วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2552 นี้
ผมจะไปร่วมเสวนาในประเด็น
"ทำไมต้องสอนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปฐมวัย"
การเสวนานี้จัดโดย สสวท. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการเสวนา ได้แก่
- ดร.วรนาท รักสกุลไทย : นักการศึกษาปฐมวัยและผู้บริหารการศึกษา
- อ.ธิดา พิทักษ์สินสุข : ตัวแทนจากสมาคมอนุบาลศึกษา
- ดร.รัศมี แดงสุวรรณ : ผู้บริหารการศึกษา
- คุณชุมพล พรประภา : นักธุรกิจและผู้ปกครอง
- ผม : ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ และผู้ปกครอง
ดาวน์โหลดข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเสวนา
ดูข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของ สสวท.
สำหรับผม ตอนนี้ผมคิดออกแค่ 3 ข้อ (แหะ..แหะ)
"ทำไมต้องสอนวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปฐมวัย"
1) วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเราและธรรมชาติแวดล้อม - จึงควรสอนเด็กๆ ตั้งแต่เล็ก
2) ปรากฏการณ์หลายอย่างสามารถสร้างแรงบันดาลใจ (inspiration) ให้กับเด็กๆ ได้ดี :- ดูตัวอย่าง พระจันทร์ยิ้ม นั่นปะไร :-)

3) เรื่องความปลอดภัย (safety) มักจะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ (และเทคโนโลยี) เสมอ ไม่ว่าจะฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ตลอดไปจนถึงอันตรายจากอุปกรณ์ทางกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า
4) ...... ??? .......
5) .... ??? ......
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มีข้อคิดเห็น หรือคำถาม
ที่อยากจะฝากไปเสนอหรือถามในการเสวนา ก็เชิญได้เลยครับ
ขอบคุณมากครับ ^__^
ขอขยายความนะครับ
วิทยาศาสตร์ในฐานะวิธีคิดคือ จากเหตุ นำไปสู่ผลเสมอ
วิทยาศาสตร์ ในฐานะศิลปะการใช้หลักฐานในการตัดสินใจ
สิ่งที่อยากนำเสนอ..
1. การจะสอนเด็ก.. น่าจะเข้าคอร์สผู้ปกครองก่อน.. 555+ เพราะผู้ปกครองเด็กที่ไม่รู้จักวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์นี่แหละตัวดี ฝังหัวเด็กดีนัก
2. การสอนเด็กปฐมวัย จะดีมากถ้ามีการจัดกิจกรรมร่วมระหว่างเด็กและผู้ปกครองในการทำการทดลอง (ผู้ปกครองจะได้แอบเรียนไปด้วย ไม่หน้าแตกเวลาลูกถามค่ะ)
3. เคยเห็นรายการทดลองวิทยาศาสตร์สนุกๆ สำหรับเด็กในรายการทีวีฝรั่ง ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่ยังชอบดูเลย อยากให้มีการสนับสนุนผลิตรายการแบบนี้เยอะๆ
4. ครูวิทยาศาสตร์สมัยประถม มีอิทธิพลมากในการทำให้เด็กรัก หรือไม่รักวิทยาศาสตร์ในอนาคตค่ะ.. ถ้าครูสอนสนุก เด็กจะรักวิทยาศาสตร์ค่ะ (จากประสบการณ์ส่วนตัว)
สวัสดีครับ คุณ Bright Lily
ใช่แล้วครับ ถ้าพื้นฐานดี การต่อยอดก็จะประสบผลสำเร็จได้ง่ายและดีตามไปด้วย
ส่วนเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในทางวิทยาศาสตร์นั้น ก็มีมากเหมือนกับเรื่องอื่นๆ ของคนเรา เช่น ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ ครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อคิดเห็น จะนำไปเสนอในวงเสวนานะครับ
สวัสดีครับ อาจารย์ wwibul
โอ้! ขอบคุณมากครับ วิทยาศาสตร์ให้วิธีคิด และสอนกระบวนการที่สามารถนำไปใช้ในเรื่องต่างๆ ได้ - จุดนี้สำคัญมากๆ
เรื่องเทคโนโลยีนี่คนไทยเราสับสนกับวิทยาศาสตร์มากทีเดียวนะครับ แต่ใคร (คน องค์กร ประเทศ ฯลฯ) ก็ตามที่จะเข้มแข็งทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์พื้นฐานต้องแม่นด้วย
ประเด็นเรื่อง 'ศิลปะในการตัดสินใจ' นี่ก็สำคัญ ตั้งแต่เริ่มต้นเลยคือ จะเชื่อ ไม่เชื่อ หรือฟังไว้ก่อน ไปจนถึงการตัดสินใจทำเรื่องใหญ่ๆ (ระดับเมกาโพรเจคต์ของรัฐ) นั่นเลย
ไว้จะนำประเด็นที่อาจารย์ช่วยคิด ช่วยเสนอมา เข้าสู่วงเสวนา ส่วนนักการศึกษาและท่านอื่นๆ จะว่าอย่างไร ไว้จะมารายงานอีกทีนะครับ (แต่ผมรู้สึกว่าเวลาค่อนข้างจำกัดทีเดียว...)
ขอบคุณมากครับ ^__^
สวัสดีครับ คุณ แม่น้องธรรม์
เรื่องผู้ปกครองนี่สำคัญมากจริงๆ ครับ เพราะเป็น 'ผู้มีอิทธิพล' ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังเด็กทุกคน
เรื่องสื่อวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะรายการ TV นี่เป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมา ในบ้านเราดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นบ้าง (ดูจากมีรายการดีๆ แนววิทยาศาสตร์มากขึ้น) แต่ก็ยังไม่ดีพอครับ (ดูจากรายการบันเทิงส่วนใหญ่ซึ่งแฝงแนวคิดแบบ Pseudo-Science มากทีเดียว - Pseudo-Science นี่อันตรายกว่า ไสยศาสตร์นะครับ เพราะเป็นของปลอมที่ทำเกือบเหมือน)
ครูวิทย์ในระดับประถมก็มีส่วนมากจริงๆ ครับ ผมเคยได้ครูวิทย์ดีตอน ป.4 ชื่อ ครูสุวิทย์ โคตรธนู (เห็นไหม ยังจำชื่อครูได้เลย ^__^)
จะนำประเด็นที่ช่วยคิดและเสนอมาเข้าสู่วงเสวนานะครับ ขอบคุณมากๆ เลยครับ
สวัสดีครับ อ.บัญชา
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ สำหรับประเด็นการสร้างแรงบันดาลใจ
จำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมก็ชอบวิทยาศาสตร์
แต่ก็จำได้ว่า ไม่ได้มีแรงบันดาลใจที่มากพอจะทำให้ผมกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้
โตขึ้นมา พอได้อ่านเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์หลายคน
โดยเฉพาะนักควอนตัมฟิสิกส์ต่างๆ เช่นพวก นีล บอรห์ ไฮเซนเบิร์ก ริชาร์ด ฟายแมน
เดวิด โบห์ม เป็นต้น
ผมรู้สึกว่า ผมอยากเป็นนักควอนตัมฟิสิกส์บ้าง
แต่ตอนนี้มันคงสายเกินไปแล้ว
เพราะคณิตศาสตร์ก็ปานกลาง
ฟิสิกส์ตอนเรียน ก็งั้นๆ
แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวว่า
ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นระดับโลกนั้นมาจากแรงบันดาลใจเพียง 1 %
ที่เหลือเป็นผลแห่งความพยายาม
แต่หากไร้ซึ่ง 1 % นั้นแล้ว คงจะไม่มีซึ่งสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ
ผมย้อนคิดไปว่า หากสมัยเด็ก
ผมมีแรงบันดาลใจที่ดี และประทับใจมาตั้งแต่เด็ก
เฉกเช่นอาจารย์ และนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ
มันคงอาจจะทำให้ฝันผมเป็นจริงได้บ้างไม่มากก็น้อย
สวัสดีครับ คุณ ณภัทร๙
ขอบคุณมากครับ แต่ดูประว้ติการเรียน & การทำงานคุณ ณภัทร ซึ่งจบวิศวะคอมพิวเตอร์ และทำงานเกี่ยวกับการบิน ก็แสดงว่าสนใจและมีความถนัดทางเทคโนโลยีอยู่มากทีเดียว
เรื่องแรงบันดาลใจนี่เป็นเบื้องต้นครับ เพราะต้องมีปัจจัยมาเอื้อให้เด็กๆ สร้างฝ้นให้เป็นจริงด้วย
ยกตัวอย่างดีกว่าครับ เพื่อนผมหลายคนเก่งฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เก่งกว่าผมมากเลย (ตอนอยู่ รร.เตรียมอุดม) แต่เขาก็ไปเรียนแพทย์ มานึกๆ ดูก็พอเข้าใจได้อยู่ครับ เพราะคนหัวดีนี่ เรียนอะไรก็ได้
แต่ถ้ามองภาพรวมก็น่าเสียดายโอกาสที่ประเทศและโลกของเราได้ขาดนักวิทยาศาสตร์ (หรือแม้แต่วิศวกร) ที่เก่งๆ ไปหนึ่งคนนะครับ
ที่กล้าบอกอย่างนี้ เพราะผมเจอหลายคนเลย เขาบอกผมว่า นายกล้ามากที่ตัดสินใจเลือกเรียนวิทยาศาสตร์ตอนจบ ม.ปลาย (ผมเลือกคณะวิทยาฯ เป็นอันดับ 1 เลย) ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ก็ยังไม่รู้ชัดๆ เหมือนกันว่า จบแล้วจะไปทำอะไร
รุ่นน้องบางคนที่เจอ จบแพทย์ศิริราช แต่ตอนนี้เป็นผู้ประกอบการด้าน RFID อยู่ที่ Software Park ครับ อีกคนจบวิศวะ แต่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ผลิตสื่อสำหรับเด็กและเยาวชน
มาคิดๆ ดู บางทีเด็กไทยเราควรจะได้เห็นโลกกว้างกว่าที่เป็นอยู่ และระบบแนะแนวอาจจะต้องปรับสักหน่อย หรือเปล่าเอ่ย?
ขอสวัสดีอีกครั้งครับ อาจารย์บัญชา
ได้อ่านสิ่งที่อาจารย์เขียนทำให้ผมนึกถึงอะไรบางอย่างได้
แต่จะเกี่ยวข้องกันไหมกับการสอนเด็กหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ
อาจารย์ลองพิจารณาดู
ในส่วนตัวของของ มีแรงบันดาลใจที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ (นักประดิษฐ์) ในวัยเด็ก
แต่ขาดความรู้ และทักษะ ที่จำเป็นต่อการเป็นนักวิทยาศาสตร์
ในส่วนของเพื่อนอาจารย์ที่ว่า มึพร้อมทั้ง ความรู้ ทักษะ ความสามารถ
ที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดได้
แต่ผมว่าเขาอาจไม่มีแรงบันดาลใจพอที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์
ผลที่ออกมาจึงไม่แตกต่างกัน คือ ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งคู่
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นการเสวนาว่าทำไมจึงควรสอนตั้งแต่ปฐมวัยนั้นผมว่า
มันชัดเจน และเป็นคำตอบอยู่ในตัวแล้ว
แต่ประเด็นที่ว่าจะสอนอย่างไร ให้ถึงฝั่งฝันนั้นก็น่าค้นหาเช่นกัน
ผมมองในแง่ที่ว่า หากเราสามารถสอนเด็กให้มีทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อให้เขาสามารถบรรลุตามความใฝ่ฝัน และแรงบันดาลใจของเขาได้
การศึกษาของเราก็จะมีพลังมาก
และมันก็น่าจะลดความสูญเสียทางวิชาการได้อีกเยอะ
เราคงได้ยินเรื่องทำนองนี้มามากที่ว่า
เรียนจบมาอย่างนึงแต่ไปทำงานอีกอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย
หวังว่า การเสวนาที่จะถึงนี้
น่าจะก่อให้เกิดประกายดีๆ อันเป็นจุดเริ่มต้นดีๆ
ของแวดวงการศึกษาวิทยาศาสตร์ในประเทศเรานะครับ
ขอเอาใจช่วยครับ
ปล.
อยากเรียนถามอาจารย์เหมือนกันว่า
มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษ
หรือมีแรงบันดาลใจใด ที่ทำให้อาจารย์ถึงมุ่งมั่นที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับ
ไม่ทราบว่าพอจะเล่าสู่กันฟังบ้างได้ไหมครับ
ดูไปแล้ว เหมือนมี 2 เรื่องแยกกันอยู่
ทำไม เป็นเรื่องของเหตุและผล เป็นเรื่องของการเอา "ประโยชน์" เป็นตัวตั้ง
ทำอย่างไร ถ้าเกี่ยวกับเด็ก มักจะหมายความว่า ทำอย่างไรให้สนุก
ทำให้สนุก มีหลายแบบ
เรียนที่บ้านให้สนุก ด้วย สื่อสนุก
เรียนที่โรงเรียนให้สนุก นอกจากใช้ สื่อสนุก ต้องใช้ ครู ที่เข้าใจลึกซึ้ง และครูที่สอนสนุก
สอนสนุก อาจสำคัญกว่า สำหรับเด็กเล็ก
แต่เด็กโตขึ้น ต้องเป็นครูที่ผสานความเข้าใจลึกซึ้งและสอนสนุก
แต่แค่นั้นก็ไม่พอ ยังขึ้นกับ โครงสร้างของตำราเรียนด้วย ว่า มีความสามารถไปได้ไกลแค่ไหน
สนุกอีกประเภท คือ สนุกโดยกิจกรรม นี่อาจเหมาะกับเด็กโต ประเภทกิจกรรมทัศนศึกษาสถานที่พึงโคจร ประเภทกิจกรรมแข่งขันที่ตั้งหัวข้ออย่างเร้าใจสร้างสรรค์
สนุกอีกประเภท ที่ดูเผิน ๆ ไม่เกี่ยว คือ นิยายวิทยาศาสตร์ดี ๆ หรืองานเขียนกึ่งสารคดีกึ่งบันเทิงดี ๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
จริง ๆ แล้ว นิยายวิทยาศาสตร์ดี ๆ มีเยอะ แต่บ้านเรา อ่านแบบกระจุกตัว คือรู้จักคนเขียนไม่กี่คน แปลกหน้ามาก็ไม่อ่านกันแล้ว เพราะไม่รู้จัก
งานเขียนกึ่งสารคดีเสียอีก ที่ดูเหมือนยังพอไปได้ดี แต่โดยภาพรวม ผมว่ามีน้อยไป
ปัญหาใหญ่ อาจเป็นเรื่องภาษาก็ได้
แต่แรงบันดาลใจที่ใหญ่จริง ๆ ให้บางคนสนใจวิทยาศาสตร์ อาจตั้งต้นมาจากนิยายวิทยาศาสตร์นี่เอง
ประเด็นที่คนมองข้ามคือ นิยายวิทยาศาสตร์ดี ๆ อาจฉายให้เห็นภาพวิทยาศาสตร์ยุคใหม่และทิศทางของเทคโนโลยีที่จะมีมา ได้ดีกว่าตำราเรียนเสียอีก
เพราะตำราเรียน มักบอกเพียงว่า อะไรที่เป็นไปได้และทำไปแล้ว
แต่นิยายวิทยาศาสตร์หรือกึ่งสารคดีที่เขียนดี จะบอกว่า อะไรที่อยู่ในวิสัยเป็นไปได้ที่ยังไม่ได้ทำ
แรงบันดาลใจ จะเกิดจากการเห็นว่า ยังมีสิ่งที่ไม่ได้ทำ มากกว่าการที่รู้ว่า มีสิ่งใดที่ทำไปแล้ว
หรือ แรงบันดาลใจ อาจเกิดจากการที่เราได้เห็นอดีตในมุมมองที่มีชีวิต เหมือนกับได้เข้าไปอยู่ร่วมกับคนในเหตุการณ์ คือ ผ่านเรื่องเล่า ที่ทำให้คนได้รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์
ยกตัวอย่างของการเล่าเรื่องอดีตในมุมมองที่มีชีวิต เช่น วิธีคำนวณรากที่สองแบบประมาณที่เรารู้จักกัน จริง ๆ แล้ว ที่มาคือการที่เจ้าของที่ดีนยุคโบราณต้องการปกป้องกรรมสิทธิเหนือที่ดินของตัวเอง ด้วยการคำนวณพื้นที่ของที่ดิน โดยใช้เรขาคณิต เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีพีชคณิตหรือเลขคณิตใช้ (ผมเขียนถึงใน Rectangle Quadrature กับ Babylonian algorithm เล่าในบล็อกใบไม้ผลิ)
ใช่เลย ชัดมาก และ โดนสุดๆ ครับ
ทุกวันนี้ ผมเองก็มีแรงบันดาลใจ ในวัยผู้ใหญ๋
ที่อยากจะเป็น "นักรบอินเดียนแดง"
ที่ผมได้อ่านเจอ และซาบซึ้งจากหนังสือ
ที่มีคนเขียนเรื่องราวการฝึกฝนในวิถีแห่งการเป็นนักรบอินเดียนแดง
เรื่องนี้ประทับใจผมมากครับ
และน่าจะประทับใจไปจนวันตาย
แม้จะมีหลายผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ในหนังสือดังกล่าว
แม้ความเป็นจริงในชีวิตจะดูห่างไกลกันมากกับสิ่งที่อยู่ในหนังสือ
และหากดูตามหลักเหตุผลแล้วแทบไม่น่าจะเป็นไปได้เลยก็ตาม
แต่ผมก็ยังเลือกที่จะ "ยึดถือ" เป็นแรงบันดาลใจ
ในชีวิตผม ที่จะต้องค้นหาความจริงตามที่หนังสือเล่มนั้นได้เขียนไว้
มันนำมาซึ่ง "พลัง" ที่ทำให้เราต้องค้นหา
และพยายามทำทุกวิถีทางให้ถึงฝัน
สิ่งประดิษฐ์มากมายในโลกนี้ ส่วนใหญ่ก็มีจุดกำเนิดจาก
"นิยายวิทยาศาสตร์" ใช่ไหมครับ
สวัสดีครับ คุณ ณภัทร๙ & อาจารย์ wwibul
แจ๋วจริงๆ ครับ เป็นการต่อยอดความคิดที่มีคุณภาพมาก ทั้งสองท่านเลย
ให้ข้อมูลสั้นๆ ไว้นิดหนึ่งครับว่า ตอนที่ผมได้รับการทาบทามให้ไปร่วมเสวนานั้น ผมได้ถามไปว่า จะให้พูดเรื่อง สอนอย่างไร ด้วยไหม
ก็ได้คำตอบว่า ไม่ต้องครับ เพราะทางนักการศึกษาปฐมวัยเชื่อว่าเขารู้ดีอยู่แล้ว
และผมก็เชื่อว่าเขารู้จริงๆ ครับ เรื่องนี้เคยมีประสบการณ์ตรงหลายครั้ง ไว้จะหาโอกาสขยายความอีกที
สวัสดีอีกครั้งครับอาจารย์
ถ้ามีแง่มุมอะไรดีๆ
มีความประทับใจอะไรจากเวทีสัมมนา
หากมีเวลา อย่าลืมเล่าสู่กันฟังมั่งนะครับ
เผื่อจะเก็บไว้ใช้สอนลูกบ้าง
ขอบคุณครับ
พี่ชิวมีหนังสือวิทยาศาสตร์จะแนะนำให้เด็กประถมอ่านบ้างไหมครับ ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษก็ได้ครับ
การดำเนินชีวิตของเด็กๆเป็นวิทยาศาสตร์อยู่แล้วนะครับ
เพียงแต่ผู้ปกครองคงเอาเรื่อง ค่านิยม สภาพสังคม ฯลฯ มาผูกเข้าเสียจนเด็กเสียโอกาสใน"การเรียนอย่างเป็นธรรมชาติ"ไป
น่า...เสียดาย
สวัสดีครับ ทุกท่าน
ได้สอบถาม สสวท. ผู้จัดงานเสวนาแล้วครับ ตอนนี้กำลังสรุปผลการเสวนาอยู่ และน่าจะได้ผลสรุปมาราวๆ ต้นเดือนกุมภา (ผมกะเอง) ครับ
ข้อสอบเคมีโอลิมปิก ปี 2547 อ่ะค่ะ > <!!!
ช่วยหน่อยนะคะ ^^~
พรุ่งนิจาสอบแล้ววว O_o !!!
7.กำหนดสภาพการละลายน้ำได้ต่อน้ำ100gที่0Cและ100Cดังนี้
K2SO4 7.35 และ 24
Al2(SO4)3 31 และ 89
ต้องการเตรียมสารส้ม K2SO4.Al2(SO4)3.24H2O จากการผสมกันของK2SO4 20กรัมและAl2(SO4)3 40กรัมในน้ำ100กรัมที่100Cแล้วลดอุนนะภูมิลงเป็น0Cจะมีผลึกสารใดเกิดขึ้นเป็นจำนวนกี่กรัม สมมติว่าสารส้มไม่ละลายที่0C
11.เมื่อเผาแก๊สไฮโดรเจนจะได้อะตอมไฮโดรเจนที่พลังงานสูง ซึ่งคายพลังงานออกมาในรูปของแสงได้หลายความยาวคลื่น สเปกตรัมชุดหนึ่งมีแสงสีม่วงE1 แสงน้ำเงินE2 น้ำเงินอมเขียวE3 แดงE4
ก.) E1>E2>E3>E4
ข.) ถ้าเปรียบเหมือนขั้นบันได จะได้ว่า ขั้นที่อยู่ข้างล่างมีความสูงของขั้นบันไดเท่ากับE1 และขั้นถัดไปข้างบนจะมีความสูงของขั้นบันไดน้อยลงเป็นE2 E3 E4 ตามลำดับ
ค.)เส้นสีม่วงเทียบได้กับการก้าวขึ้นบันไดทีละหลายขั้น ส่วนสเปกตรัมสีแดงเทียบได้กับการก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น
ข้อใดถูกต้อง
ก. กับ ข. ข. กับ ค. ก. กับค. ก. เท่านั้น
33.สารข้อใดมีมวลคลอรีนมากที่สุด
1กรัมHCl 24.5กรัมKClO 3 0.1mole NaCl 11.2g KCl
36.ข้อใดถูกต้อง
ก.ถ้าออสเมียม เตตระออกไซด์ เป็นผลึกที่ไม่แข็ง หลอมเหลวที่40C ของเหลวไม่นำไฟฟ้า แสดงว่า OsO4 เป็นผลึกประเภทผลึกโมเลกุล
ข.ถ้าโบรอนไนไตรด์(BN3)หลอมเหลวที่3000Cภายใต้ความดันสูง แสดงว่า BN3 เป็นผลึกประเภทผลึกโมเลกุล
ค.กำมะถันมอนอคลีนิก จัดเป็นผลึกประเภทอโลหะ
ง.ถูกทุกข้อ
43.ข้อใดถูกต้อง
ก.CO2 ที่อยู่ในรูปของไหล(ซูเปอร์คริติคอล ฟลูอิด)จะมีสมบัติเหมือนแก๊สเท่านั้น
ข.น้ำ ไม่สามารถทำให้อยู่ในรูปของไหลได้
ค.N2เหลว ทำโดยนำอากาศมาลดTและP
ง.ข้อดีของการใช้CO2ที่อยู่ในรูปของไหลในการสกัดสารคือสามารถเลือกความหนาแน่นของของไหลให้เหมาะสมกับชนิดของสารที่เราต้องการสกัดได้ รวมถึงสามารถผสมกับตัวสกัดชนิดอื่นได้
47.จากทฤษฎีการชน ถ้าจะอธิบายการชนของโมเลกุลที่มิได้เกิดปฏิกิริยา ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
ก.พลังงานทั้งหมดของ2โมเลกุลที่ชนกันน้อยกว่าพลังงานก่อกัมมันต์
ข.โมเลกุลไม่ทำปฏิกิริยากันเนื่องจากไม่มีตัวเร่ง
ค.โมเลกุลชนกันแบบไม่ถูกทิศทาง
ง.โมเลกุลของแข็งไม่เกิดปฏิกิริยากับโมเลกุลก๊าซ
ข้อใดถูกต้อง
54.สารประกอบใดต่อไปนี้ ที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมแบนราบ
S(C6F5)4 SiCl4 Ni(CO)4 PtCl4(2+)
55.ความยาวพันธะระหว่างคาร์บอนใดสารใดต่อไปนี้ยาวที่สุด
อะเซทิลีน พอลิเอทิลีน ฟลูเรอลีน เบนซีน
64.KspของPbI2ในน้ำ = 2*10^-8 จะต้องมี Pb2+ เข้มข้นอย่างน้อยเท่าใด เพื่อให้ได้ตะกอน PbI2เกิดขึ้นในสารละลายKI 0.002โมล/ลิตร
0.005 0.004 0.003 0.00125
67.ถ้านำสารต่อไปนี้ใส่ภาขนะปิด แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ข้อใดจะเข้าสู่ภาวะสมดุลตามสมการCaCO3 <---> CaO + CO2
CaCO3บริสุทธิ์
CaO,CO2ที่ความเข้มข้นสูงกว่าค่าK
CaCO3,CO2ที่ความเข้มข้นสูงกว่าค่าK
CaCO3,CaO
สวัสดีครับ น้องตวง
ถามผิดที่แล้วมั้งครับ โจทย์พวกนี้ถามครูเคมี หรือไม่ก็ค้นจากหนังสือที่มีเฉลยดีกว่าครับ