สิทธิมนุษยชนเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญต่อการให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิของมนุษย์ทุกรูปทุกนาม และการให้ความคุ้มครองดังกล่าวย่อมเกิดแต่โดยการที่รัฐให้ความคุ้มครองผ่านการตราและบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของรัฐ และบุคคลซึ่งจะได้รับการคุ้มครองคือ"พลเมือง"ของรัฐ และสิทธิมนุษยชนประการหนึ่งหี่สำคัญคือสิทธิในการเข้ารับบริการสาธารณสุข ซึ่งแน่นอนว่าราษฎรที่ถือสัญชาติรัฐนั้นย่อมสามารถมีและใช้สิทธิดังกล่าวได้ หากว่าบุคคลดังกล่าวมิใช่คนชาติรัฐ พวกเขาจะมีสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขหรือไม่ เพียงไร
ปัญหาว่าการให้ความคุ้มครองสิทธิแก่คนต่างด้าวนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐเจ้าของดินแดนหรือไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลต่างด้าวที่ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งส่วนมากเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้แรงงานและบางส่วนเข้ามาประกอบธุรกิจหรือการค้า เนื่องจากตามทฤษฎีกฎหมายสัญชาติแนวคลาสิคย่อมรับรองและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายแต่เฉพาะพลเมืองของรัฐเท่านั้นอันเป็นเหตุผลที่จำกัดด้วยหลักดินแดนและหลักสัญชาติ เว้นแต่บุคคลด้งกล่าวได้สัญชาติไทยแล้ว ประเทศไทยย่อมมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับคนชาติตนในการให้ความคุ้มครองสิทธิแก่คนชาติตนไม่ว่าภายในหรือภายนอกประเทศ ดังนั้นหากคนต่างด้าวได้สัญชาติย่อมได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนคนชาติ
อย่างไรก็ตามหากคนต่างด้าวนั้นไม่ได้ถือสัญชาติไทยจะได้รับความคุ้มครองและรับรองสิทธิตามกฎหมายของรัฐหรือไม่ หรือหากได้รับการรับรองกฎหมายใดให้ความคุ้มครอง ยังคงเป็นปัญหาฝังรากลีกในความคิดทั้งในมุมมองของรัฐเองและพลเมืองทึ่เป็นคนชาติว่าอาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของรัฐ ตลอดจนงบประมาณที่ได้มาจากภาษีของคนชาติรัฐ เหตุใดคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาใช้แรงงานในฐานะคนงานคนหนึ่งและทำประโยชน์ให้แก่นายจ้างแลกเปลี่ยนกับแรงงาน ยังไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญอย่างจริงจัง นอกจากปัญหาการเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างต่อเเรงงานต่างด้าว เช่น ค่าเเรง สวัสดิการ เป็นต้น โดยเฉพาะสวัสดิการด้านสาธารณสุขซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ของมนุษย์
ปัญหาว่าสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนต่างด้าวในประเทศไทยมีการให้ความคุ้มครองหรือไม่ เพียงใด สิทธิของคนต่างด้าวในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เป็นเรื่องของสิทธิในการเข้าถึงสาธารณสุขซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานประการหนึ่งที่บุคคลทุกคนพึงมีพึงได้ในการได้รับรักษาและการเข้าถึงบริการด้านสุขอนามัย เพื่อให้เขาสามารถดำรงศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ได้อย่างมีคุณค่าและศักยภาพ คนต่างด้าวแม้จะไม่ได้เป็นบุคคลสัญชาติรัฐ ก็พึงจะได้รับความคุ้มครองในฐานะ "มนุษย์" คนหนึ่งอย่างมีมนุษยธรรม เหตุใดจึงต้องให้สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขแก่คนต่างด้าว? สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในสุขภาพของบุคคลนั้นมีความสำคัญยิ่งในการสร้างเสริมและพัฒนาบุคคลิกภาพให้มนุษย์มีความสมบูรณ์ทั้งทางกายและใจยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆด้วย การกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลนั้นเป็นอำนาจในการตราและบังคับใช้กฎหมายของรัฐแต่คนชาติตน ดังนั้นบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นคนสัญชาติของรัฐนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองดังกล่าวตามกฎหมายภายในของรัฐอย่างแน่แท้ โดยเฉพาะสิทธิบางประการที่รัฐจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองคนชาติโดยเฉพาะ เช่น สิทธิทางการเมือง สิทธิในการมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ สิทธิในการประกอบอาชีพบางประการที่พึงสงวนให้พลเมืองสัญชาติตน เป็นต้น
หากเป็นสิทธิมนุษยชนหรือสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมีพึงได้นั้น โดยเฉพาะสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในสุขภาพ (Right to health) ถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักขององค์การอนามัยโลก(World Health Organization) ที่ว่า "Health for all" ซึ่งหมายถึงสุขภาพดีถ้วนหน้าไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติก็ตาม กล่าวคือไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุสัญชาตินั่นเอง มีคำถามว่า รัฐให้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขแต่คนสัญชาติรัฐเพียงพอแล้วหรือยัง?ขยายความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวไปถึงคนต่างด้าวด้วย คำถามนี้มองได้ 2 แง่มุม กล่าวคือ ประการแรก มองในแง่ความเป็นชาตินิยม กล่าวคือ การคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายและสิทธิมนุษยชน มุ่งคุ้มครองคนสัญชาติรัฐอย่างเพียงพอเสียก่อน ประการต่อมา มองในแง่ผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ กล่าวคือ การมองประโยชน์ที่รัฐจะได้รับในอนาคตอันใกล้ เช่น การให้สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธาณสุขแต่กคนต่างด้าวนั้น นอกจากจะเป็นการป้องกันโรคติดต่อหรือโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นกระทบต่อคนชาติโดยตรงแล้ว ยังมีประโยชน์โดยอ้อมในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ใช้แรงงานต่างด้าวที่ส่งผลดีต่อภาคการค้าและอุตสาหกรรม เป็นต้น อย่างน้อยๆ คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็เสียภาษีทางอ้อมแก่รัฐ นำรายได้ไม่น้อยแก่รัฐ รัฐจึงควรให้หลักประกันสุขภาพขึ้นพื้นฐานแก่คนต่างด้าวดังกล่าวด้วย
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุที่รัฐต้องให้สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนต่างด้าวมีดังนี้
ประการแรก เป็นไปตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน ที่รัฐมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามไม่ว่าตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือกฎหมายสนธิสัญญา ที่ให้การยอมรับว่าบุคคลทุกคนไม่ว่าสัญชาติใดๆ ย่อมมีความเท่าเทียมกันและไม่เลือกปฏิบัติในการได้รับการดูแลด้านสาธารณสุขขั้นมูลฐาน เช่น สิทธิในการได้รับการดูแลมาตรฐานทางสุขภาพ สิทธิในการเข้ารักษาพยาบาล สิทธิในการประกันสังคม สิทธิของมารดาและสิทธิของเด็ก
ประการที่สอง เป็นการดำเนินนโยบายเชิงป้องกันในด้านสาธารณสุขภายในรัฐ กล่าวคือ การให้การดูแลและรักษาพยาบาลคนต่างด้าว ประโยชน์โดยตรงที่จะได้รับคือ การหายจากอาการป่วยและสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดโรคติดต่ด้อวย
ประการที่สาม เป็นการวางกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดสถานภาพบุคคลโดยคำว่า "สัญชาติ" ซึ่งอาจจะล้าสมัยไปแล้วในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากการเปิดตลาดเสรี ส่งผลให้ตลาดการค้าขายใหญ่ ดังนั้น บุคคลที่ได้ชื่อว่าอาศัยอยู่ในรัฐไม่ว่าสัญชาติใด พึงได้รับความคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในด้วย โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตามไม่ใช่เพียงรัฐเท่านั้นที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชนในประเทศที่รวมถึงคนต่างด้าวที่อาศัยในประเทศไทยด้วย ตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่เขาพึงได้รับ แต่เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนพึงตระหนักถึงความสำคัญในการรับรองสิทธิดังกล่าวโดยปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า คนต่างด้าวนั้นเป็นมนุษย์คนหนี่งและเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่พึงได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการสาธาณสุขขั้นต่ำจากรัฐ
บรรณานุกรม
หนังสือภาษาต่างประเทศ
Iwasawa, Yuji. International Law, Human Rights, and Japanese Law : Impact of International Law in Japanese Law. Oxford Carendon Press, 1998.
Marks, Susan and Andrew Clapham. International Human Rights Lexicon. Oxford University Press, 2005.
หนังสือภาษาไทย
กมล สนธิเกษตริน. คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล. พิมพ์ครั้งที่ 7สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2539.
กฤตยา อาชาวนิจกุล(บรรณาธิการ).คนต่างด้าวในประเทศไทยคือใครบ้าง?มีจำนวนเท่าไร?ระบบฐานข้อมูลแบบไหนคือคำตอบ.เอกสารวิชาการฉบับที่ 2 โครงการพัฒนาและปรับฐานข้อมูลแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, 2547.
สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.กฎหมายสิทธิมนุษยชน.กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สุโขทัยธรรมาธิราชม,2548.
วิทยานิพนธ์
วิชช์ จีระแพทย์.สิทธิของคนเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้สัญชาติไทย.วิทยานิพนธ์นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549.
อรวรรณ รอดสังวาลย์.สิทธิในการมีสุขภาพอนามัยดีของคนไร้สัญชาติในประเทศไทย.วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546.
วารสารกฎหมาย
พันธ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร. คำว่าคนต่างด้าวและการจำแนกประเภทของคนต่างด้าวภายใต้กฎหมายไทย. ดุลพาห ปีที่ 43 เล่ม 4 พ.ศ. 2539.
Website
http://www.archanwell.org/autopage/print.phpt=32&s_id=4&d_id=4&page=1
http://www.archanwell.org/autopage/print.phpt=1&s_id=357&d_id=356&page=1
ให้ความรู้ที่หลากหลายและลุ่มลึกพอสมควรกับการวิเคราะห์สิทธิของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นประด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันพอสมควรในแวดวงวิชาการ.. โดยส่วนตัวรู้สึกภูมิใจที่ประเทศไทยกำลังจะมีมหาบัณฑิตที่มีคุณภาพด้านกฎหมายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน.. เพราะในประเทศของเราคำว่าสิทธิขั้นพื้นฐานบางที่ก็เป็นแค่ในหน้ากระดาษ..ข้อเท็จจริงมีมากมายโดยมิต้องอ้างถึง สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเรายึดหลักในกระบวนการห่งนิติรัฐเพียงใด ..การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นทุกแห่งหน..แม้แต่กับคนที่ถือบัตรประชาชนไทย
ขอบคุณมากค่ะคุณ Alam สำหรับคำชมค่ะ
ขอบคุณมากค่ะคุณขจิต และขอโทษด้วยค่ะที่ไม่ได้เขียนบทความเลย
แต่ทุกคนใน gotoknow ก็ยังให้การตอบรับเป็นอย่างดี
ฮาๆ อ.เเหวว ท่านน่ารักอยู่แล้วค่ะ ใจดี และคงไม่ดุดิฉ้นค่ะ
สวัสดีค่ะพี่กิ๊ก พอดีว่าบีชหาข้อมูลการเข้าถึงบริการทางสวัสดิการสังคมอยู่พอดีมาเจอบทความนี้น่าสนใจมากเลยค่ะ
ตอนนี้บีชเรียนโทการบริหารนโยบายและสวัสดิการสังคม สังคมสงเคราะห์ อยู่ค่ะเลยสนใจที่จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ค่ะ
ยังไงต้องขอคำแนะนำจากพี่กิ๊กด้วยนะค่ะ