ภูเขาหินปะการัง ที่ดอยผากลอง จังหวัดแพร่

             “ไชโยๆ เราร่วมไชโยต้อนรับปีใหม่  ส่งปีเก่าแล้วเราเริงใจถึงวันปีใหม่เราต้องไชโย  พ้นไปแล้วปีเก่า..เริ่มชีวิตปีใหม่ที่แสนสดใส สดชื่นรื่นเริง  หลังจากงานเสร็จในวันสุดท้ายของปีเก่าที่ผ่านไป  ไม่ได้คิดเตรียมว่าจะมีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน  เพราะไม่อยากเจอรถที่ติดแน่นบนถนนและทุกหนทุกแห่งที่มีคนใจตรงกัน นั่นคือใช้วันหยุดยาวให้คุ้มค่าที่สุดกับการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและกลับภูมิลำเนา  แต่ใจที่มักเปลี่ยนได้จึงเกิดการท่องเที่ยวขึ้นจนได้ ระหว่างวันที่ ๑-๓ มกราคม ๒๕๕๒    “..แพ้หัวใจ” จนได้ ไม่เป็นไรอบอุ่นดีมีเพื่อนๆบนท้องถนน เขาเที่ยวเราก็เที่ยวเหมือนเขาไม่เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

          เมื่อใจมีการเปลี่ยนแปลง สมองก็สั่งการตามที่จิตส่วนลึกต้องการนั่นคือมุ่งสู่เวียงโกศัยและนันทบุรีนคร เพราะมีสถานที่หลายแห่งที่บันทึกไว้ในใจนานแล้วว่าต้องไปเที่ยวให้ได้ หลังจากที่แวะเวียนไปหลายครั้งหลายคราแล้วแต่ไม่มีโอกาสที่เหมาะ   เพิ่งสมใจก็ครานี้  จึงต้อง  “ตามฟ้าใสเมฆสวย..สู่เวียงโกศัย..ในวันเริ่มศกใหม่”

          วันที่ ๑ มกราคม  ๒๕๕๒ เวลา  ๐๙.๐๐ น. เลขกำลังสวย ออกจากเชียงใหม่ (ดีจัง..ได้ไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติบ้างเพราะเชียงใหม่ช่วงนี้แขกบ้านแขกเมืองเยอะมาก) รถค่อนข้างบางตาเพราะยังเป็นช่วงเช้าอยู่  คนส่วนใหญ่กำลังกลับจากการทำบุญ  สักพักไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ต้องรีบเปลี่ยนความคิดเพราะรถเริ่มหนาตาขึ้นอย่างรวดเร็ว  เป็นรถจากต่างจังหวัดทั้งนั้น ดูป้ายทะเบียนแล้ว“กรุงเทพมหานคร”มาเป็นอันดับหนึ่ง  ทั้งรถเก๋งและรถปิคอัพรวมทั้งรถโฟล์วีลรุ่นใหม่ๆคันใหญ่ๆที่มีอุปกรณ์พักค้างคืนบรรทุกเต็มหลังคาวิ่งเต็มถนนทั้งสวนกันและตามกัน  ที่ตามกันก็ทำให้คิดว่า เอ!..พวกเขาออกจากเชียงใหม่แล้วหรือ..หรือว่าคงมีเป้าหมายที่อื่นเช่นเรา  ผ่านตลาดทุ่งเกวียนที่ อ.ห้างฉัตร ลำปาง ตั้งใจจะซื้ออาหารและของขบเคี้ยว ต้องรีบเปลี่ยนใจเพราะรถไม่มีที่จอดเลย รถเต็มไปหมดแทบไม่มีหนทางแม้ทางเดินเล็กๆ จอดเบียดกันระเกะระกะไปหมด แวะปั๊มน้ำมันน่าจะดีกว่า

          ฟ้าใสจริงๆ เมฆก็สวย ขาวใส ดุจปุยฝ้าย ดูสะอาดกระจ่างตา  ฟังเพลงเพราะ ๆ ด้วย และที่ได้ยินติ๊ด ๆ มาเป็นระยะก็เป็นเสียง sms ของเพื่อนๆที่ส่งมาสวัสดีปีใหม่  แต่ยังไม่ได้ตอบเพราะต้องใช้เวลาในการพิมพ์ คิดจะยืมสำนวนของเพื่อนคนไหนก็ไม่ได้ก็เขาลงชื่อไว้ต่อท้าย จะหาวิธีลบก็ทำไม่เป็น..เฮ้อ รอแป๊บหนึ่งนะคะ เพื่อนๆที่รักทุกๆท่าน  ออกจากลำปางเข้าสู่ “เวียงโกศัย” เมืองแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป้าหมายของการตามฟ้าใสๆ เมฆสวยๆ มาในครานี้   ณ อำเภอลอง  เมืองหน้าด่านของนครแพร่นั่นเอง

                  

อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง  Doi Pa Klong National Park Thailand คือเป้าหมาย อยู่ติดถนนใหญ่หรือทางหลวงหมายเลข ๑๐๒๓  หากออกจากเชียงใหม่ไปที่ตั้งจะอยู่ทางซ้ายมือ ระหว่างกิโลเมตรที่ ๑๙-๒๐  สิ่งที่อยากเห็นมานานๆๆๆแล้ว คือ ภูเขาหินปะการัง Coral Mountain สมใจนึกแล้วคราวนี้ ก่อนจะผ่านด่านตรวจได้สอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ประจำอุทยาน รับทราบข้อมูลว่าให้ขับรถเข้าไปก่อน จอดไว้ ณ ที่จอด  แล้วเดินตามถนนที่ปูตัวหนอนไปประมาณ ๕๐๐ เมตร  จากนั้นจะเริ่มขึ้นเขาอีกประมาณมากกว่า ๓๐๐ เมตร มีบันไดเป็นช่วง ๆ  เมื่อขึ้นสู่ยอดสูงก็จะเป็นก้อนหินปะการัง ให้ขึ้นไปเรื่อยๆจะพบถ้ำผากลอง  ภูเขาหินปะการัง และดงตะแบก  ฟังดูแล้ว “สบายๆ” ก็ดูไม่ไกลนี่นา  มีรถปิคอัพจอดอยู่คันเดียว ป้ายทะเบียนแพร่   เอ๊ะ.. คนแพร่ก็มาเที่ยวแฮะ..บ้านตัวเองแท้ๆ  แต่เมื่อเดินสวนกันตามประสาคนชอบยิ้มชอบทักทายจึงทราบข้อมูลว่าเขาพาแขกต่างจังหวัดมาเที่ยว

                                          

              

เริ่มต้นที่ป้าย...มองหาถนนที่ปูตัวหนอนตามที่เจ้าหน้าที่บอก  มองไม่ค่อยเห็นเลย เพราะดูเก่ามาก มองผาดๆคล้ายดินมีแต่ใบไม้เกลื่อนปกคลุมอยู่ ดูด้วยสายตาแล้วคิดว่าน่าจะไม่ค่อยมีผู้คนมาเที่ยว เพราะไม่มีร่องรอยใหม่ๆเลย  ไม่มีเศษวัสดุอะไรที่บ่งบอกว่าคนมาเที่ยวและทิ้งร่องรอยไว้  ป่ายังคงเป็นป่าลึกอยู่  ดีเชียวละ..แบบนี้แหละที่ชอบ

เดิน..เดิน..เดิน  แกว่งแขนเต็มที่ เพราะอยากออกกำลังด้วย ไม่ได้ออกมานานแล้ว   ป่าไม้ร่มรื่นมากเป็นป่าเบญจพรรณ มีพันธุ์ไม้ที่รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง ที่อยู่สองข้างทางก็เป็นป่าไผ่  แวะเอามือไปจับๆ ดูเห็นรอยสลักอยู่หลายต้น ส่วนใหญ่เป็นภาษาของวัยรุ่นที่บอกความในใจ ใช้ภาษาแสลง ไม่ค่อยสุภาพจึงไม่เก็บภาพไว้ เมื่อพบครั้งหนึ่งแล้วตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบกอไผ่ใหม่ก็แวะเข้าไปเมียงมองแล้วก็เห็นอีก  เป็นคำพูดของผู้ชายเป็นส่วนใหญ่  ดูจากการลงวันที่แล้วปี ๒๕๔๘ ล่าสุด  แสดงว่าป่านี้แขกค่อนข้างมาเยือนน้อย   สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นสลับ เห็นกล้วยไม้ป่าหลายชนิด  แต่ไม่เห็นดอก คงไม่ใช่ฤดูของเขาละมัง เดิน..เดิน..เดิน แล้วก็เดิน เดิน เดิน  สุขจังเรา..

                                             

ไม่ได้มองดูนาฬิกาข้อมือว่าใช้เวลาเท่าไหร่  กว่าจะรู้สึกตัว..เอ๊ะ! เริ่มขึ้นเขาแล้วนี่ เพราะถนนตัวหนอนหายไปแล้วกลายเป็นถนนดินธรรมดาและเริ่มมีก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ มีร่องรอยเหยียบย่ำที่มีลักษณะคล้ายขั้นบันไดขึ้นสู่ที่สูง เป็นบันไดธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเดินของผู้คน   เดินไปอีกระยะหนึ่งก็เริ่มมีบันไดไม้เก่าๆ มีประมาณ ๒๐ ขั้นดูด้วย สายตาน่าจะมีอายุมากกว่า ๓ ปีขึ้นไป จากนั้นก็เป็นก้อนหินเดินขึ้นไปอีกก็มีบันไดไม้เก่าๆช่วงใหม่อีก เป็นอย่างนี้สลับกันไปเรื่อยๆ สูงขึ้นๆ   รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น   ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน รู้สึกว่าดีเหมือนกันที่เหงื่อออก นี่ขนาดไม่ได้วิ่ง เพียงแค่เดินเท่านั้น    ทำให้คิดถึงบทความที่เคยอ่านนานมาแล้วว่า..

 ณ หน้าผาบนภูเขาที่ประเทศกรีก มีตัวอักษรจารึกไว้ว่า “หากท่านปรารถนาความแข็งแกร่ง..จงวิ่ง หากท่านต้องการฉลาด..ก็จงวิ่ง และหากท่านต้องการความงาม..ก็จงวิ่งเช่นกัน”   ณ วันนี้ฉันจึงได้ให้ความแข็งแกร่งแก่ชีวิตของตัวเองแล้วเป็นของขวัญชีวิตในปีใหม่ เพราะฉันเดิน..เดิน..แล้วก็เดิน  ในหนังสือที่ฉันอ่านบอกว่าการเดินมีประโยชน์ต่อโรคความดันโลหิตและโรคตับแข็งหรือแม้แต่การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน การเดินที่ดีที่สุดต้องมีตัวเลข ๓ ตัวคือ ๓-๕-๗

         หมายถึง เดินให้ได้ครั้งละ ๓ กิโลเมตร  เวลา ๓๐ นาทีขึ้นไปดีที่สุด

         หมายถึง เดิน ๕ ครั้งในหนึ่งสัปดาห์

         หมายถึง ปริมาณการออกกำลังกายที่เหมาะสม คือร้อยละ ๗๐

ณ วันนี้ฉันจึงได้ออกกำลังกายด้วยการเดิน เสมือนดั่งได้ยาบำรุงกำลังที่แสนวิเศษในวันแรกของปีวัว

                                    

          หนทางยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทางเดินก็กลายเป็นหินปะการังที่ค่อนข้างน่ากลัว คือมีลักษณะแหลมคม ทำให้ต้องระมัดระวังในการเดินต้องหาช่องว่างเอาเท้าลงให้ปลอดภัย  ไม่เหยียบสุ่มสี่สุ่มห้า  จากการอ่านในแผ่นพับที่ขอจากเจ้าหน้าที่มาได้ความรู้ว่า  ภูหินปะการังหรือร่องหินแตก เป็นกลุ่มของแผ่นหินที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน อันเนื่องมาจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในอดีต เมื่อผิวหินปูนถูกน้ำฝนกัดเซาะเป็นเวลานาน จึงเกิดเป็นร่องแหลมคม แลดูคล้ายปะการังในทะเล และมีรูปทรงแตกต่างกันมากมาย   อึมม์..จริงๆด้วยดูแล้วเหมือนปะการังจริงๆ

                                    

         สิ่งที่วิเศษเป็นความสมดุลของธรรมชาติที่น่าทึ่ง ก็คือถึงแม้ว่าหินจะแข็งแกร่ง แต่ก็มีพันธุ์ไม้ขึ้นอาศัยอยู่ได้ ช่วยให้ก้อนหินดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างเหมาะเจาะและลงตัว   ฉันเพิ่งรู้ ณ ครั้งนี้เองว่าต้นจันทร์ผาที่เคยเห็นข้างล่าง(ไม่ใช่บนดอย)สามารถดำรงชีวิตอยู่บนก้อนหินก็ได้ด้วย  รากไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงแต่ในดินเท่านั้น  แต่ลอยอยู่บนอากาศและกอดเกี่ยวอยู่รอบๆก้อนหิน ราวกับว่าเราจะไม่พรากจากกันชั่วกาลนาน   มีพันธุ์ไม้อีกชนิดหนึ่งที่เพิ่งได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก คือ “มะยมฉัตร” ครั้งแรกนึกว่าเป็นผลไม้ป่า   แต่กลายเป็นกระบองเพชรชนิดหนึ่งต้นสูงชะลูด  แล้วแตกกิ่งก้านออกจากจุดเดียวกันเหมือนอะไรดีนะ..นึกไม่ออก คล้ายๆพลุ หรือคล้ายๆการจัดช่อดอกไม้ (ลองดูจากภาพนะคะ)  ลำต้นมีหนามแต่ไม่แหลมคม  ส่วนที่เป็นกิ่งยื่นออกไปถึงมีหนามแหลม    ต้นเล็กๆที่ขึ้นแทรกอยู่ตามซอกหินดูแล้วก็มีลักษณะเป็นต้นกระบองเพชรนั่นเอง   

                                 

          หลังจากเพลิดเพลินบันทึกภาพต้นมะยมฉัตรกับจันทร์ผาท่ามกลางก้อนหินแหลมๆ และสูงชัน เหลียวซ้ายแลขวาหาสะพานจะเดินต่อไม่มีอีกแล้ว  ค่อยๆไต่ขึ้นอย่างระมัดระวังกับความแหลมคมของหิน    พอพ้นจากก้อนหิน       โห..พบสะพานอีกแล้วบนยอดภูเขา เดิ่นข้ามสะพานอีก แล้วก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับภูเขาหินปะการังที่ยาวเหยียด     สวยจริงๆค่ะ..ซ้ายก็สวย..ขวาก็สวย  จะมองไปข้างหน้าหรือเหลียวมองย้อนหลัง   สวยค่ะ  ทุกมุมมอง ฟ้าก็สวย     เมฆก็สวย   พลอยพาให้ลืมอากาศที่ร้อนและแสงแดดที่แรงจ้าไปเลย  คุ้มเหนื่อยจริงๆ

                           

                                              ต้นไม้ที่จับไว้นั่นแหละค่ะ..มะยมฉัตร

           งดงามประทับใจจริงๆ กับ ภูเขาหินปะการัง Coral Mountain ยืนดื่มด่ำบันทึกภาพจริงไว้ดูทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง และบันทึกไว้ในหัวใจ เก็บไว้เป็นความทรงจำ..นานพอควร  จึงค่อยๆย่องไต่ลงเขา เริ่มรู้สึกเหนื่อย หลังจากชมความงดงามได้พบได้เห็นในสิ่งที่ต้องการแล้ว ความเหนื่อยก็จู่โจมเข้าหัวใจเลยเชียว  ต้องหยุดพักนั่งบนก้อนหินที่กว่าจะนั่งได้ต้องลุกต้องนั่งหลายเที่ยวทีเดียวเพราะความแหลมของก้อนหินที่ทิ่มแทง    พักหายเหนื่อยแล้วก็เดินทางลงจากยอดดอย  แบกความสุขเต็มหัวใจออกจากป่า..กลับ  ..ยังไม่กลับบ้านค่ะ  เป้าหมายต่อไป ดอยภูคา..ที่นันทบุรีนคร เพื่อชมความงามของดอกชมพูภูคา และซากุระบานบนดอย ในวันพรุ่งนี้..ไปเที่ยวกับ ศน.อ้วนอีกนะคะ  ขอบคุณสำหรับความสุขที่ได้รับในวันนี้   ขอบคุณธรรมชาติที่ยังคงความเป็นธรรมชาติให้ได้ชื่นชม   อะเมซิ่งเวียงโกศัย  ประเทศไทยสวยจริง.. สวัสดีค่ะ..

                                    

      

                                           

                                                      ..สวัสดีค่ะ..