การวิจัยเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมาก หากได้เพียงข้อสรุป หรือองค์ความรู้ใหม่ แต่ไม่มีการนำไปใช้ ก็ถือเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย ไม่คุ้มกับคุณค่าที่ได้ลงทุน ทั้งกำลังเงิน เวลา และกำลังความคิดของนักวิจัย..เรามาช่วยกันส่งเสริมให้มีการนำผลการวิจัยไปใช้กันอย่างจริงจัง จะดีไหม

การวิจัยส่วนใหญ่ เกิดจากความต้องการหรือความอยากรู้ อยากเห็นของนักวิจัย หลังจากดำเนินการวิจัยแล้วเสร็จ ก็อาจมีการเผยแพร่ผลงานวิจัย เช่น จัดทำเป็นบทความวิชาการเผยแพร่ผ่านวารสารต่าง  การนำเสนอต่อที่ประชุมสัมมนา  การมอบหรือให้ไว้สำหรับห้องสมุดเพื่อบริการผู้ที่สนใจ เป็นต้น .....จะอย่างไรก็ตาม มักมีการกล่าวว่า “งานวิจัยส่วนใหญ่มักเก็บไว้บนหิ้ง มีการนำไปใช้น้อยมาก”

การวิจัยเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมาก  หากผลการวิจัยได้เพียงข้อสรุป หรือองค์ความรู้ใหม่ แต่ไม่มีการนำไปใช้ ก็ถือเป็นการสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย....เรามาช่วยกันคิดดีไหม...ทำอย่างไรจึงจะเกิดการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์สมกับคุณค่าที่ได้ลงทุน ทั้งกำลังเงิน เวลา และกำลังความคิดของนักวิจัย

ในที่นี้ ผมจะขอเสนอแนวคิด หรือแนวทางในการส่งเสริม ผลักดันให้มีการนำผลการวิจัยไปใช้ ดังต่อไปนี้

1. ในกรณีของการวิจัยตามความต้องการขององค์กร หรือของหน่วยงานใด ๆ โดยมีการจัดทำ สัญญาจ้างนักวิจัยจากภายนอก(TOR)ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง  ในกรณีนี้ ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ที่ต้องการทราบผลการวิจัยและต้องการนำข้อมูล หรือสารสนเทศจากการวิจัยไปใช้อยู่แล้ว  ปัญหาในเรื่องการนำผลการวิจัยไปใช้จึงไม่น่าจะมีปัญหามากนัก...ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นบ้าง คือ เมื่ออ่านข้อสรุปจากการวิจัยแล้ว ไม่เข้าใจ เนื่องจากสรุปไม่ชัดเจน รวมทั้งข้อเสนอแนะจากการวิจัยก็ไม่คมชัด  ซึ่งทางออกในเรื่องนี้ อาจแก้ปัญหาดังนี้คือ 1) นักวิจัยควรทำการอภิปรายผลการวิจัย และ เสนอแนะทางเลือกในการนำผลการวิจัยไปใช้ในลักษณะที่เป็นทางเลือกหลากหลาย เพื่อหน่วยงานสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายลักษณะ  2) นักวิจัยควรจัดทำบทสรุปสำหรับผู้บริหาร ที่กระชับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย เห็นข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม  และ 3) หากเป็นไปได้ ก่อนจบการวิจัย อาจมีการจัดสัมมนาเสนอผลการวิจัยในกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งบุคลากรแกนนำขององค์กรผู้ว่าจ้าง ในลักษณะของการจัดสนทนากลุ่ม(Focus Group Discussion)ซึ่งนอกจากจะเป็นการเผยแพร่ข้อสรุปไปในตัวแล้ว ยังจะสามารถรวบรวมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากการประชุม ทำให้การสรุปผลการวิจัย การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ฉบับสมบูรณ์มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น ด้วย

2. การใช้กระบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม(Participatory Action Research...PAR)  ในกรณีนี้ นักวิจัย อาจเชิญกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายของการศึกษา นักวิชาการหรือแกนนำในองค์กรที่ต้องการทราบผลการวิจัย  หรือตัวแทนจากผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาร่วมในฐานะนักวิจัย(เป็นคณะผู้ร่วมวิจัย) หรือเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะ ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เข้าใจกระบวนการวิจัย เข้าใจอย่างลึกซึ้งในผลการวิจัย การอภิปรายผล รวมทั้งข้อเสนอแนะ ซึ่งจะมีผลอย่างยิ่งต่อการนำผลการวิจัยไปใช้

3. การจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไว้เพื่อการเผยแพร่ผลการวิจัย (ในขั้นของการวางแผนวิจัย) รวมทั้ง องค์กรที่เป็นแหล่งทุนทุนสนับสนุนการวิจัยก็ควรส่งเสริมการกระทำในลักษณะนี้ด้วย

4. การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องหรือน่าจะสนใจผลการวิจัย(Suspect Group) ซึ่งโดยปกติ นักวิจัยมักจะทราบว่า ผลการวิจัยเรื่องนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับองค์กรหรือกลุ่มเป้าหมายใดบ้าง ดังนั้น ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เห็นว่าน่าจะสนใจหรือน่าจะได้รับประโยชน์จากการวิจัยโดยตรง ไว้อย่างชัดเจน เมื่อเสร็จสิ้นการวิจัย ควรเผยแพร่ผลการวิจัยไปยังกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น(อาจมีองค์กรกลางทำหน้าที่แทนนักวิจัย เช่น ฝ่าย/ศูนย์ที่ทำหน้าที่แปลงผลิตภัณฑ์หรือผลงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง หรือ สู่กลุ่มเป้าหมาย)

5. การจัดให้มีตลาดนัดนักวิจัยสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อนำเสนอผลการวิจัยในรอบปี ในกรณีของตลาดนัดในรูปแบบของการประชุมทางวิชาการ ควรมีปฏิทินตลาดนัดอย่างชัดเจนทุกปี เช่น ในสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายน ทุกปี(ให้เป็นที่รับทราบตรงกันระหว่างนักวิจัยและผู้สนใจ)

อนึ่ง อาจมีตลาดนัดในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การจัดทำเว็บไซด์เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัยและผู้สนใจในสาขาวิชาเดียวกัน ผู้สนใจผลการวิจัยใหม่ ๆ ในสาขาวิชาต่าง ๆ สามารถเข้ามาศึกษาได้ที่นี่ ในกรณีนี้ ต้องมีหน่วยงานกลางเป็นผู้ดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)

6. การจัดทำฐานข้อมูลผลงานวิจัยสาขาวิชาต่าง ๆ ไว้ในแหล่งสืบค้นเดียวกัน มีการคัดกรองผลงานวิจัยแล้วรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลเพื่อสะดวกแก่การสืบค้น ซึ่งควรจัดทำในลักษณะฐานข้อมูลเว็บไซด์

อาจจัดให้มีระบบลงทะเบียนสมาชิกผู้สนใจงานวิจัย โดยสมาชิกทุกคนต้องระบุลักษณะผลงานวิจัย หรือสาขาวิชาที่สนใจอย่างชัดเจน เมื่อมีผลงานวิจัยใหม่ ๆ สมาชิกกลุ่มนี้จะได้รับทราบทันที จากระบบเผยแพร่ของหน่วยงานกลาง(เช่น วช.)

7. การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ ส่งเสริมให้องค์กรเป็น“องค์กรแห่งการเรียนรู้” ที่มีการบริโภคผลงานวิจัยประกอบการตัดสินใจตลอดเวลา ดูที่          http://gotoknow.org/blog/sup003/181628  เรื่อง การนำเสนอผลการวิจัยต่อที่ประชุมปกติขององค์กร    หรือที่                  

http://gotoknow.org/blog/sup003/231973  เรื่อง บอร์ดบริหาร..กับ...การตัดสินใจโดยใช้สารสนเทศเป็นฐาน