ผู้ปกครองกว่า 12 ล้านคน เฮลั่น

แต่ผู้ปกครองกว่า 12 ล้านคน เฮลั่น ครม.มาร์ค 1 ดันเรียนฟรี "อนุบาล-ม.6" บวกของแถม 4 รายการ เริ่ม 17.พ.ค. สังกัด อปท.รอไปก่อน พร้อมอัดฉีดงบ 1 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ 9 กลุ่ม นายกฯ สั่งเร่งการแทรกแซงราคาพืชผล จี้ท้องถิ่นเร่งเบิกเงินคงค้างกว่า 8 หมื่นล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 มกราคม ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเพื่อหามาตรการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ

ภายหลังการประชุม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเวลา 6 เดือน โดยการเสนองบประมาณเพิ่มกลางปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า เพื่อจัดทำรายละเอียดของงบประมาณและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ภายในวันที่ 28 มกราคมนี้ โดยนายกรัฐมนตรีให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดไว้ 7 กลุ่ม และนายกรัฐมนตรีขอให้เพิ่มอีก 2 รายการ รวมทั้งหมดเป็น 9 กลุ่ม หลังจากสภาอนุมัติแล้ว งบประมาณทั้งหมดจะต้องเข้าระบบภายใน 3-4 เดือน

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.ภาคการเกษตร  2.กลุ่มแรงงานที่อยู่นอกภาคการเกษตร  3.กลุ่มผู้ปกครอง เกี่ยวกับมาตรการเรียนฟรี  4.กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกี่ยวกับ 6 มาตรการในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายเดิมจากรัฐบาลที่ผ่านมา  5.กลุ่มผู้สูงอายุในเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป  6.กลุ่มธุรกิจภาคเอกชน เพื่อชะลอการเลิกจ้างงาน  7.กลุ่มภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินคงค้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มียอดคงค้างกว่า 8 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งการเบิกจ่าย และจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 9 มกราคมนี้ โดยงบประมาณกว่า 60% เกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย และอีก 40% เป็นงบลงทุน

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ยังมีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเสนอเข้ามาอีก 2 กลุ่ม คือ มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพในการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยให้ทั้งหมดไปพิจารณาในเรื่องของงบประมาณในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่จะให้เน้นเรื่องการทำประชาสัมพันธ์ประเทศไทยด้วย และให้หามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำแต่มีรายได้น้อย ซึ่งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางว่าจะมีมาตรการอย่างไร นอกจากนี้ ในงบประมาณ 1 แสนล้านบาท รัฐบาลยังมีโครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น ซึ่งจะลงทุนประมาณ 100-1,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและได้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วย โดยยืนยันว่างบก่อสร้างถนนก้อนนี้จะไม่ก่อให้เกิดงบผูกพันข้ามปีส่วนนโยบาย "6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยทุกคน" ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคมนี้ นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า ส่วนใหญ่ยังคงเดิม และที่จะยกเลิก คือ การยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิต เช่น ราคาน้ำมัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่นำเข้ารัฐ ส่วนที่เหลือนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ครม.เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดเกี่ยวกับการโดยสารฟรี  ส่วนเรื่องค่าไฟฟ้าและน้ำประปาฟรี จะมีการปรับโดยการขอความร่วมมือให้ประชาชนประหยัดพลังงานช่วยกัน เพื่อให้เหมาะสมกับผู้มีรายได้น้อยจริง ๆ โดยค่าไฟฟ้าจากเดิมใช้ไม่เกิน 100 หน่วย จะไม่ต้องจ่ายค่าไฟ แต่ที่ประชุมได้พิจารณาหามาตรการช่วยผู้ใช้ไฟน้อยจริง ๆ โดยจะมีการปรับลด ซึ่งจะอยู่ในช่วง 80-100 หน่วย ส่วนค่าน้ำประปาจากเดิมกำหนดไว้ที่ 50 ยูนิตไม่ต้องจ่าย แต่จะมีการพิจารณาให้อยู่ในช่วง 30-50 ยูนิต ซึ่งจะเป็นมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนได้ประหยัดพลังงาน ทั้งหมดนี้จะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า งบประมาณที่จะถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงที่จะเริ่มในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ คือ งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เกี่ยวกับโครงการเรียนฟรี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองกว่า 12 ล้านคน และอีกกว่า1 หมื่นล้านบาท เกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานกว่า 5 แสนคน โดยจะมีการฝึกอบรมหนึ่งเดือน-เดือนครึ่ง และอาจจะมีการจ้างงานต่ออีก 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน

ด้านการช่วยเหลือเกษตรกร นายกรัฐมนตรีกำชับให้เร่งการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตร ที่มีเงินเหลือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้รายงานให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับทราบว่า งบประมาณก้อนนี้เพียงพอต่อโครงการแทรกแซงราคา โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ไปดูเรื่องของราคาผลไม้ ปาล์มน้ำมัน และยางพาราเพิ่มเติม ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วัน

นายกอร์ปศักดิ์กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการจะเน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว ว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดให้ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นมาตรการการลดภาษี นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับให้ดูแลเรื่องอสังหาริมทรัพย์โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าไปดูแลโครงการก่อสร้างบ้านและคอนโดมิเนียมที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ออก เพื่อแก้ปัญหาการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล

ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนนั้น มีการพูดถึงการให้สินเชื่อ โดยหามาตรการลดดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวที่เตรียมหามาตรการเข้าไปดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร ซึ่งอาจจะเข้าไปดูแลในอัตรา 2-3%  อย่างไรก็ตาม ต้องให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งว่า มีความเป็นไปได้แค่ไหน ส่วนผู้ประกอบการด้านส่งออกรัฐบาลได้เตรียมหาแนวทางค้ำประกันการส่งออกสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี เตรียมออกมาตรการค้ำประกันเงินกู้

นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจกำหนดให้มารวมศูนย์ที่สำนักนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ไปพิจารณาแยกรายละเอียดความเหมาะสมกับการฝึกอบรมและการจ้างงานจำนวน 5 แสนคน  เฉลี่ยในกระทรวงต่าง ๆ และจะได้ข้อสรุปในการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน 6 เดือน โดยงบประมาณทั้งหมดจะต้องเบิกจ่ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2552แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีว่า รัฐบาลจะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้เอสเอ็มอีไม่ปลดคนงาน โดยรัฐบาลมี 2 แนวทาง คือ 1.ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่ปลดพนักงาน
นำ
เงินเดือนค่าจ้างพนักงานมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีเพิ่มขึ้น จากเดิมที่บริษัทสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง เป็น 200% โดยแนวทางดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีกำไรจะได้จ่ายภาษีน้อยลง 2.การขยายระยะเวลาให้เอสเอ็มอีที่ไม่ปลดพนักงาน สามารถนำผลขาดทุนสะสมมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้มากกว่า 5 ปี  ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้บริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนสะสม สามารถนำผลขาดทุนสะสมย้อนหลังมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 5 ปี 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวหลังการประชุมร่วม ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อหารือเรื่องเรียนฟรี 15 ปี
ตาม
นโยบายของรัฐบาลว่า กำหนดให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 ว่า นักเรียนที่เรียนอยู่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) หรือเทียบเท่า  ในโรงเรียนสังกัด สพฐ.  สอศ.  และ สช. จะมีสิทธิได้รับของฟรี 5 รายการ ได้แก่ ค่าเทอม ตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องมาพิจารณารายได้ของผู้ปกครอง แต่เจ้าตัวสามารถปฏิเสธไม่รับสิทธิดังกล่าวได้

ส่วนรายละเอียดการแจกตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษ ในปริมาณเท่าใดและดำเนินการอย่างไรนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องรอประชุมหารืออีกครั้งในวันที่ 12 มกราคมนี้  เบื้องต้นที่คุยนั้น ตำราเรียนจะแจกทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา ชุดนักเรียนแจกรายละ 2 ชุด ส่วนอุปกรณ์การเรียนกำลังให้แต่ละหน่วยงานไปกำหนดมาว่า การศึกษาแต่ละระดับ แต่ละประเภทต้องใช้อุปกรณ์การเรียนใดบ้าง เพราะการศึกษาสายสามัญและสายอาชีพใช้อุปกรณ์การเรียนแตกต่างกัน ส่วนงบประมาณที่จะนำมาดำเนินการมาจาก 2 ส่วน คือ จากงบปกติปี 2552 และขอจากงบกลางที่มีอยู่ 1 แสนล้านบาท แต่ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าต้องใช้เงินจำนวนเท่าใด รอคณะทำงานไปศึกษาก่อน" นายจุรินทร์กล่าว

ด้าน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในส่วนของตำราเรียนฟรีจะแจกทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา ทั้งตัวหนังสือเรียนและแบบฝึกหัด แต่ไม่รวมแบบเรียนสำเร็จรูป ซึ่ง สพฐ.ไม่สนับสนุนให้โรงเรียนใช้อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรฐานในการจัดเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งประกอบไปด้วยของฟรี 5 รายการนั้น ครอบคลุมเฉพาะโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่กระทรวงมหาดไทยดูแลแหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงยังไม่ได้หารือกับ อปท. ที่มีโรงเรียนในสังกัดกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เกี่ยวกับมาตรฐานในการจัดเรียนฟรีต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมทั้งต้องดูการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินการเรื่องนี้  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน อปท.ที่มีโรงเรียนในสังกัดจัดให้นักเรียนเรียนฟรีตามความพร้อมของ อปท.แต่ละแห่ง นอกเหนือจากค่าเทอมที่ผ่านเงินอุดหนุนรายหัวที่รัฐสนับสนุน รวมถึงอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และอาหารกลางวันที่จัดให้นักเรียนตามมติ ครม. เช่น ตำราเรียน ชุดนักเรียน ซึ่ง อปท.บางแห่งที่มีความพร้อมมาก ก็จะจัดเรียนฟรีให้นักเรียนทั้งตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษ และครอบคลุมไปถึงค่าเดินทางไปโรงเรียนด้วย "คิดว่ามาตรฐานเรียนฟรีของโรงเรียนสังกัด อปท.

ขั้นต่ำควรมี 5 รายการ เช่นเดียวกับโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งต้องใช้งบสูงขึ้น โดยมหาดไทยจะต้องของบสนับสนุนจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน" แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันที่จะขอใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อทำโครงการถนนปลอดฝุ่น ระยะทาง 3,128 กิโลเมตร มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ลดจากเดิม 7,200 กิโลเมตร วงเงิน 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเสนอเพียงโครงการเดียว เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณไปช่วยคนตกงาน และดูแลเรื่องอื่น ๆ อีก  ยืนยันว่าโครงการถนนปลอดฝุ่นมีความจำเป็น เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายเงินไปสู่ภูมิภาคได้โดยตรง คาดว่าะเสนอโครงการให้ครม.พิจารณาได้วันที่ 13 มกราคมนี้นายโสภณกล่าว

ขณะเดียวกัน นายปั้น วรรณวินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ในวันที่ 8 มกราคมนี้ สปส.จะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในโครงการกู้วิกฤติแรงงานไทยคืนถิ่น หรือโครงการกองทุน 1 หมื่นล้านบาท กับ ธ.ก.ส. ซึ่งจะปล่อยให้นายจ้างกู้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 และลูกจ้างร้อยละ 6 ได้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคมนี้เป็นต้นไป

วันเดียวกัน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมประชุมกับตัวแทนสภาองค์กรนายจ้าง 12 องค์กร สภาลูกจ้าง 12 องค์กร และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ 1 แห่ง จำนวนกว่า 50 คนเพื่อหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาวิกฤติการเลิกจ้าง การว่างงาน   นายไพฑูรย์ กล่าวว่า แผนช่วยเหลือทั้งหมดจะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า โดยตั้งเป้าที่จะช่วยเหลือการว่างงานให้ได้อย่างน้อย 5 แสนคน นอกจากนี้กำลังมีการพิจารณาของบประมาณเพิ่มในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 320 ล้านบาท เพื่อนำมาจากค่าทดแทนให้ลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างไม่สามารถจ่ายเงินชดเชยได้

ด้านนายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาองค์การลูกจ้างเสนอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาจัดสรรงบประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนในการป้องกัน แก้ไขและช่วยเหลือภาคแรงงาน โดยแบ่ง 5 มาตรการ ได้แก่ 1.ช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ2.สถานประกอบการที่ทำการชะลอการจ้างงาน  3.ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน  4.ลูกจ้างที่ถูกลอยแพ  และ 5.ให้จัดสรรเงินงบ 1,000 ล้านบาท จัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับนักศึกษาที่จบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานที่ปีละ 525,940 คน

คม ชัด ลึก  ไทยโพสต์  กรุงเทพธุรกิจ  สยามรั

โพสต์ทูเดย์  ไทยรัฐ  เดลินิวส์  แนวหน้า  มติชน  ข่าวสด 8 ธันวาคม 2552