ย้อนหลังบันทึกการเดินทาง ของ นักศึกษา สสสส.๑ สถาบันพระปกเกล้า [],[],[],[]

จาก "เมืองหลวงน้ำทา"  ในเช้าที่หนาวเหน็บ แต่ผมก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับบรรยากาศอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก   ปรับตัวได้สบายมาก หลวงน้ำทาท่ามกลางสายหมอกที่คลุมเมืองในช่วงเช้า กับ กาแฟรสเข้มที่เฮือนลาว ทำให้เช้านี้สดชื่นก่อนเตรียมตัวเดินทางไปบ่อเต็น ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาว (หากฝั่งจีนเรียกด่านนี้ว่า ด่านโมฮัน) 

จากระยะทางเกือบชั่วโมงจาก หลวงน้ำทาไปยังด่านชายแดน มีโอกาสนั่งพูดคุยกับพี่ชาย คุณรวิสร รักพันธุ์ แห่ง Chumphon Cabana Resort & Diving Center  พี่ระวิ มีมุมมองดีๆ จากประสบการณ์การทำงาน รวมถึงมุมมองการใช้ชีวิตตามแนวทางเศษฐกิจพอเพียง เล่าผ่านการสนทนา ...ทำให้ผมสนใจ ใคร่รู้วิธิคิดพี่ระวิมากขึ้น คิดในใจว่ามีโอกาสผมจะขอไปเยี่ยมพี่ถึงที่ชุมพรคาบาน่า โดยส่วนตัวชื่นชมพี่ระวิอยู่เดิมครับ ...บางทีการเดินทางทำให้เรามีเวลาที่จะสนทนาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมทริปได้ในเวลาที่ต้องใช้ร่วมกัน เห็นความเป็นตัวตนของกันและกันมากขึ้น เป็นเรื่องที่ดีมากเลยครับ

มาเข้าเรื่องการเดินทางต่อกันครับ  เรามาถึงบ่อเต็น – โมฮัน  “ด่านโมฮัน ” ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นการผจญภัยในเมืองจีน ความแตกต่างระหว่างสองประเทศ ลาว – จีน  เราสามารถเปรียบเทียบง่ายๆจากสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในแต่ละฝั่งประเทศ แต่ฝั่งลาวเองก็มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต ทราบทีหลังว่ารัฐบาลจีนได้สัมปทานพื้นที่บ่อเต็น ใช้เป็นบ่อนคาสิโน และ ธุรกิจอื่นๆ  ไกด์ชาวจีนบอกผมว่า รัฐบาลจีนสัมปทานพื้นที่ตรงนี้ของลาวประมาณ ๕๐ ปี

 

ด่านโมฮัน - จีน

ด็กน้อยชาวจีน ที่ด่านโมฮัน

ระบบการจัดการที่ด่านโมฮัน ใช้เวลาบ้าง  แต่ด้วยการบริหารจัดการของบริษัททัวร์ ผู้คนจำนวนมากอย่าง นศ.สสสส.๑  ทำให้ลดกระบวนการที่ยุ่งยากลง ที่ผมรู้สึกงงๆ ก็คือ การสแกนตาเพื่อดูอุณหภูมิของร่างกาย หมอปิง(นพ.บุญเรือง รองอธิบดีกรมการแพทย์ ) ท่านบอกแบบนั้นคือเราต้องเข้าคิวกันก้าวขึ้นยืนให้เครื่องมือสแกนตาแล้วจะมีเสียงสัญญาณดัง "ปี๊บ" ซึ่งถือว่าผ่าน  ข้างหน้าผมคือ ท่านมหาติ๊ก(พระมหานภันต์ สฺนติภทฺโท) ที่ก้าวขึ้นสแกนก่อนผม เครื่องที่ว่าก็เงียบเสียง ทั้งๆที่หลวงพี่ยืนอยู่นานสองนาน สงสัยเครื่องตกใจพระไทยเป็นแน่ ท่านเลยหันหน้ามาถามผมว่าทำไมเสียงไม่ดัง???  ผมก็สั่นหน้าอย่างเอ็นดูว่า “กระผมก็ไม่ทราบ เหมือนกันครับ” (ที่บ้านผมไม่มี   ฮา)...  ท่านเลยจากเครื่องนี้ไปด้วยอาการงุนงง ส่วนผมยังไม่ทันก้าวขึ้น เสียงก็ดังก่อนแล้ว ...เอ...งง  ไปใหญ่ สรุปว่า ดังแล้วก็คือผ่านแล้ว โดยที่ผมไม่ทันได้เอาตาไปแนบเครื่องสแกนแต่อย่างใด...  ผมจากเครื่องนี้ไปด้วยอาการงุนงงเช่นเดียวกับพระไทยท่านก่อนหน้าผม

ระหว่างรอพี่ๆ จัดการเรื่องการผ่านแดน ผมก็เก็บภาพสวยๆที่ด่านโมฮันไว้บ้างครับ

 

บรรยากาศที่ด่านโมฮัน...สดใส กับ นศ.สสสส.๑

 

 

จากจุดนี้ เราก็เหยียบแผ่นดินเมืองจีนแล้ว ระยะทางที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ป่าเขา ถนนที่กว้างขวาง ดูแข็งแรง อุโมงค์ผ่านภูเขาหลายๆจุด รวมถึง สวนยางพารา ที่ว่ากันว่า ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนเลยทีเดียวครับ สิ่งที่แปลกตาอีกอย่างหนึ่งก็คือการคลุมเครือกล้วยด้วยถุงพลาสติก ที่เห็นละลานตาในแถบนี้ สอบถามไกด์ชาวจีน เขาบอกว่า การใช้ถุงพลาสติกคลุมเครือกล้วยหอมเหล่านั้นก็เพราะว่า ลดการตกกระที่ผลกล้วยให้ผลกล้วยสวยผิวเนียนและเป็นที่ต้องการของตลาด

ขึ้นชื่อว่าประเทศจีนแล้ว มีหลายเรื่องที่ต้องกล่าวขาน..

ผมชอบความยิ่งใหญ่ของจีน ชอบการก่อสร้างที่ดูมั่นคงแข็งแรง  ไม่ว่าจะเป็นถนนและสิ่งก่อสร้างที่เราเห็นรายทาง “เขาสั่งได้”   หากเป็นประเทศไทยของเรา หากสิ่งก่อสร้างที่ได้มาตรฐานเช่นนี้เป็นแบบนี้ก็คงไม่มีช่องทางให้คอรัปชั่น อีกอย่างด้วยอานิสงค์ของมหกรรมกีฬาแห่งมนุษยชาติ “โอลิมปิค” ทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นพรึ่บทั่วประเทศ โดยเฉพาะสิ่งที่เรากังวล คือ “ห้องสุขา” ที่เน้นความเป็นสากลมากขึ้น ในขณะที่ก่อนหน้านั้น ห้องส้วมของเขา หมายถึงสถานที่ปลดปล่อยความทุกข์ส่วนตัวแบบมีส่วนร่วม (นึกภาพเอาเองนะครับ)

ถนนสองเลนที่กว้างขวาง เดินทางตรง ผ่านภูเขาที่ไหน ก็ต้องมีอุโมงค์ ดังนั้น ตามรายทางเราก็ผ่านอุโมงค์ลูกแล้วลูกเล่า น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง อุโมงค์ที่ยาวที่สุด ที่ผมเก็บข้อมูลคร่าวๆคือ ยาว ๓,๑๗๖ เมตร (หรือ ๓.๗ กม.) 

ธรรมชาติสองข้างทางที่เป็นธรรมชาติ สีเขียวสดของยางพาราที่เราเห็นตลอดรายทาง เห็นแบบนี้แล้ว พี่กริช (พี่กริชพล ลีลาชัย  กรรมการผู้จัดการบริษัทกริชภูมิ) ที่นั่งคู่กับผมท่านบอกว่า ในอนาคตเมืองไทยเราแย่แน่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกยางพารา เพราะเท่าที่เราเห็นรายทาง เมื่อคำนวญพื้นที่ คำนวญต้นยางพาราที่ปลูกแล้ว ผลผลิตที่ออกมามากมายมหาศาลเป็นแน่ ซึ่งก็มีผลต่อไทยโดยตรงเพราะก่อนหน้านั้นจีนเป็นประเทศที่รับซื้อยางจากไทยมาโดยตลอด มาวันนี้เขาผลิตเองได้ และผลิตได้มากพอที่ส่งออกได้ด้วยในอนาคต...

 

วิวรายทาง จิ่งหง สีสันบนรถคลายเครียดแบบน่ารักๆ  ดร.ต่าย (เครือทิพย์)

 

รถเราแวะพักกลางทาง เพื่อลงไปทำธุระส่วนตัว ที่ห้องน้ำกว้างใหญ่ที่สุดในโลก มีวิวที่สวยงาม เหมาะสำหรับท่านชายเท่านั้นนะครับ...ตรงจุดนี้เอง ผมก็บันทึกภาพของ หมู่บ้านไทลื้อที่อยู่ริมทาง เสียดายว่า เราไม่ได้เข้าไปเดินชมในหมู่บ้าน แอบถ่ายจากข้างทางเท่านั้นเอง

Dscf3018
สว.เตือนใจ ถ่ายรูปจากบนรถ

 

 

 

 
 
บรรยากาศเส้นทางสู่จีน  

เรากำลังเดินทางเข้าสู่เมือง “จิ่งหง” หรือ สิบสองปันนา หรือ เมืองเชียงรุ้ง  เป็น เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา (จีนตัวเต็ม: 西雙版納傣族自治州; จีนตัวย่อ: 西双版纳傣族自治州; พินอิน: Xīshuāngbǎnnà dǎizú Zìzhìzhōu; อังกฤษ: Xishuangbanna Autonomous Region of Tai Ethnic Groups) ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สิบสองปันนา มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา ๑๒,๐๐๐ ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ ๑๒ เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จีน: 景洪 จิ่งหง) เป็นเมืองของชาวไทลื้อ ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามคำบอกเล่าของไกด์ชาวไทยที่ติดตามทริป เขาเล่าว่า “ชื่อเมืองเชียงรุ้ง มาจากเรื่องราวในพุทธตำนานของชาวไทลื้อ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ยังดินแดนริมฝั่งน้ำโขงของชาวไทลื้อแห่งนี้ เป็นเวลารุ่งเช้าพอดี จึงมีการเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า “เชียงรุ่ง” หรือเรียกตามสำเนียงไทลื้อเรียกว่า “เจียงฮุ่ง” สำเนียงจีน “จิ่งหง” ในความหมายเดียวกัน ด้วยความหมายของเมือง มีจุดมุ่งหมายถึง พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองสืบเนื่องไปในอนาคตภายในดินแดนแห่งนี้”

ไกด์ชาวจีนบอกว่าคืนนี้จะพาไปชม การแสดงพาราณสี ซึ่งหมายถึง “ความสวยงาม” หรือหากจะชมใครว่าสวย ก็ชมว่า น.ส. ก  พาราณสี   ฟังดูทะแม่งๆนะครับ และที่นี่เราต้องแลกเงิน “หยวน” เพื่อใช้จ่ายในจีนสกุลเดียวเท่านั้น อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่     หยวน ต่อ     - ๕.๕ บาทไทย  และปรับเวลาให้เร็วมากขึ้นกว่าเวลาไทย อีก ๑ ชม.

บ่ายแล้วพวกเรายังไม่ได้ทานข้าวเลย คงต้องรอให้ถึงภัตตาคารที่จัดไว้ก่อน อาจเป็นเพราะเราเสียเวลากับกิจกรรมบางอย่างที่ด่าน ทำให้เวลาที่จะทานอาหารกลางวันล่าช้าออกไปมาก ปาเข้าไปบ่ายสองโมงก็ยังไม่ถึง...หิวกันมาก ส้ม ผลไม้ ขนม ถูกรื้อมารองท้องก่อนในรถพัลวัล  พอถึงภัตตาคารเราก็ทานข้าวกันแบบไม่คิดชีวิต... รอดตายไปอีกมื้อ ความหิวนี่เป็นทุกข์จริงๆครับ

ระหว่างที่พี่ๆทานข้าว ผมถือโอกาสช่วงว่างๆเดินเล่นย่อยอาหารก่อน  ชาวจีนที่นี่นั่งเล่นไพ่นกกระจอกกันอย่างสบายอารมณ์เลยครับ ดูบรรยากาศแล้ว เขาไม่สนใจผู้มาเยือนเลย ตั้งหน้าตั้งตาเล่นกันอย่างเดียว (หน้าตาก็ไม่ยิ้ม ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย)  ผมก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆบางทีก็แอบถ่ายแคนดิตตรงๆในกลุ่มคนจีนที่เล่นพนัน ครูหยุย (วัลลภ ตังคณานุรักษ์) ติงว่าอาจไม่ค่อยดี วิธีการถ่ายควรให้พวกเราเป็นฉากทำทีว่าถ่ายรูปกันเอง แต่แอบซูมไปยังกลุ่มเล่นพนัน...โอ้...ขอบคุณครูหยุยมากครับ ที่แนะนำ ผมคิดไม่ถึงเลย แต่ถือว่าเป็นเทคนิคปาปารัสซี่ที่แยบยลดีจังครับ

 

ภาพบางส่วนที่ถ่ายใกล้ๆภัตตาคาร ชอบสีตึกที่สดใส ของเมืองนี้มากครับ...

 

Dscf3072

อิ่มหนำกันเเล้ว พวกเราขึ้นรถเดินทางต่อ..ไปยังหมู่บ้านไทลื้อกาหลันป้า ที่นี่หละครับ เราจะพักแบบโฮมสเตย์กันที่นี่ ผมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ กาหลันป้าเยอะแยะเลย แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วใช่ไหมครับ...

จะขอกระซิบก่อนว่าค่าเข้าหมู่บ้านกาหลันป้านั้น แพง มั่ก-มาก เลยครับ เขาคิดในอัตรา ๕๐ หยวนต่อคน ลองเอา ๕.๕ บาทคูณดูนะครับ

เอาไว้ผมจะมาเล่าเรื่องหมู่บ้านแห่งนี้บันทึกต่อไป รอติดตามอ่านนะครับ


 การศึกษาดูงาน กรณีศึกษา ภาคเหนือ เชียงราย - สิบสองปันนา

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง "การเสริมสร้างสังคมสันติสุข" รุ่นที่ ๑ สถาบันพระปกเกล้า

วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ - วันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑

 


จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๑๓ ม.ค.๕๒

นนทบุรี