ปุจฉา...?
อ่านตัวอย่างที่ยกมา คิดว่าพอเข้าใจ
ว่าที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นี้ก็เป็นแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) พอเข้าใจว่า
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นไปได้หลายทาง
ที่ถูกต้องทางโลกคือไปแล้วก็พบ
แต่การไปนั้นอาจถูกต้องทางโลก และหรือทางธรรม หรือถูกทางโลกและไม่ถูกทางธรรม ไม่เข้าใจ
ในเมื่อถูกต้องทางโลกแล้ว ไม่ถูกต้องทางธรรมอย่างไร หรือถูกอย่างไร...?
(คำถามจากบันทึก... การปฏิบัติ "วิปัสสนา..." )
วิสัชนา...
ถูกทางโลกนั่นเรียกว่า "ถูกใจ"
ถูกทางธรรมนั่นเรียกว่า "ถูกต้อง..."
คนเราถูกใจก็ว่าดี ไม่ถูกใจก็ว่า "ไม่ดี..."
ความถูกต้องนั้นอยู่นอกเหนือจากความดีและความไม่ดี ความถูกต้องนั้นจึงไม่ถูกใจ...
เอ่... พูดแบบนี้จะเป็นปรัชญาไปหรือเปล่าและงงมากขึ้นหรือเปล่าน๊อ...?
ยกตัวอย่างดีกว่าเน๊อะ
ที่ท่านอาจารย์พูดเสมอก็คือ "ต้องไม่ทะเลาะกัน" คนที่ทะเลาะกันนั้นผิดทั้งคู่
เวลาคนจะทะเลาะกันก็จะหาเหตุหาผลมาทะเลาะกัน เจ้าเหตุผลนี่เป็นความถูกต้องในทางโลก แต่ความเมตตากัน การให้อภัยซึ่งกันและกันซึ่งจะนำมาซึ่งความสงบนั้นคือความถูกต้องในทางธรรม
คนเราไม่ถึงร้อยปีก็ตายแล้ว จะโกรธ จะเคืองกันไปทำไมเน๊อะ ถ้าคิดและทำแบบนี้ได้ถึงว่าเป็นการถูกต้องในทางธรรม
อื่ม... แล้วจะยอมให้เขาว่าเหรอ ฉันก็มีเหตุผลของฉันนะ ไม่ยอม ไม่ยอม
อันนี้ก็ทำได้นะ เถียงได้นะ แก้ตัว แก้ต่างได้ หากภูมิธรรมในจิตในใจของเรามีถึงขั้น
คือ มีความอดทนอย่างเพียงพอ และจิตนั้นนิ่งพอ คือ ไม่กระเพื่อมเลยในระหว่างการถกเถียงหรือชี้แจง
เพราะหากจิตกระเพื่อมแม้เพียงนิด นั่นก็ "บาป" แล้ว เป็นกรรมแล้ว
บาปอย่างไร เป็นกรรมอย่างไร...?
บาปนั้นคือทุกข์ที่ได้รับจากจิตจากจิตที่กระเพื่อม
คนเรานั้นถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิครั้งหนึ่งจิตก็กระเพื่อมพอแล้ว ถ้าหากถกเถียงอีก จิตก็กระเพื่อมซ้ำอีก
เพื่อจิตกระเพื่อม โดยเฉพาะกระเพื่อมเพราะความโกรธ
ความโกรธนั้นจะทำให้ระบบร่างกาย และระบบจิตใจรวนไปหมด และนั้นคือ "กรรม"
หัวใจ ตับ ปอด ม้าม สมอง ระบบเลือดทั้งหลายก็จะกลับกลายผิดปกติจนเกิดโรค เกิดภัยตามมา
สิ่งเหล่านี้คือบาปและกรรมที่เราจะได้จากการได้มาซึ่งความถูกต้องในทางโลก
ถ้าในทางธรรม "โลกธรรม" จบลงแล้วเมื่อ "ปล่อยวาง..."
หากเราถูกด่าว่า "หมา" เราหันกลับไปดูว่าก้นเราไม่มีหาง นั่นก็คือเราไม่ใช่หมา แค่นั้นก็ "จบ..."
หรืออีกเรื่องหนึ่ง
ตอนงานกฐิน ท่านอาจารย์จะให้เกียรติข้าราชการหรือหน่วยงานทั้งหลายมีโอกาสยกพานพุ่มให้เป็นเกียรติกับเขา เพราะตอนที่เราทำงาน เช่นก่อสร้างเมรุ หรือติดต่องานจะได้สะดวก ไม่มีปัญหา
ตอนแรกเราก็ขัดใจนิด ๆ ว่า ทำไมต้องให้เกียรติหน่วยงานราชการด้วยนะ เขาไม่เห็นจะมาทำอะไรให้เราเลย ไปเรื่องสมมติทั้งนั้น (ช่วยก็ไม่ช่วย เฮ้อ...)
แต่ครูบาอาจารย์ท่านมีปัญญา ท่านสอนเราให้รู้จักทำงานด้วยความถูกต้องทั้งทางโลกและทางธรรม
งานกฐินของเราก็ถูกต้องในทางธรรมแล้ว ไม่เน้นสตางค์ ไม่มีเหล้า ไม่มียา ไม่มีงานสังสรรค์ เอิกเริก เน้นความร่วมมือ ความสามัคคี อันนี้ก็ถูกต้องแล้วในทางธรรม
แต่ในทางโลกนั้น เราต้องทำให้ถูกต้องด้วย เพราะการที่วัดจะอยู่ได้อย่างสงบนั้น ชาวบ้าน บุคคลรอบข้าง หน่วยงานราชการ ต้องมีส่วนร่วมคิด ร่วมสร้าง และโดยเฉพาะไม่ขัดขวางในการก่อสร้างและศาสนกิจต่าง ๆ
ถ้าหากเขาคอยขัดเราอยู่เรื่อย (ไม่ให้เกียรติชั้นเหรอ ไม่เห็นหัวชั้นเหรอ) ญาติโยมเองก็จะมีปัญหา คือ ไม่สะดวกใจที่จะเข้าวัด หรืออาจไม่มีวัดที่จะเข้า เพราะเขาจะหาเรื่องเราอยู่เรื่อย
เมื่อญาติโยมทุกข์กาย ทุกข์ใจ มีปัญหาก็จะไม่มีที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ
การทำให้เกิดความถูกต้องทางโลกนั้น จึงก่อผลประโยชน์ให้เกิดความสะดวกในทางธรรมได้
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง
เมรุที่เราสร้างนั้น ปกติวัดเราจะไม่มีการเดินวนสามรอบเหมือนวัดอื่นเขา แต่ทว่าท่านอาจารย์ก็เมตตากันพื้นที่ให้พอเดินรอบได้ เพื่อที่ญาติโยมที่ติดอกติดใจ ถ้าไม่ได้เวียนสามรอบแล้วจะนอนตายตาไม่หลับ อันนี้ท่านก็ทำไว้ให้ "เวียนก็เวียน..."
แถมอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งอันนี้ยังไม่ได้คำตอบนะ
วันที่มีการเผาศพครั้งแรก ท่านอาจารย์ให้เราไปเอากระถางธูปที่มีคนมาถวายไว้สองใบใบ ท่านบอกว่าให้มาจุดไว้ที่ซุ้มประตูตรงที่มีพระพุทธรูปอยู่ ท่านบอกว่า "บูชาพระพุทธเจ้า"
เราก็งง ๆ เพราะตั้งแต่บวชมา ยังไม่เคยจุดธูปบูชาพระพุทธเจ้าสักที แล้วที่วัดนี้ก็ไม่ได้จุดธูปกัน (มีแต่จุดธูปไล่ยุง)
แต่ท่านให้เราทำก็ทำ แต่ก็ไม่รู้ว่าให้ทำทำไม
นั่นก็เถอะ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะหาคำตอบ เพราะสิ่งที่ท่านสั่งนั้นเป็นเรื่อง "นอกเหตุเหนือผล"
เรามีหน้าที่ทำตามคำสั่ง ท่านสั่งให้ทำก็ทำ ทำตัวเองให้เป็นดั่งตุ๊กตาที่หายใจได้...
ตอบยาวหน่อยนะ ท่านผู้ถามจะได้คำตอบตรง ครบ ถูกต้องทั้งทางโลก ถูกต้องทั้งทางธรรมหรือไม่น๊อ...?
