สคส. มีกำหนดไปพักผ่อนและทบทวนภาพใหญ่ของงานระหว่างวันที่ ๒๒ – ๒๔ ธ.ค. ๕๑ โดยกำหนดว่าไปพักที่อำเภอสวนผึ้ง จ. ราชบุรี ใกล้ชายแดนพม่า มีคุณกิ๊ก “ผู้อำนวยการสำนักงาน” เป็นแม่งาน คือหาสถานที่และไอเดียกระฉูดรูปแบบต่างๆ มาให้พวกพี่ๆ เขาช่วยกันทำความตกลง ในที่สุดก็ได้ “บ้านอ้อมกอดขุนเขา” เป็นที่พัก ซึ่งเมื่อได้ไปพักจริงๆ ทุกคนในคณะที่ไปประทับใจกันทุกคน ผมประทับใจ ๔ ด้าน คือ อากาศเย็นสบาย การตกแต่งบริเวณเป็นธรรมชาติและศิลปะงดงาม ห้องพักสวยแปลกและพักสบาย (ศ. ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ บอกว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบมอร็อคโค) และอาหารอร่อย รีสอร์ทนี้อยู่บนถนน ๓๘๐๒ เลยตัวอำเภอสวนผึ้งไป ๓ ก.ม.
โชคดี นิตยสาร ต่วย’ตูน ฉบับปักษ์แรก พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ลงเรื่อง “ขับไป-เที่ยวไป-กินไป : ปั๋งหงาย” เขียนโดยพลเอกโอภาส โพธิแพทย์ เล่าเรื่องร้านอาหารชื่อ “ปั๋งหงาย” และสถานที่เที่ยวในอำเภอสวนผึ้ง ทำให้ผมอยากไปตากอากาศ “แอร์พม่า” คืออยากไปสัมผัสอากาศเย็นที่พัดมาจากช่องเขาชายแดนพม่า ซึ่งผมก็ได้สัมผัสอย่างชื่นใจ
ทีม สคส. เตรียมงานนี้แบบปิดลับ คือไม่ค่อยบอกรายละเอียด รู้แต่ว่าไป อ. สวนผึ้ง แวะเที่ยวระหว่างทาง พักที่บ้านอ้อมกอดขุนเขา และจะมีการเปิดใจเรื่องอนาคตของ สคส. ปีหน้า ที่จริงผมมีงานติดพันหลายอย่าง แต่คุณแอนน์บังคับว่าผมต้องไป อย่างน้อยก็ ๒ วัน ผมก็ต้องเชื่อฟัง และผลของความว่าง่ายนี่แหละ ทำให้ผมได้เที่ยวและสัมผัสบรรยากาศที่ผมชอบมาก
ก่อนไป ๒ – ๓ วัน ก็ทราบว่าผมเป็นลูกทีมของรถคันที่ ๑ มีคุณกิ๊กเป็นหัวหน้าทีม โดยจะมีรถตู้ไป ๓ คัน ใช้สไตล์แยกย้ายกันไป ผมสังเกตว่าในทีมเขามีการวางแผนลับลมคมในกัน มีการปิดลับไม่ให้รถคันอื่นรู้ว่าไปไหน ไปทำอะไร
มารู้ทีหลังตอนหลังอาหารเย็นวันแรก ว่าทีมงานของ สคส. นี่เขา ครีเอทีฟ ไม่หยุดหย่อน แม้จะเที่ยวยังต้องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ คือถ่ายภาพเอาผลงานระหว่างเดินทางท่องเที่ยว ๑ วันมาประกวดกัน ได้ทั้งความสนุกสนาน และเป็นการ “จัดการความรู้” ไปในตัว ทำให้แต่ละคนที่เดินทางไปโดยรถตู้คันเดียว คล้ายกับไปทีเดียว ๓ คันหรือ ๓ เส้นทาง/สถานที่ เป็นวิธีเที่ยวที่ได้เรียนรู้มากและคุ้มค่าจริงๆ สมกับที่เป็นนักจัดการความรู้
จุดแวะเที่ยวแห่งแรกของทีมที่ ๑ คือ อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม (Siam Cultural Park) www.scppark.com ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม-ดำเนินสดวก ต. วังเย็น อ. บางแพ จ. ราชบุรี เด่นด่านบรรยากาศร่มรื่น ชมศิลปวัฒนธรรม ผมแปลกใจที่ทีมสาวๆ ที่มาด้วยกันทำอะไรแปลกๆ เช่นไปช่วยเจ้าหน้าที่กวาดใบไม้ เข้าไปทำตัวกลมกลืนกับหุ่นขี้ผึ้งและถ่ายภาพ เป็นต้น อุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยามนี้น่าเที่ยวมาก ค่าเข้าชมคนละ ๕๐ บาท มีเจ้าหน้าที่นำชมอย่างดี วันที่เราไปคนไม่มาก เราจึงเที่ยวชมอย่างสบาย แต่เวลาจำกัดจึงเข้าชมได้ไม่ทุกที่
จุดที่ ๒ คือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง www.monstudies.org ต. บ้านม่วง อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี ถือเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านตัวอย่าง ที่กระทรวงวัฒนธรรมยกย่อง ศ. คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ อดีต รมต. กระทรวงวัฒนธรรม ก็เคยกล่าวชื่นชมให้ผมฟัง แต่ที่ผมได้ความรู้มากคือที่นี่เป็นชุมชนมอญที่ใหญ่มาก และคุณสวัสดิ์ ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ และเป็นไกด์นำชมพิพิธภัณฑ์และเดินชมหมู่บ้านมอญ ทำให้เราเห็นว่าคนในชุมชนยังพูดกันด้วยภาษามอญ คุณสวัสดิ์กล่าวว่ามีการตั้งชุมชนมอญที่บ้านม่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๒๒๓ ในนิทรรศการระบุว่ามอญอพยพมาเมืองไทย ๙ ระลอก แต่ผมเถียงกับตัวเองว่าไม่จริงหรอก มอญอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมาก่อนยุคประวัติศาสตร์ เราโชคดีได้ดู รำผีมอญ คุณยายที่รำเป็นได้รับการจ้างจาก นิสิต ป. โท คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อถ่ายวิดีโอ เก็บข้อมูลสำหรับทำวิทยานิพนธ์ แล้วไปบ้านคุณยายจำรัส อายุ ๗๙ ปี ทอผ้ามอญ ทอไม่ทันขาย ผ้าขะม้าราคา ๒๐๐ บาท แต่ไม่มีขาย
ก่อนเดินทาง ๑ วัน คุณกิ๊กค้นเรื่องราวของสถานที่สำคัญของจังหวัดราชบุรีส่งให้ มีเรื่องรำผีมอญด้วย ผมจึงนำเรื่องรำผีมอญมาลงไว้ด้วย
ประเพณีรำผีมอญ
ประวัติ / ความเป็นมา
มอญ หรือที่เรียกกันว่า ไทยเชื้อสายมอญ อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และราชบุรี เป็นต้น คนมอญเหล่านี้นับถือพุทธศาสนา นิกายเถรวาท และยังยึดถือระบบความเชื่อในเรื่องผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษ ดังนั้นจึงยังมีการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีอยู่ เช่น พิธีรำผี เป็นต้น
พิธีรำผี ถือเป็นพิธีกรรมทางครอบครัว มีสาเหตุมาจากการผิดผี คือ เมื่อมีคนเข้ามาพักที่บ้านและเจ้าของบ้านเกิดเจ็บป่วยในระหว่างนั้น ถือว่าผีโกรธเจ้าของเรือน ต้องทำการบนบานศาลกล่าว โดยเอาน้ำมารดที่เสาเอก และกล่าวอโหสิกรรมต่อผี รวมทั้งจัดพิธีเลี้ยงผีด้วย คือ
- พิธีเลี้ยงผีแบบธรรมดา คือ จัดเลี้ยงตามปกติ
- พิธีกินทั้งยืน หรือพิธีรำ โดยขณะที่ยืนรำจะหยิบอาหารกินไปด้วย
และสาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ ถ้าครอบครัวใดไม่มีลูกชายเป็นผู้รักษาผีเรือน ก็ถือว่าหมดผีไปจากตระกูล ต้องทำการถอนเสาเอกออกจากเรือน และทำพิธีกินทั้งยืนหรือพิธีรำผี เท่ากับเป็นการเชิญผีเรือนให้ไปอยู่ศาล ซึ่งเตรียมไว้ให้บริเวณบ้านหลังนั้น
กำหนดงาน
การจัดพิธีรำมอญ มักจะมีขึ้นในเดือนคู่ ยกเว้นวันพระและวันเข้าพรรษา และถ้าครอบครัวใดได้จัดงานพิธีใดก็ตามขึ้นมาแล้ว ในปีนั้นจะไม่สามารถจัดพิธีรำผีได้
สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
ก่อนวันทำพิธี ๑ วัน ต้องเตรียมอาหารสำหรับใช้ในพิธี เช่น ข้าวเหนียว หัวหมู ขนมต้ม ข้าวขนมกล้วย แป้งคลุกน้ำตาลทอด กล้วยน้ำว้า และมะพร้าวอ่อน เป็นต้น เพื่อเลี้ยงญาติพี่น้องหรือแขกที่เชิญมา
วันทำพิธี เริ่มตั้งแต่ ๙ นาฬิกา มีการตั้งเรือนผี หรือโรงพิธีชั่วคราว ทำด้วยไม้ไผ่จักตอกสานทำเป็นหลังคา มีแท่นวางเครื่องเซ่นหรือเครื่องบูชา มีเสาสูงแขวนเสื้อและหมวก หน้าเรือนผีมีต้นหว้าซึ่งชาวมอญเชื่อว่ามีผีอยู่ ปกติจะสร้างในบริเวณบ้าน แต่สำหรับงานนี้จัดขึ้นที่ลานกว้างภายในวัดคงคารามและมีหญิงชราทำหน้าที่หมอผีให้อยู่ในเรือนพิธีหน้าแท่นเครื่องบูชา เครื่องบูชาหรือเครื่องเซ่น ทำเป็นบายศรีใส่อาหารต่างๆ เช่น ข้าวตอก หัวหมู และผลไม้ต่างๆ เป็นต้น จากนั้นผู้เป็นลูกหลานจะถือผ้าผีซึ่งเป็นผ้าผืนยาวที่ผูกห้อยลงมาจากหลังคาเรือนผี ชูไว้เหนือศีรษะ หมอผีเอาเหล้าวนที่เครื่องเซ่นแล้วพูดเบาๆ มีดนตรีบรรเลงเป็นระยะๆ หลังจากนั้นหมอผีใช้เชือกพันรอบต้นกล้วย ๓ ครั้ง ผู้เป็นลูกหลานช่วยกันเฉือนโคนต้นกล้วย แล้วทาขมิ้นที่หัวต้นกล้วยและใช้ดาบสับ วางใบตองตรงที่ดาบฟันต้นกล้วยลงไปนอกจากนั้นยังวางขนม ข้าวตอก กล้วยน้ำว้าลงบนสันดาบ หลังจากนั้นนำเหล้าขาวมาวนแล้วพ่นเมื่อเสร็จแล้วนำของวางบนสันดาบไปวางยังแท่นเครื่องเซ่นใต้ชายคาเรือนผี ผู้ร่วมพิธีฟันกล้วยออกเป็น ๙ ท่อนหมอผีแจกข้าวตอกไว้ให้สำหรับปา ๙ ครั้ง ขณะที่หมอผีรำ ต่อจากนั้นมีการรำหน้าเรือนผี
ในตอนสายลูกสาวคนโตของครอบครัวจะอาบน้ำแต่งตัวหน้าเรือนผี โดยนั่งเหยียดขาบนในตองที่รองอยู่กับไม้กระดาน ๑ แผ่น หมอผีจะเทน้ำปนขมิ้นให้ผู้อาบล้างหน้าก่อน แล้วจึงให้พี่น้องร่วมตระกูลมารองน้ำเพื่อล้างหน้า แล้วใช้น้ำที่เหลือรดผู้อาบจากลำตัวถึงขา ๓ ครั้ง เมื่อแต่งตัวแล้ว ต้องให้หมอผีแต่งตัวให้อีกครั้งหนึ่งบนเรือนผี โดยนำผ้ามานุ่งทับผ้าผืนที่นุ่งอยู่เดิม มีผ้าพาดไหล่ ผ้าคาดเอว และผ้าคลุมศีรษะ เป็นต้น จากนั้นจุดธูปเทียน หมอผีและผู้ร่วมพิธียืนรำถือช่อใบไม้และถือดาบ แล้วนั่งรำกับพื้นโดยถือช่อใบไม้ บ้องไม้ไผ่ ดาบ พานใส่อาหาร โดยที่หมอผีเป็นผู้หยิบให้ เมื่อดนตรีหยุดก็หยุดรำ
หลังจากนั้นจุดเทียน ๖ เล่ม โดยหมอผีวางพานเทียนบนแท่นเครื่องบูชา ดนตรีเริ่มบรรเลงอีกครั้ง หมอผีวนพานเทียนรอบแท่นบูชาแล้ววางบนศีรษะ ประมาณ ๓ ครั้ง หลังจากนั้นประคองพานและผ้าผียกขึ้นลงสลับกันหลายๆ ครั้ง แล้ววางพานที่แท่น นำพานบายศรีมารำประคองท่าเดิมอีกแล้วจึงวางพานไว้ที่แท่นตามเดิม จากนั้นเป็นการรำด้วยท่ายืน มือถือช่อใบไม้ บ้องไม้ไผ่ ผ้าคาดเอว แล้วเริ่มรำแบบยืนโดยประคองผ้าผีที่มีอาหารอยู่ แล้วรำท่าพาดดาบไว้บนบ่า รำบ้องไม้ไผ่ขนาดสั้น โดยกระทุ้งหลังคาเรือนเบาๆ เสร็จแล้วเริ่มรำอีกด้วยการยกพานอาหาร ยกหม้อทราย ก็เป็นอันเสร็จพิธีของผู้รำที่เป็นลูกสาวคนโต
หลังจากนั้นจะห่ออาหารวางไว้บนแท่น หมอผีรำเดี่ยวอีกครั้ง และเปลี่ยนผู้ร่วมรำเป็นลูกสาวคนรอง โดยรำเหมือนคนก่อนต่างกันเพียงแต่ไม่มีการอาบน้ำและใช้เวลารำไม่นานนัก โดยขณะรำหมอผีจะจับตัวผู้รำโยกไปมา ทั้งนี้เพื่อให้ผีมาเข้าร่างผู้รำ เมื่อรำเสร็จแล้วบรรดาญาติทั้งหลายจะขึ้นไปบนเรือนผีประมาณกลุ่มละ ๓ คน แต่งตัวด้วยผ้าใหม่เข้าไปร่วมพิธีรำ ถ้าผีเข้าร่างคนใด คนนั้นก็จะถือจานอาหารเพื่อหยิบกิน และแจกจ่ายผู้ที่นั่งอยู่บริเวณนั้น และเมื่อใดที่คนรำที่มีผีเข้าร่างอยู่กระโดดกลับไปที่เรือนผี นอนคว่ำกับพื้นและจับผ้าผี ผีก็จะออกทันที การรำเป็นกลุ่มเช่นนี้ใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง
ต่อมาเวลาประมาณบ่าย ๓ โมง มีพิธีการกินไก่ โดยจัดอาหาร เช่น ข้าวเหนียว กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน เหล้าขาว เป็นต้น วางข้างๆ ฉีกไก่ออกเป็นชิ้นๆ โดยที่คนมีผีอยู่ในร่างจะกระโดดออกมาพร้อมกับถือกะละมังไก่ เพื่อแจกแก่คนบริเวณนั้นเป็นที่สนุกสนาน ผีที่เข้าร่างผู้รำตอนนี้ไม่เพียงแต่ผีบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังมีผีจรและผีกระเหรี่ยงอีกด้วย
หลังจากนั้นเป็นการรำกลุ่มรอบต้นหว้านอกโรงพิธี มีแต่หญิงรำกระโดดไปมาอย่างสนุกสนานมีการแบกหาบข้าว กระบอกน้ำ กล้วย มะพร้าวอ่อน ฯลฯ มากินกัน หลังจากนั้นผู้ชายแต่งตัวเป็นช้างมาให้ผู้หญิงไล่คล้อง เวลาประมาณ ๔ โมงเย็น นำหยวกกล้วยทำเป็นเรือยาวประมาณ ๑ ศอกใส่สายสิญจน์ไว้ในเรือ หมอผีถือมะพร้าวอ่อน ๒ ใบ หาบกล้วย ๒ หวี เดินปาไปทีละลูกจนหมดนอกโรงพิธีหลังจากนั้นนำเรือมาใส่ของให้เต็ม ยกไปไว้ที่ต้นไม้หน้าโรงพิธี แล้วตัดออกเป็น ๒ ท่อน นำเสื้อกับหมวกที่แขวนอยู่หน้าเรือนผีมาวางบนต้นไม้ เป็นอันเสร็จพิธี
ส่วนเรื่องพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เอกสารอธิบายสั้นๆ ดังนี้
ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านม่วง เดินทางจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข ๔ แล้วแยกเข้าไปอำเภอบ้านโป่ง ผ่านทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๙ (โคกสูง-เบิกไพร)และข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลองไปเพียงเล็กน้อยก็จะถึง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านม่วง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านม่วงนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทางวัดม่วง และชาวบ้านบ้านม่วงร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากบรรดาโบราณศิลปวัตถุ คัมภีร์ใบลาน รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงถึงมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น และการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงนี้ ได้จัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลองในอดีต และจัดแสดงภาพถ่ายที่บอกเรื่องราวเกี่ยกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจ - สังคม วัฒนธรรมของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนตั้งแต่เขตอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม และชุมชนใกล้เคียง จัดแสดงเอกลักษณ์ของชาวมอญและเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านม่วงนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันศุกร์ เสาร์อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ทางพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (๐๑)๓๑๖-๐๔๓๑
ผมกลับมาบ้านและพิจารณาว่า ผมอยากเห็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน/พิพิธภัณฑ์ชุมชน เป็นอย่างไร ผมตอบตัวเองว่า ไม่ใช่อย่างที่เห็นที่วัดม่วง คือผมอยากเห็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต อยากเห็นผู้คนในชุมชนมีส่วนเข้ามาทำวิจัย เชื่อมโยงกับชีวิตจริงในปัจจุบันของชุมชน แต่ที่ผมเห็นเป็นพิพิธภัณฑ์แบบกระทรวงวัฒนธรรมมาครอบ ไม่เห็นชีวิตจริงของชาวบ้าน และชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์พิพิธภัณฑ์ ผมชอบแนวทางของพิพิธภัณฑ์ชุมชนของ รศ. สายันต์ ไพรชาญจิตรมากกว่า ผมคิดอย่างนี้ถูกหรือผิดก็ไม่รู้
เราแวะกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารครัวพิกุล ๙๙ ที่อยู่ริมทางแถวนั้น โดยได้รับคำแนะนำจากคุณสวัสดิ์ แต่ก่อนจะไปร้านอาหารเราแวะซื้อกล้วยแขก และข้าวเม่าทอดกินรองท้องก่อน เป็นข้าวเม่าทอดที่อร่อยมาก อาหารที่ร้านครัวพิกุล ๙๙ ก็อร่อยมาก เช่นกัน
จุดที่ ๓ เราแวะเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดม่วง สร้างโดยพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) สมัย ร. ๕ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ในประเทศไทยมี ๒ ที่เท่านั้น คือหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ. สิงห๋บุรี กับที่นี่ พิพิธภัณฑ์นี้ได้รับรางวัล ACCU Prize ๒๐๐๗ ของ ยูเนสโก เปิดให้เข้าชมทุกวันในเวลา ๘.๐๐ – ๑๗.๓๐ น. และมีการแสดงหนังใหญ่ ที่โรงแสดงหนังใหญ่ อยู่ใกล้ๆ กันภายในวัด ทุกวันเสาร์ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. วัดขนอนเป็นวัดใหญ่ อยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง มี เรือแข่ง ผมได้รู้จัก ต้นบัวสวรรค์ แต่เสียดายไม่มีดอกบานให้เห็น มีแต่ดอกที่กลีบร่วงแล้ว เหลือเป็นฝัก คล้ายฝักบัว
เอกสารของคุณกิ๊กอธิบายเรื่องพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนดังนี้
เป็นโครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี องค์อัครราชูปถัมภก อยู่ห่างจากตัวอำเภอโพธารามประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ผู้ก่อตั้งโครงการอนุรักษ์หนังใหญ่ คือ ท่านพระครูศรัทธาสุนทร อดีตเจ้าอาวาสวัดขนอน เป็นที่เก็บรักษาหนังใหญ่ ๓๑๓ ตัว ที่ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ทางวัดได้จัดแสดงหนังใหญ่ทุก ๆ วันเสาร์ เวลา ๑๐.๐๐ น. และสาธิตการแกะสลักตัวหนังใหญ่ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ พระอนุชิตวชิรวุฑโฒ วัดขนอน โทร. (๐๓๒)๒๓๓๓๘๖
จุดที่ ๔ วัดหนองหอย มูลนิธิพระโพธิสัตว์กวนอิม มีบ้านพักคนชราซึ่งเวลานี้มีเพียง ๔ คน ทีมงานเอานมกล่องและครีมทากันผิวแตกไปแจกคนชรา คุณอ้อเข้าไปคุยกับคุณยายอายุ ๗๙ ปี ที่ความจำยังดี และทาน้ำมันกันผิวแห้งให้ด้วย ผมมองว่าที่นี่เป็นสถานสงเคราะห์คนหิวลาภหิวบุญ ทำธุรกิจวัตถุมงคล เป็นมหายานในหินยาน ซึ่งมองมุมหนึ่งก็เป็นการตอบสนองความต้องการที่พึ่งของผู้คน
เอกสารนำเที่ยวจังหวัดราชบุรีที่คุณกิ๊กค้นมาให้อธิบายเรื่องวัดหนองหอยไว้สั้นๆ ดังนี้ เป็นที่ตั้งของพระวิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิม หรือ พระแม่กวนอิม อยู่บนยอดเขาตำบลเขาเหลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดราชบุรีประมาณ ๒๒ กิโลเมตร ไปทางถนนสายเขางู-เบิกไพร รถยนต์สามารถวิ่งขึ้นไปถึงบริเวณเชิงวิหารได้
จุดที่ ๕ ถ้ำเขาบิน กว้างใหญ่ เป็นถ้ำมีชีวิต อากาศร้อนชื้น ๓๕ องศาเซลเซียส มีไก๊ด์อาสาพาชม ช่วยให้เราชมได้อย่างเข้าใจและสะดวก รวมทั้งช่วยคอยเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้แตะต้องหินงอกหินย้อย ช่วยปกป้องธรรมชาติ เอกสารอธิบายดังนี้
ตั้งอยู่บนรอยต่อของอำเภอเมือง และอำเภอจอมบึง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางเส้นทางราชบุรี-จอมบึง ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร จากปากทางจะมีถนนราดยางเข้าสู่บริเวณถ้ำอีก ๑.๗ กิโลเมตร ถ้ำเขาบิน ตั้งอยู่ในเทือกเขาบิน ซึ่งมีความสูงประมาณ ๒๐๐ เมตร เป็นถ้ำที่มีหินย้อยสวยงามมาก สามารถ จินตนาการเป็นรูปสัตว์ต่างๆ หลายชนิด สุดปลายถ้ำมีหินย้อยเป็นรูปนกตัวใหญ่กำลังกางปีกอันเป็นที่มาของชื่อถ้ำเขาบิน
จุดที่ ๖ ถ้ำจอมพล เราไปถึงเลย ๑๖ น. ถ้ำปิด ๑๕.๓๐ น. เราเลยถือโอกาสสนุกกับฝูงลิงจำนวนมากมายที่บริเวณหน้าถ้ำ โดยซื้ออาหารเลี้ยงลิง และเลี้ยงแพะตัวโตงาม สง่าที่มีอยู่ตัวเดียว ผมได้เห็นสภาพ “ลิงเลี้ยงแม่ค้า แม่ค้าขายนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเลี้ยงลิง” และได้เข้าใจว่ากล้องถ่ายรูป ดิจิตอล มันเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่องเที่ยวได้อย่างไร
เอกสารของคุณกิ๊ก บอกเรื่องถ้ำจอมพลไว้ว่า
อยู่ห่างจากถ้ำเขาบินไป ๑๑ กิโลเมตร ถ้ำจอมพลอยู่ในบริเวณสวนรุกขชาติ เดิมถ้ำจอมพลมีชื่อว่า ถ้ำมุจลิ นทร์ อยู่ในเขาชื่อ เขากลางเมือง มีความสูง ๑๙๑ เมตร มีฝูงลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ภายในถ้ำมีหินงอกหิน ย้อยสวยงาม มีป้ายบอกชื่อไว้อย่างชัดเจน เช่น สร้อยระย้า ผาวิจิตร แส้จามรี บรมอาสน์ ธาตุเนรมิต มัสยาสถิตย์ ประสิทธิ์เทวา และเกศาสยาม
นอกจากนี้ภายในถ้ำยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ มีงานฉลองกันเป็นประจำทุกปีในหน้าแล้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถได้เสด็จประพาสถ้ำนี้ ทรงพอพระทัยหินงอกหินย้อยภายในถ้ำมาก โดยเฉพาะหินย้อยผา วิจิตร ซึ่งทำให้ทรงจินตนาการว่าเหมือนกับได้จับริ้วไหมอินทรธนูบนบ่าของจอมพล จึงทรงพระราชทานนามถ้ำเสียใหม่ว่า “ถ้ำจอมพล”
ถึงบ้านอ้อมกอดขุนเขา ๑๗ น. ได้สัมผัสอากาศเย็นสบาย และบรรยากาศที่สดชื่น ผมได้ความรู้ว่าจังหวัดราชบุรีเป็นจังหวัดที่น่าไปเที่ยวมาก มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ธ.ค. ๕๑
|
บรรยากาศร่มรื่นภายในอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม
|
หุ่นครูมตรี ตราโมท กับแบบจำลองบ้านพักของท่าน กับสาวๆ สคส. |
|
ลานพระสามสมัย
|
หุ่นสมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต)
|
|
พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง
|
ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง
|
|
พิธีรำผีมอญ
|
โสร่งมอญแท้ต้องสีนี้
|
|
หินย้อยที่ถ้ำเขาบิน
|
หินงอกหินย้อยอันงดงามที่ถ้ำเขาบิน
|
|
ต้นอิน-จัน ต้นไม้ที่ออกลูก ๒ แบบในต้น เดียวกัน
|
ลูกอินผลกลมบนต้น
|
|
ลูกที่สุกและหล่นแล้วมีแต่ลูกจัน |
หนังใหญ่วัดขนอน
|
|
วัตถุมงคลวัดหนองหอย
|
เช้าตรู่ที่บ้านอ้อมกอดขุนเขา
|
|
บริเวณบ้านอ้อมกอดขุนเขาที่งดงามร่มรื่่น
|
หลังคาบ้านหลังที่ผมพัก
|

















