เชิงทะเลเป็นตำบลหนึ่งบนเกาะภูเก็ต อยู่ในเขตอำเภอถลาง ซึ่งเป็นดินแดนตำนานท้าวเทพกระษัตรีย์ ท้าวศรีสุนทร ซึ่งเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูล ณ ถลาง ในปัจจุบัน เทศบาลตำบลเชิงทะเลเป็นชุมชนเล็ก ๆ มีพื้นที่ประมาณ ๔.๒ ตารางกิโลเมตรเห็นจะได้ ผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ทายาทคนจีนอพยพมาทำเหมืองแร่ดีบุกในอดีต
การศึกษาของเชิงทะเลก็เหมือนกับอีกหลาย ๆ พื้นที่รอบ ๆ เกาะภูเก็ต หรือ รอบ ๆ ประเทศไทยที่ขาดคุณภาพ ขาดผู้ดูแลเอาใจใส่ ทุกคนมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ ครูขอย้ายเข้าสู่เมือง เด็กอยู่ไปใครจะสอน ผู้ปกครองเริ่มเห็นความถดถอยของการศึกษาในโรงเรียนใกล้บ้าน ก็พากันย้ายบุตรหลานเข้าสู่เมืองใหญ่ จนเกิดการบ่าไหลของประชากรเข้าสู่เมือง เกิดการกระจุกตัวของเด็กในวัยเรียน ในเขตเมือง ผู้เขียนได้สัมผัสผลกระทบนี้จริง ๆ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อได้ย้ายเข้ามารับตำแหน่งนักบริหารการศึกษาที่เทศบาลนครภูเก็ต และมีหน้าที่ดูแลโรงเรียนในสังกัดเทศบาลทั้งหมด
คำถามที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนตลอด คือ ทำไมเด็กต้องย้ายถิ่นเข้ามาในเมือง ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนใกล้บ้านก็มีเรียน อะไรเกิดขึ้น และเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ใครเคยเห็นปัญหาตรงนี้บ้าง แล้วคิดจะแก้กันบ้างไหม ผู้เขียนซึ่งเป็นคนต่างถิ่นเข้ามาทำงานที่ภูเก็ตเป็นครั้งแรก ได้ออกตระเวณ ขับรถคู่ชีพซอกซอนไปตามที่ต่าง ๆ ที่มีโรงเรียน บางโรงเรียนอยู่ติดกับชายหาดที่สวยงามมาก บรรยากาศน่าเรียนอะไรเช่นนี้ ซึ่งต่างกับดินแดนที่เราจากมาซึ่งอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังให้ต้องขวัญผวากันอยู่ตลอดเวลา แต่นี่คือเกาะอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ ทำไมเขาปล่อยให้โรงเรียนทรุดโทรม ผู้เขียนเข้าไปอ่านตามป้ายหน้าอาคารเรียนเก่า ๆ เพื่อจะหาข้อมูลจำนวนครู จำนวนนักเรียน บางโรงเรียนมีนักเรียนไม่ถึง ๑๐๐ คน สอบถามชาวบ้านซึ่งเป็นชาวประมงแถวนั้น ก็ได้รับคำตอบว่า เด็กย้ายเข้าไปเรียนในเมืองหมด เพราะครูไม่ได้ดูแลเอาใจใส่ บางวันไม่มีครูสอน เด็กเล่นทั้งวัน
นี่เป็นอีกผลพวงหนึ่งของกระบวนการจัดการของรัฐที่ผิดพลาด โรงเรียนใกล้บ้านกลายเป็นโรงเรียนที่ไม่พึงประสงค์ของชุมชน เพราะขาดบุคลากรครู ขาดการติดตามผล ขาดการดูแลเอาใจใส่ ครูก็เหมือนข้าราชการทั่วๆ ไป ที่ต้องการขวัญกำลังใจ หากผู้เกี่ยวข้องไม่เคยเข้าไปดูแล ติดตาม ก็หย่อนยานเป็นธรรมดา แล้วผู้ปกครองจะกล้าฝากอนาคตของลูกหลานไว้อีกหรือ ถึงจะยากดีมีจนอย่างไร ก็ต้องยอมนำบุตรหลานไปเรียนโรงเรียนที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน
วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗ ผู้เขียนมีโอกาสได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการกองการศึกษา ณ เทศบาลตำบลเชิงทะเล ซึ่งเป็นเทศบาลที่เล็กที่สุดของจังหวัดภูเก็ต ส่วนกลางซึ่งหมายถึง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่รู้เลยว่ามันอยู่ส่วนใดของเกาะภูเก็ต
ก้าวแรกที่รับทราบข้อมูล คือ โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่เด็กอพยพเข้าไปเรียนในเมืองเนื่องจากบุคลากรขาดคุณภาพ ขาดแคลนบุคลากรครู แต่โรงเรียนแห่งนี้ยังโชคดีที่มีผู้นำท้องถิ่นดีที่ชื่อนายสุนิรันดร์ รชตะพฤกษ์ นายกเทศมนตรีตำบลเชิงทะเล ได้เข้าไปอุดหนุน ปรับปรุงให้โรงเรียนมีสภาพที่ดีขึ้น และเป็นห้วงเวลาเดียวกับกระแสการถ่ายโอนภารกิจทางการศึกษาให้กับท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจ ทำให้นายสุนิรันดร์ ฯ เดินหน้าในการปรับปรุงโรงเรียนแห่งนี้ เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่เคยฟูกฟักมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไม่อยากให้โรงเรียนต้องถูกยุบไปอย่างหน้าเสียดาย ด้วยความกตัญญูของศิษย์เก่าผู้ไม่ย่อท้อ จึงทุ่มทุนสร้างท่ามกลางกระแสที่ขัดต่อระเบียบข้อกฎหมายหลายประการ เพียงเพื่อหวังว่าเด็กจะได้อยู่โรงเรียนใกล้บ้าน
โรงเรียนใช่ว่ามีอาคารที่งามสง่าแล้วมันคือโรงเรียน มันต้องมีกระบวนการจัดการที่มากกว่านั้น มันจึงเรียกว่าโรงเรียน ท่ามกลางความขัดแย้ง ของโรงเรียนสองสังกัดในรั้วเดียวกัน เป็นการบ้านที่เราต้องทำ ในการสร้างกองการศึกษาและโรงเรียนด้วยกระดาษแผ่นเดียว กองการศึกษาถูกมอบให้ผู้เขียนด้วยสัญลักษณ์ คือ ห้องทำงานที่ขึ้นป้ายหน้าห้องว่า "กองการศึกษา" ติดแอร์เย็นฉ่ำ มีเจ้าหน้าที่ธุรการให้ ๑ คน และโรงเรียนเทศบาลที่ผู้เขียนรับมอบหมาย คือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ๑ หลัง มีเด็กจำนวน ๖๕ คน มีผู้ดูแลเด็กเล็ก ๕ คน ....ต่อไปนี้มันจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา...
ทุกวันที่กลับถึงบ้าน จะเขียนและเขียน วางแผนการจะทำโรงเรียนเทศบาลให้มีคุณภาพ และ นโยบายส่วนตัวก็ถูกประกาศขึ้นในการประชุมครูและผู้ปกครองว่า "ข้าพเจ้าจะจัดการศึกษาเพื่อเรียกเด็กคืนถิ่นให้ได้ภายใน ๓ ปี ปีที่ ๔ โรงเรียนแห่งนี้จะมีชื่อเสียงปรากฎในทำเนียบการศึกษาของท้องถิ่นระดับภูมิภาค และระดับประเทศ "
วันนั้น..ครูและผู้ปกครองก็คงงง ๆ กับสิ่งที่ผู้เขียนเพ้อเจ้อออกไป แต่ข้อความดังกล่าว ถูกปิดไว้ตามห้องทำงาน ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องอื่น ๆ ที่ใช้เป็นประจำ เพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการทำงาน...แล้วเราก็เดินตามฝันต่อไป...
(มีตอนต่อไป)
ปัญหาเด็กในท้องที่เชิงทะเลย้ายเข้าไปเรียนในเมืองมีมานานแล้วครับ ตอนผมเป็นเด็กเรียนที่ ร.ร.บ้านเชิงทะเลแค่ ป.3 เองครับ แล้วย้ายไปเรียน ป.4 ในตลาดครับ ร.ร.เทศบาล 1 ตอนนั้นประมาณปี 2527 ถ้าจำไม่ผิดนะครับ เพื่อน ๆ ที่บ้านพอจะมีฐานะก็จะไปเรียนในตลาดหมดครับ ตอนเช้ามารอรถสองแถวหน้าบ้านกันเต็มไปหมด เหตุผลที่ย้ายไปตอนนั้นเนี่ย เพื่อที่จะได้สอบเข้า ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย หรือ สตรีภูเก็ตได้ เพราะถ้าจบ ป.6 จาก ที่เชิงทะเลแล้วส่วนมากจะได้เรียนแค่ ร.ร.เมืองถลาง หรือ ร.ร.เชิงทะเลวิทยาคม เท่านั้นครับ แล้วผมก็ได้เข้าเรียนที่ภูเก็ตวิทยาลัยอย่างที่ตั้งใจใว้ครับ ใจจริงก็อยากให้ ร.ร.ที่บ้านเรามีคุณภาพนะครับ ถ้ามี ครูอาจารย์ เก่ง ๆ มาคอยสอน นักเรียนครับ
แต่ตอนนี้มาทำงานที่ กทม. หลายปีแล้ว กลับไปบ้านบ่อยอยู่เหมือนกัน ก็เห็น ร.ร.บ้านเชิงทะเล มีอะไรพัฒนาไปเยอะ ก้ดีใจนะครับ สุดท้ายก็ขอให้ท่านผู้เขียนมีแรงใจสู้ต่อไปเพื่อพัฒนา ร.ร.บ้านเชิงทะเล ของเราครับ
สวัสดีค่ะคุณชู
ขอบคุณที่สนใจเข้ามาอ่านเรื่องราวของเชิงทะเล เสียดายที่ผู้เขียนได้ย้ายออกจากเชิงทะเลซะแล้ว แต่ได้เก็บความทรงจำดี ๆ กลับมาในตัวเมืองภูเก็ตด้วย คนเชิงทะเลเป็นคนนักเลงดี ชอบค่ะ
ถ้ามีโอกาส ท่านลองเข้าไปเดินสำรวจภายในบริเวณโรงเรียนดูชิค่ะ มีแห่งเดียวในประเทศไทย ที่สองโรงเรียนอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน คือ โรงเรียนเทศบาลเชิงทะเลและโรงเรียนบ้านเชิงทะเล
ปัจจุบันโรงเรียนเชิงทะเลได้พัฒนาแล้ว