บ้านเมือง"ต้องมีเจ้าภาพ"รับผิดชอบ

7 มกราคม 2552    กองบรรณาธิการ

    ผมว่าท่าน "นายกฯ อภิสิทธิ์" น่าจะไปเชิญ "นายเสนาะ เทียนทอง" ประมุขพรรคประชาราช กับ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" ประมุขอีกซีกหนึ่งในพรรคเพื่อแผ่นดิน

มาช่วยกันกวาดบ้านลานเมืองนะครับ  ถ้าท่านไม่มาก็กอดขาอ้อนวอนท่านเถอะ  ด้วยเหตุผลอื่นท่านคงไม่ใจอ่อน  แต่ถ้าด้วยเหตุผลว่าเพื่อ "ทำคุณให้กับแผ่นดิน" ร่วมกันในยามนี้ มีหรือผู้เฒ่าผู้แก่จะขัดได้!

ไม่ใช่อะไรหรอก   ตอนอ้างว้างอยู่คนเดียวช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่  ผมมีเวลาว่างก็ "นั่งดูแผ่นดิน"

หลับตานึกไกลออกไป..ไกลออกไป..จากกรุงเทพฯ   ทางใต้ ถึงยะลา นราธิวาส  ปัตตานี  จากตะวันออก  ถึงจันทบุรี ตราด จากอีสาน ถึงอุบลราชธานี ถึงอุดรธานี ถึงหนองคาย ถึงสกลนคร จากเหนือ ถึงแม่ฮ่องสอน ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง และจากตะวันตก ถึงกาญจนบุรี

ครับ...ผมนึกถึงเท่าที่ผมเคยไปถึง  เมื่อย้อนถึงอดีต แล้วกลับสู่ปัจจุบัน ใจผมวาบหวิว เสียวสะท้อนยอดอก ด้วยนึกไม่ถึงมาก่อนเลยว่า

ประเทศไทย-แผ่นดินไทย-คนไทย   จะแปรเปลี่ยน  และ "เป็นไปได้" ถึงขนาดนี้!?

ผมไม่โทษทักษิณ ไม่โทษเสื้อเหลือง ไม่โทษเสื้อแดง ไม่โทษใครทั้งนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่กอบเกื้อเป็น "แผ่นดินไทย-คนไทย"

ดี-ชั่ว ก็จากตัวคนไทยด้วยกันทุกคนนั่นแหละร่วมกันทำ และต้องร่วมกัน "รับผิด-รับชอบ"!

รับผิดชอบในอะไร?

รับผิดชอบใน  "จิตสำนึก"  ของแต่ละคนที่แสดงออกผ่าน "การกระทำ" ทั้งเศรษฐี ผู้ดี  ไพร่  ยาจก วณิพก ขอทาน ไม่ว่าในภาครัฐ ในภาคข้าราชการ ในภาคทหาร ในภาคตำรวจ ในภาคประชาชน

ทุกคนที่เป็นคนไทยด้วยกันนี่แหละ น่าที่จะต้อง "หยุดคิด" ด้วยจิตสำนึกของแต่ละคนได้แล้ว  ดี-ก็รักษาไว้  ที่ไม่เป็นมงคลทั้งกับตัวเอง และทั้งกับบ้านและเมือง ก็ปรับเปลี่ยนแก้ไข

ช่วยกันถนอม "ประเทศไทย" ของเราไว้เถอะครับ!

ผีห่าซาตาน   จะไม่สามารถครองบ้าน-ครองเมืองไทยของเราได้  แต่..ผีห่าซาตาน สามารถครอบงำจิตใจคนต่ำใต้จิตสำนึกได้ในบางขณะ

ถึงเวลาที่เราทั้งหลายต้องช่วยกันคลาย เปลี่ยนจิตโกรธขึ้ง เป็นความเข้าใจ "อดทนสักขณะหนึ่ง" แล้วผีห่าซาตานซึ่งมี "ทัศนคติด้านมืด" เป็นอาหาร ก็จะถอดวิญญาณหนีเอง

ผมไปยืนหันหลังให้กระทรวงกลาโหม  หันหน้าน้อมใจสักการบูชาพระแก้วมรกต และเข้าไปกราบไหว้ศาลหลักเมือง

ท่านจะช่วยได้อย่างไร  ถ้าจิตใจของลูกหลานเป็นดั่งคำว่า "อันธพาล" คือมืดบอด  บรรพชนก็เศร้านัก   กับแผ่นดินที่ฟูมฟักฝากฝังไว้ให้ ไล่หลังเพียง ๒๐๐ กว่าปี ลูกหลานก็จิกตีกันเอง

โดยไม่ยำเกรง และไม่คิดให้เกียรติบรรพบุรุษ!

อุดรธานี-หนองคาย  เป็นดินแดนกำเนิดอริยสงฆ์  บางตำนานขานกล่าว  อีสานนั้นไซร้คือ  "ดินแดนพุทธภูมิ" ในครั้งพุทธกาล ตราบทุกวันนี้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก็ล้วนวิมุตติ-วิโมกข์ ณ ดินแดนแห่งนี้

โดยเฉพาะทุกวันนี้ เมื่อเอ่ยถึง "หนองคาย-อุดรธานี" ใจของประชาชนนี้ สงบ-สยบนิ่ง ดิ่งสู่สิ่งเดียวคือ

"ผืนทอง-นาธรรม" แห่งพระอริยสงฆ์เจ้า!

แต่ไม่เข้าใจเลยจริงๆ  ว่า ทำไมวันนี้ พี่น้องอีสาน โดยเฉพาะที่อุดรธานี จากผืนนาบุญแห่งสงฆ์อริยะ  จึงมีการกระทำให้เป็นที่ปรากฏคล้ายว่าเป็น "ดินแดนแห่งคนดิบ"

ใครไป "ผิดหน้า-ผิดสี-ผิดใจ" ก็ไล่ตี ไล่ฆ่า!

ศีล   สมาธิ ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา พี่น้องอีสาน พี่น้องที่อุดรธานี ในเวลานี้ทำให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดไปหมดแล้วว่า 

คนในผืนทองแห่งนาธรรมนี้  สิ้นบุญ-สิ้นวาสนา  แปลง "นาธรรม" สู่ความเป็น "อนารยธรรม" ไปแล้ว!?

ยิ่งดินแดนล้านนาไทย  เมื่อเอ่ยรวมทั้ง เชียงใหม่-เชียงราย-ลำพูน-ลำปาง แค่ได้ยินชื่อว่าเมืองเหนือ  ต่อให้คนใจหินทมิฬเถื่อนขนาดไหน  แค่ได้ยินชื่อเมืองเหนือ "จิตอะเคื้อ-อะคร้าว" จากดำกลับเป็นขาวทันที

"มนต์เมืองเหนือ" มีจริงๆ และเป็นอย่างนั้นจริงๆ ความอ่อนหวาน ความเป็นดินแดนแห่งความสงบร่มเย็น  ความเป็นเมืองน้ำใจแห่งมิตรอันควรอารี และความเป็นดินแดนแห่งเมตตาบารมีธรรม

เมืองเหนือ  โดยเฉพาะ "เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน" เป็นภาพและชื่อฉ่ำอยู่ในหัวใจรักของผู้คน  ใครต่อใครต่างใฝ่หา ณ ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอวาสนาจงลิขิตให้มีชีวิตได้ไปเยือนเถิด!

"เมืองสวย คนใจงาม" นั่นคือสรรพนามถิ่นเหนือ!

แต่ไม่น่าเชื่อ  วันนี้ คนเมืองเหนือกลับให้ภาพดุร้าย เคี่ยวข้นด้วยคนใจอาฆาต ใครไปที่พวกตนไม่พอใจก็ขับไล่  ทุบตี ขว้างปา ถึงไล่ฆ่า กลายเป็นเมืองคนสิ้นพุทธศาสนา สิ้นน้ำใจงามด้วยเมตตา สิ้นเสน่หาแห่งมิตรอันควรอารี

ขนาดจะจัดงานนานานชาติ   อย่างเช่น "ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน" คนเชียงใหม่ก็ไม่ต้อนรับ  วันๆ เอาแต่นั่งเฝ้าสนามบิน  สนามรถ ว่ามีคนผิดหน้า-ผิดสี-ผิดใจ ใครมาบ้าง

แล้วก็ยกพวกไล่ขว้าง ไล่ปา ไล่โห่ฮา แล้วเสือกไสออกไปจากเมือง!?

ดินแดนแห่งพระธาตุดอยสุเทพ   ดินแดนแห่งครูบาศรีวิชัย  ดินแดนแห่งพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์  กระทั่งเป็นดินแดนแห่งสงฆ์ผู้เป็นอริยเจ้า "หลวงปู่แหวน สุจิณโณ"

แล้ววันนี้  "มนต์เมืองเหนือ"  กลับเหลือแต่แผ่นดินแห่ง  "อาถรรพณ์มนต์ดำ" ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก 

พี่น้องเมืองเหนือทั้งหลาย  จะปล่อยให้คนส่วนหนึ่งสร้างพฤติกรรมทำลาย "เหนือ-คือมณีล้ำค่า"

ให้เหลือเท่าราคา "กระเบื้องจมดิน" งั้นหรือ?

ข้าราชการ  "ท่านเจ้าเมือง" ทั้งหลาย  ใจเพื่อแผ่นดินของท่านไปซุกไว้เสียที่ไหนกันหมด การไม่ทำความเข้าใจชาวบ้านให้รักในถิ่นฐานกำเนิดให้ถูกทาง นั่นเท่ากับ "รู้เห็นเป็นใจ"

คนอย่างนี้จะเป็นใหญ่อยู่ในฐานะ "เจ้าเมือง" ได้อย่างไร ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ ๗๐๐-๘๐๐ ปี แบบนี้มิเข้าข่าย "เอาใจออกห่าง" เปิดทางแยกบ้าน-แยกเมืองดอกหรือ?

ยิ่งมองย้อนเข้ามาในศูนย์กลางอำนาจบริหารประเทศ   พรรคใหญ่-เคยใหญ่ในฐานะรัฐบาลอย่าง "เพื่อไทย" ประกาศออกไปได้อย่างไรที่จะป่าวประกาศพลพรรคให้มารวมพล เพื่อตามล้าง ตามราวี ตามโหมหาญรานตี

งานประชุม "สุดยอดผู้นำอาเซียน" ในปลายเดือนหน้า!

ผมไม่เชื่อว่าหรอกว่า   ในกระบวนการแห่งอำนาจบ้านเมือง  เพื่อผดุงรักษาอารยประเทศให้ประจักษ์ต่อนานาอารยชาติ  จะไม่มีความเด็ดขาดเป็นเขตคั่นกับชนชั้นที่ไม่มีแผ่นกรองในมันสมองเพื่อการ ตรองและแยกแยะ การณ์ใดควร-การณ์ใดไม่ควร

แต่ผมเชื่อว่า    ไม่มีใครต้องการได้ยินข่าวอย่างนี้-อย่างที่คนพรรคเพื่อไทยประกาศออกไป 

แต่ใครล่ะ   จะทำเป็นฐานแห่งความเชื่อให้ยึดถือได้ว่า  คำพูดด้วยโมหะของฝ่ายค้านนั้น มันจะไม่เกิดขึ้นจริง?

เพราะในยุคโลภาภิวัตน์  ที่สื่อสารสนเทศครองโลก  คนคนหนึ่ง ไม่สามารถเดินทางไปได้ทั่วโลก แต่ข่าวข่าวหนึ่ง สามารถเดินทางไปได้ทั่วโลก

ฉะนั้น   โลกทุกวันนี้   หมุนเร็วเท่ากับใจคน   ไม่ได้ตัดสิน "ใครผิด-ใครถูก" ด้วยความผิด-ความถูก

แต่ตัดสินด้วย "ข่าวไหนมีให้ก่อน?"

เหมือนคนตีกัน   ใครไปแจ้งความก่อนก็ได้เปรียบในฐานะเป็นโจทก์  ส่วนอีกฝ่าย  ถูกผลักไปอยู่ในฐานะจำเลย   ซึ่งในข้อเท็จจริงอาจเป็นผู้ถูกกระทืบด้วยซ้ำไป แต่ไปทีหลังเขา เลยเป็นจำเลย

โจทก์   ถึงเอาเรื่องเท็จมาพูดอย่างไร  แต้มเหนือที่ได้คือ เป็นฝ่ายกล่าวหา ส่วนจำเลย ถึงเอาความจริงมาพูดขนาดไหน คำที่ฟังไว้ก็แค่ "คำแก้ตัว"!

ตัวอย่างที่เห็นชัดในกรณีนี้  คือชุดของคำ "ป้ายสีประเทศไทย" ที่ทำกันเป็นขบวนการผ่านระบบข่าวสารจาก "สื่อรับจ้าง" นอกประเทศที่ปรากฏตามแมกกาซีน โทรทัศน์ และเว็บไซต์

เขาจะ "ขึงประเด็น" ปูพรมโจมตีไปที่กระบวนการศาล ขึงประเด็นไปที่สถาบันเบื้องสูง

แต่ไม่เคยปรากฏเลยว่า   สื่อต่างประเทศเหล่านั้น  จะแสดงภูมิปัญญาวิสัยสื่อบริสุทธิ์ให้ลุ่มลึกลงไปอีกซักนิด ด้วยการตั้งประเด็นถามต่อเนื่องลงไปว่า

แล้วทักษิณไปเอาเงินมาจากไหนอีกเป็นแสนๆ  ล้าน ไปซื้อทีมฟุตบอลบ้าง ไปลงทุนต่างประเทศจนถูกอังกฤษอายัดบ้าง  ไปซื้อคฤหาสน์ที่โน่น-ที่นี้บ้าง  ทั้งที่ถูกอายัดในเมืองไทยไปหมดแล้วตั้ง ๗๓,๐๐๐ ล้าน

แสดงว่ามีซุกซ่อนไว้ในต่างประเทศอีกมหาศาล   เอามาจากไหน  ประกอบธุรกิจอะไร จึงร่ำรวยมากมายขนาดนั้น?

โกงบ้าน-กินเมือง จริงอย่างที่ตกเป็นคดีความอยู่หรือเปล่า?

สื่อต่างประเทศเหล่านั้นสงสัยบ้างมั้ย  เคยขุดคุ้ยเป็นข่าว เป็นบทความเสนอ เหมือนที่ตะบี้ตะบัน  "เบี่ยงประเด็น" เขียนโจมตีสถาบันตุลาการ สถาบันบุคคลในเมืองไทยว่าใส่ร้าย กลั่นแกล้งอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้บ้างมั้ย?

ไม่ต้องอะไรที่ซับซ้อนหรอก   ไอ้งั่งฝรั่งนักข่าว   ๓-๔  ตัวนั่น ถ้ามีสันดานนักข่าวจริงมันต้องสงสัยว่า "เอ๊ะ..เป็นไปได้ยังไงหว่า ขนาดขี้ข้าคนรับใช้ คนขับรถ ยังมีเงิน มีหุ้นเป็นร้อยๆ ล้าน?"

แต่มันไม่สงสัย   ไม่เขียนข่าวโพนทะนาเรื่องนี้ กลับเบี่ยงประเด็นยัดเยียดเป็นข่าวสารสู่ระบบ "สื่อสารครองโลก" แล้วชาวโลกเขาจะมัวเสียเวลาค้นหาความจริงไปเพื่ออะไร

ใครป้อนข่าวสารอะไรมาให้ก่อน ก็รับรู้ก่อน และเชื่อก่อน!!

เมื่อโลกของข่าวสารยุคนี้มันเป็นอย่างนี้  การไล่ตามเพื่อแก้ข่าว  ไม่มีความหมายเท่ากับการ  "ตัดต้นตอข่าว" และการตัดต้นตอข่าว  ไม่ใช่การไปตัดผู้คนที่ออกมาตามถนน  แต่ต้องไปตัด "เจ้าเมือง-ผู้บังคับการ" ในจังหวัดนั้นๆ  เพราะบริหารอย่างไร  จึงปล่อยให้เกิดภาพล้ำทั้งเส้นกฎหมาย ล้ำทั้งอารยธรรมทางจิตใจ ปกครองแล้วบ้านเมืองสู่ทางอบาย ปล่อยไว้เปลืองข้าวสุกหลวง.

บทความดีดีจาก คุณเปลว สีเงิน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

คำคม..ที่สัมผัสได้ัถึงความจริงในสังคมไทยวันนี้

รู้ซึ้งถึง..ความสามานย์ของจิตใจคนบางคนบางกลุ่ม

คาดหวัง..ประเทศไทยคงมีทางออกที่ดีงาม

สถาบัน..ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ จะต้อง

ดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน...

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ผู้เขียน

และผู้อ่าน..รวมทั้งคนไทยและประเทศไทย

สาธุ..อนุโมทนาสาธุ