"นี่นักเรียนของฉัน นั่นนักเรียนของเธอ" เอาอะไรมาเป็นเส้นแบ่ง

เมื่อโรงเรียนสองโรงเรียนต่างสังกัดมาอยู่ในรั้วเดียวกัน...ปัญหาที่ตามมาคือ "นี่นักเรียนของฉัน นั่นนักเรียนของเธอ" เอาอะไรมาเป็นเส้นแบ่ง เด็ก ๆ ไร้เดียงสาเกินไปที่จะรับรู้ว่าฉันอยู่สังกัดไหน แต่ผู้ใหญ่ช่างสร้างปัญหาด้วยอัตตาของตนเองกันเหลือเกิน
ในปีแรกโรงเรียนเทศบาลฯ มีนักเรียนอนุบาล ๑ อยู่เพียง ๖๕ คน ผู้เขียนคิดว่าเราควรจะสร้างนักเรียนของเราเอง เพราะเท่าที่ดูมา เหมือนการปั้นดินน้ำมัน เราพยายามปั้นให้เป็นรูปเป็นร่าง ใส่หู ตา จมูก สวยงาม แต่เมื่อส่งต่อให้เขาไปตกแต่งต่อ กลับกลายเป็นการปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาต่อ แถมตบจนแบน หูหลุด จมูกแหว่ง ซึ่งเรารับไม่ได้ ที่เห็นความเป็นไปเช่นนั้น
ผู้เขียนจึงประกาศเปิดชั้นอนุบาล ๒ และ ๓ ในปีการศึกษา ๒๕๔๘ ซึ่งทำให้อณุหภูมิระหว่างโรงเรียนสองโรงเรียนร้อนแรงขึ้น เพราะนั่นหมายถึงเด็กของเขาหายไป สองระดับชั้น ในขณะที่นักเรียนเขามีน้อยอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ เงินรายหัวที่รัฐอุดหนุนได้หายไปด้วย ตามจำนวนเด็ก เด็กโรงเรียนเทศบาลเพิ่มเป็นเกินเท่าตัวในปีต่อมา
ผู้เขียนเริ่มมองหากลยุทธในการที่จะเรียกผู้ปกครองให้ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน ด้วยการจัดการศึกษาที่แตกต่าง ตามบริบทของท้องถิ่น คือ เริ่มให้ครูต่างชาติเข้ามาสอนในโรงเรียนประจำ เพื่อให้เด็กได้คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ เพราะท้องถิ่นเชิงทะเลเองเป็นสถานที่ไม่ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวมากนัก ดังนั้น นักเรียนหรือผู้ปกครองก็พบเจอชาวต่างชาติเป็นประจำอยู่แล้ว
และกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนที่น่าสนใจ เช่น กิจกรรมวันฟรีเดย์ จัดให้นักเรียน เดือนละ ๑ ครั้ง ต่อ ๑ ห้องเรียน โดยครูและเด็กจะช่วยกำหนดกิจกรรมล่วงหน้าว่าเด็กอยากเรียนรู้อะไรในวันฟรีเดย์ ทั้งเด็กและผู้ปกครองต่างเฝ้ารอคอยวันนี้ เพราะเขาได้เรียนอย่างสนุกสนาน และวันนั้นเป็นวันที่เขามีสิทธิ์จะได้ใส่ชุดสบาย ๆ มาโรงเรียน เป็นวันที่การเรียนไม่มีรูปแบบ บางครั้งก็เชิญผู้ปกครองมาเป็นวิทยากร เด็กต่างมีความสุขกันทั่วหน้า แต่ครูจะเหนื่อยหน่อย เพราะต้องเตรียมอุปกรณ์ตามที่เด็กต้องการเรียนรู้ในวันนั้น ซึ่งมันเป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ เป็นการฝึกครูไปด้วยในตัว
เสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใด พี่เอย...จากกิจกรรมของโรงเรียนที่ค่อยข้างจะไร้รูปแบบทำให้ผู้ปกครองบอกต่อ..ปากต่อปากกันไปโดยอัตโนมัติ...จนมีนักเรียนเพิ่มขึ้นกลางปีมากเกือบเท่าตัว
ฝ่ายบริหารซึ่งนำโดยนายสุนิรันดร์ รชตะพฤกษ์ นายกเทศมนตรี ต้องทำงานหนักเข้าแผนงบประมาณรองรับเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มขึ้น ผู้เขียนก็ไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านเลยไป นำข้อมูลการเพิ่มขึ้นของนักเรียนของบประมาณเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียน และทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหวัง ได้รับการจัดสรรงบประมาณลงมา สองทาง คือ ของเทศบาลและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
พื้นที่ ! พื้นที่ ! เป็นปัญหาที่ผู้เขียนปวดหัวมากที่สุด เพราะพื้นที่ไม่เป็นของเราแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ทุกอย่างที่สร้างลงบนพื้นที่เขาทั้งหมด เพียงเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะโอนให้ท้องถิ่นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และพรบ.การกระจายอำนาจ พูดไปแล้วช่างน่าขัน ที่บ้านเมืองนี้กฎหมายบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างชาติไม่สามารถบังคับใช้ได้ ก็แก้กันไปแก้กันมาโดยไม่เคยถามประชาชนสักคำว่าประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นเขาอยากให้ใครจัดการศึกษา หรือใครจัดการศึกษาแล้วมีคุณภาพกว่ากัน
แต่นี่..เราจะเข้าไปดูแลให้ครบถ้วนกระบวนความ ไปจัดการอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่ครูของท้องถิ่น จะสอนหรือไม่สอนก็เป็นเรื่องของเขา แต่เด็กเป็นเด็กที่เราสร้างมานั่นซิ... ที่มันเจ็บปวด
การสร้างคนต้องสร้างให้ตลอด เมื่อเด็กจบระดับอนุบาล เราจะเอาเขาไปไว้ไหน ในเมื่อเราไม่ไว้วางใจโรงเรียนที่เราอยู่ในรั้วเดียวกันกับเขา เราขอรับโอน เขาก็ไม่มา การเรียนการสอนของเขาก็ไม่พัฒนาให้เห็นว่าเขาสามารถเลี้ยงลูกเราได้ ผู้เขียนจึงประกาศเปิดการศึกษาภาคบังคับ ในปี ๒๕๔๙ ในระดับชั้น ป. ๑ จำนวน ๑ ห้อง ใช้หลักสูตรสองภาษา (Bilingual School) ในการเรียนการสอนเพื่อลดความขัดแย้ง หากเราเปิดภาคปกติ ก็เหมือนกับเราแย่งเด็กเขาทั้งหมด แต่ถ้าเราเปิดหลักสูตรนี้เขาจะว่าเราไม่ได้ เพราะเด็กที่เข้าเรียนได้ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกด้านภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด ส่วนเด็กที่เหลือเราจะมอบให้เขา แต่ผู้ปกครองบางคนก็นำไปเรียนในเมืองเช่นเดิม...ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สะท้อนใจอยู่จนบัดนี้...
(มีตอนต่อไป)