ดูไปแล้ว เหมือนมี 2 เรื่องแยกกันอยู่

  • คือ ทำไมต้องเรียนตั้งแต่เด็ก
  • และ ทำอย่างไร ให้เด็กอยากเรียน

ทำไม เป็นเรื่องของเหตุและผล เป็นเรื่องของการเอา "ประโยชน์" เป็นตัวตั้ง

ทำอย่างไร ถ้าเกี่ยวกับเด็ก มักจะหมายความว่า ทำอย่างไรให้สนุก

ทำให้สนุก มีหลายแบบ

เรียนที่บ้านให้สนุก ด้วย สื่อสนุก

เรียนที่โรงเรียนให้สนุก นอกจากใช้ สื่อสนุก ต้องใช้ ครู ที่เข้าใจลึกซึ้ง และครูที่สอนสนุก

สอนสนุก อาจสำคัญกว่า สำหรับเด็กเล็ก

แต่เด็กโตขึ้น ต้องเป็นครูที่ผสานความเข้าใจลึกซึ้งและสอนสนุก

แต่แค่นั้นก็ไม่พอ ยังขึ้นกับ โครงสร้างของตำราเรียนด้วย ว่า มีความสามารถไปได้ไกลแค่ไหน

สนุกอีกประเภท คือ สนุกโดยกิจกรรม นี่อาจเหมาะกับเด็กโต ประเภทกิจกรรมทัศนศึกษาสถานที่พึงโคจร ประเภทกิจกรรมแข่งขันที่ตั้งหัวข้ออย่างเร้าใจสร้างสรรค์

สนุกอีกประเภท ที่ดูเผิน ๆ ไม่เกี่ยว คือ นิยายวิทยาศาสตร์ดี ๆ หรืองานเขียนกึ่งสารคดีกึ่งบันเทิงดี ๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

จริง ๆ แล้ว นิยายวิทยาศาสตร์ดี ๆ มีเยอะ แต่บ้านเรา อ่านแบบกระจุกตัว คือรู้จักคนเขียนไม่กี่คน แปลกหน้ามาก็ไม่อ่านกันแล้ว เพราะไม่รู้จัก

งานเขียนกึ่งสารคดีเสียอีก ที่ดูเหมือนยังพอไปได้ดี แต่โดยภาพรวม ผมว่ามีน้อยไป

ปัญหาใหญ่ อาจเป็นเรื่องภาษาก็ได้

แต่แรงบันดาลใจที่ใหญ่จริง ๆ ให้บางคนสนใจวิทยาศาสตร์ อาจตั้งต้นมาจากนิยายวิทยาศาสตร์นี่เอง

ประเด็นที่คนมองข้ามคือ นิยายวิทยาศาสตร์ดี ๆ อาจฉายให้เห็นภาพวิทยาศาสตร์ยุคใหม่และทิศทางของเทคโนโลยีที่จะมีมา ได้ดีกว่าตำราเรียนเสียอีก

เพราะตำราเรียน มักบอกเพียงว่า อะไรที่เป็นไปได้และทำไปแล้ว

แต่นิยายวิทยาศาสตร์หรือกึ่งสารคดีที่เขียนดี จะบอกว่า อะไรที่อยู่ในวิสัยเป็นไปได้ที่ยังไม่ได้ทำ

แรงบันดาลใจ จะเกิดจากการเห็นว่า ยังมีสิ่งที่ไม่ได้ทำ มากกว่าการที่รู้ว่า มีสิ่งใดที่ทำไปแล้ว

หรือ แรงบันดาลใจ อาจเกิดจากการที่เราได้เห็นอดีตในมุมมองที่มีชีวิต เหมือนกับได้เข้าไปอยู่ร่วมกับคนในเหตุการณ์ คือ ผ่านเรื่องเล่า ที่ทำให้คนได้รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์

ยกตัวอย่างของการเล่าเรื่องอดีตในมุมมองที่มีชีวิต เช่น วิธีคำนวณรากที่สองแบบประมาณที่เรารู้จักกัน จริง ๆ แล้ว ที่มาคือการที่เจ้าของที่ดีนยุคโบราณต้องการปกป้องกรรมสิทธิเหนือที่ดินของตัวเอง ด้วยการคำนวณพื้นที่ของที่ดิน โดยใช้เรขาคณิต เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีพีชคณิตหรือเลขคณิตใช้ (ผมเขียนถึงใน Rectangle Quadrature กับ Babylonian algorithm เล่าในบล็อกใบไม้ผลิ)