เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

มีความความเข้าใจว่า เพราะพระอรหันต์ท่านมีสติที่ไวมาก สามารถ สกัดผัสสะได้ทันก่อนที่จะเกิดเป็นเวทนา กิเลส ตัณหา อุปาทาน พระอรหันต์ท่านจึงไม่มีความรู้สึกทางลบจากการถูกกระทำนั้น

ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นการเข้าใจในเรื่องหลักอิทัปปัจจยตา ที่คลาดเคลื่อน ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหลักการที่สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ตามวลีที่เราได้ยินกันอยู่เสมอ ๆ ว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ

เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี.... เรื่อยไปจนถึง ภพ ชาติ ชรามรณ และ กองทุกข์ทั้งปวง

พระอรหันต์ ท่านถือว่าเป็นอริยบุคคลขั้นสูงสุด เป็นอริยบุคคลที่จบกิจแล้ว หลุดพ้นแล้วจากสังสารวัฎได้แล้ว เป็นผู้ถอนหมดแล้วซึ่งสัญโญชน์ทั้ง 10 ที่รวมถึงอวิชชา ด้วย

เมื่ออวิชชาดับ สังขารจึงดับ เมื่อสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ..... เรื่อยไปจน ภพ ชาติ ชรา มรณ ดับหมด แล้วอย่างนี้พระอรหันต์ท่านจะยังมีผัสสะ เวทนา ได้อย่างไรกัน เมื่ออวิชชาดับแล้ว วัฏฏสงสารเป็นอันสิ้นสุด ถึงแล้วซึ่งนิพพาน ไม่วนเวียนกลับมาอีก

ฟังอย่างนี้หลายท่านอาจสงสัยต่อไปอีกว่า เมื่อท่านไม่มีผัสสะ แสดงว่าพระอรหันต์ท่านไม่มีความรู้สึกหลงเหลืออยู่หรืออย่างไร ท่านก็ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่เจ็บปวดหรือ
คำตอบเรื่องนี้ก็เพราะเรายังยึด ความมีอยู่แห่งตัวตนหรืออัตตา อยู่นั่นเอง ทั้งที่จริงพระพุทธเจ้าท่านพร่ำสอนเรื่องอนัตตา ซึ่งแม้แต่ขันธ์ ทั้ง 5 ก็เป็นเพียงมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง หาใช่มีตัวตนเป็นขันธ์ ๆ ไม่ แต่เมื่อใดมีอุปาทานในขันธ์ 5 นั่นแหละกองทุกข์ทั้งปวงจึงปรากฎ

เมื่อ ไม่มีอวิชชา จึงไม่มีสังขาร วิญญาณก็ไม่มีที่ตั้ง สำหรับพระอรหันต์ เมื่อตากระทบกับรูป ไม่เกิดผัสสะ ท่านจึงไม่เห็นว่าเป็น สัตว์ บุคคล ท่านเห็นแต่สภาวธรรมที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง รัก ชอบ ชัง จึงไม่เกิด เมื่อเวทนาไม่เกิด กองทุกข์ก็ดับ กรรมใด ๆ ของท่านย่อมหมด การกระทำใด ๆ ของท่าน ล้วนเป็นสัมมากัมมันตะ การพูดใด ๆ ของท่านล้วนเป็นสัมมาวาจา .... ฯลฯ สิ่งใดที่ชาวโลกพูดกัน ท่านก็กล่าวคำสมมติของชาวโลกแต่ท่านไม่ยึดติด

การกล่าวว่าพระอรหันต์ท่านสกัดผัสสะได้ทัน ย่อมเป็นการดึงพระอรหันต์เข้ามาอยู่ในสังสารวัฏอีก ทั้งที่ท่านพ้นไปแล้ว แต่แน่นอนสำหรับเสขะบุคคลที่ยังมีอวิชชา การสกัดทุกข์ทั้งปวง ย่อมอาศัยสติที่ผ่านการอบรม สกัดให้ทันเมื่อผัสสะ พิจารณาเห็นกายในกายอันเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง เห็นเวทนาในเวทนาที่เกิดจากผัสสะ พิจารณาเห็นจิตในจิตจากตัณหาที่ก่อขึ้น เห็นธรรมในธรรมที่เกิดแล้วดับ อันเป็นไตรลักษณ์แล้ว นี่จึงจะสามารถกำจัดอภิชาและโทมนัส ได้ หากเมื่อโยนิโสมนสิการจากจิตที่ความตั้งมั่น จนเกิดความหน่าย จางคลาย หมดความยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละคือความปรากฎขึ้นของสัมมาญานและสัมมวิมุตติ ภพ ชาติ ทั้งปวง เป็นอันสิ้นสุด

การพิจารณาหลักหลักปฏิจจสมุปบาท จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจด้วยการตรึกนึกคิด ซึ่งพระพุทธองค์เคยตรัสเตือนพระอานนท์ เมื่อพระอานนท์กล่าวว่า

“อัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า คือปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้งเพียงไร ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ปรากฏเหมือนเป็นธรรมง่ายๆแก่ข้าพระองค์ ฯ”


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ ดูกรอานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนี้ ดูกรอานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นธรรมลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ ไม่ตรัสรู้ ไม่แทงตลอดธรรมนี้ หมู่สัตว์นี้จึงเป็นเหมือน
เส้นด้ายที่ยุ่ง เป็นเหมือนกลุ่มเส้นด้ายที่เป็นปม เป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ย่อมไม่ผ่านพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต”


ดังนั้นอย่าไปเหมารวมว่าพระอรหันต์ท่านมีสติไวมากจนสกัดผัสสะได้ทันเลย ท่านดับตั้งแต่อวิชชาแล้ว ใยจะมีผัสสะมาให้สกัดได้อีกเล่า