได้ว่าตอนที่ผู้เขียนทอดผ้าป่าซ่อมกุฏิเมื่อ ๒-๓ ปีก่อนนั้น อาชายของผู้เขียนบอกมาว่า ท่านแจกหรือเรี่ยไรไม่เป็น แต่จะทำบุญส่วนตัวและช่วยบอกญาติให้ ซึ่งความเห็นของท่านก็ทำนองเดียวกับคุณโยมที่ปรารภมา... คิดว่า ผู้ที่เคยมีประสบการณ์หรือเคยตัดสินใจเรื่องทำนองนี้ ก็คงจะไม่เป็นการลำบากนัก...

บอกคนที่ใจบุญ แม้เค้าจะไม่ร่ำรวย ถ้าเค้ารับปากจะช่วย เค้าจะช่วยได้ นี้คือคำแนะนำจากเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วย... บางคนนั้นชอบทำบุญและเป็นผู้มีน้ำใจยิ่งนัก โดยส่วนตัวแม้กำลังน้อย จึงต้องเรี่ยไรบอกบุญคนโน้นคนนี้ ใครจะตำหนิหรือหยอกล้อก็ไม่ถือโกรธ ซึ่งคนจำพวกนี้มักจะเป็นคนใจบุญจริงๆ... ส่วนพวกทำบุญและเรี่ยไรแบบขอมีส่วนแบ่งทำนองวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง หรือประเภทอยากได้หน้าได้ตานั้น ผู้เขียนก็ยอมรับว่ามีอยู่จริงในสังคม...

สำหรับหัวข้อบันทึกนี้ว่า นักเลงไม่กลัว กลัวใบฏีกา นั้น ผู้เขียนจำติดใจมานาน ตั้งแต่ตอนบวช ๒-๓ ปีแรก จำได้ว่า ตอนนั้นผู้เขียนพักอยู่วัดสุวรรณคีรี เช้าวันหนึ่ง ผู้เขียนบิณฑบาตที่บ้านแหลมสน มีเสียงเพลงของ บุญโทน พระไม่ทำ เปิดมาจากงานบวชหรืองานศพในหมู่บ้านนี้แหละ จะเป็นเพลงอะไรก็จำไม่ได้ แต่เป็นเพลงสนุกๆ ขำๆ ผู้เขียนเดินไปก็ฟังไป แต่มีเพลงหนึ่ง มาจบลงด้วยคำว่า นักเลงไม่กลัว กลัวใบฏีกา ทำให้ผู้เขียนนึกขำมา จนกระทั้งปัจจุบัน (5 5 5...)

ในฐานะที่เรื่องนี้ใกล้ตัวทุกคน จึงใคร่จะทราบประสบการณ์และความคิดเห็นบ้าง ทำนองเล่าฟังกันเล่นพอเป็นข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ...