โทรทัศน์สีเครื่องแรกของอำเภอหนองบัว ดูเหมือนว่าประมาณปี 2515 หนองบัวก็เริ่มมีโทรทัศน์สีเป็นเครื่องแรก ผู้ที่มีโทรทัศน์สีเป็นเครื่องแรกของหนองบัวก็คือร้านขายยาช้างทองเภสัช ซึ่ง ณ เวลานั้น อยู่ข้างตลาดสดหนองบัว และต่อมาก็ขยับขยายไปที่อื่น และเป็นธรรมดา ในเวลานั้น ชาวบ้านยังไม่ค่อยมีสื่อโทรทัศน์
ดังนั้น ไม่ว่าใครจะมีโทรทัศน์สีหรือขาวดำ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องแบ่งปันให้กับผู้คนรอบข้างไปด้วยกรายๆ เนื่องจากพอตกเย็นผู้คนก็จะไปรวมกลุ่มอยู่หน้าร้าน รุมดูโทรทัศน์ จนในที่สุด ก็ต้องยกออกมาวางที่หน้าร้าน เหมือนกลายเป็นโทรทัศน์สาธารณะไปเลย นึกๆดูก็จะเห็นถึงชีวิตความเป็นชุมชนที่อบอุ่นและเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันของชุมชน
ร้านตาเอี๋ยม ร้านหนังสือ สินค้าความรู้และสินค้าทางปัญญาแห่งแรกของหนองบัว อำเภอหนองบัวเริ่มมีร้านหนังสืออย่างเป็นกิจลักษณะเป็นแห่งแรกคือร้านตาเอี๋ยม อยู่ข้างตลาดสดหนองบัวเช่นกัน ขายหนังสือและจัดระบบการรับเป็นสมาชิกด้วย พ่อผมสมัครเป็นสมาชิกหนังสือให้พวกผมอ่านหลายเล่มก็จากร้านตาเอี๋ยมนี่เอง คือ หนังสือเด็กก้าวหน้า ชัยพฤกษ์ หนูจ๋า อมยิ้ม ซึ่งเมื่อผมไปรับมาแล้ว เพื่อนๆและเด็กๆในหมู่บ้าน ก็จะมาป้วนเปี้ยนรออ่านหนังสือกันอยู่ที่บ้านผมไปด้วย
น้ำบ่อทราย สระหลวงพ่ออ๋อย หนองบัวเป็นอำเภอที่กันดารมาแต่ไหนแต่ไร แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคเท่าที่มีอยู่จึงเป็นปัจจัยชีวิตส่วนรวมที่มีบทบาทขับเคลื่อนความเป็นสังคมท้องถิ่น และการจัดการชีวิตและความเป็นอยู่ด้วยกันอย่างมีส่วนร่วมอันแท้จริง น้ำบ่อทรายและสระวัดหนองกลับ ซึ่งคนท้องถิ่นมักเรียกว่า วัดหลวงพ่ออ๋อย เป็นแหล่งน้ำที่คนในตัวอำเภอต่างใช้สอยร่วมกัน ทำให้เกิดรถเข็นน้ำ ซึ่งเรียกว่า 'รถลุน หรือรถสาลี่' และกลุ่มคนรับจ้างเข็นน้ำ แพร่หลายไปทั่วอำเภอหนองบัว
รถเข็นคันหนึ่งก็จะมีปี๊บใส่น้ำ 8-12 ใบ ทำให้ข้างๆ และโดยรอบสระ มีกิจกรรมเศรษฐกิจชุมชนต่อเนื่อง เช่น ร้านปะยางรถ ร้านปะและบัดกรีปี๊บ ซึ่งได้กลายเป็นร้านทำหน่อไม้อัดปี๊บไปด้วย และเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในหนองบัว อยู่ตรงข้ามบ้านอัยการประเวศ รักษพล ข้างเกาะลอยและข้างต้นมะขามโบราณต้นใหญ่ที่สุดของหนองบัว
ความกันดารและการขาดแคลนน้ำ เป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่งของอำเภอหนองบัวมากระทั่งปัจจุบัน
เรือเครื่องโดยสาร หนองบัว-ชุมแสง ในปัจจุบัน หากมีผู้กล่าวว่า หนองบัวในอดีต มีเรือโดยสารแล่นระหว่างหนองบัว-ชุมแสง ผู้คนต้องไม่เชื่อและยากที่จะจินตนาการได้ว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่มีจริงๆ โดยก่อนยุคที่จะมีรถเมล์ เมื่อถึงหน้าน้ำหลาก หนองบัวก็จะมีน้ำบ่าท่วม เจิ่งนองและไหลล่องลงไปทางใต้ ยิ่งใกล้ถึงอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร ก็จะยิ่งกลายเป็นที่ลุ่มและน้ำท่วมสูง ผู้คนท้องถิ่นจึงสามารถแล่นเรือโดยสารได้จากหนองบัว-ชุมแสง เป็นการสัญจรที่สะดวกและมีประสิทธิภาพที่สุด กระทั่งมีรถประจำทางในช่วงทศวรรษ 2510
ห้วยน้อยและห้วยปลาเน่า ในช่วงประมาณทศวรษ 2510 นั้น ตัวอำเภอหนองบัวยังแคบมาก บริเวณที่เป็นหัวถนนและศูนย์การค้าธารบัวสวรรค์ในปัจุบันนั้น ยังคงเป็นย่านหมู่บ้านและคอกวัวของชาวบ้าน พ้นทางที่ซึ่งเป็นไปรษณีย์ในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นท้องนา และเชื่อมต่อกับที่ราบลุ่มซึ่งเรียกว่าห้วยน้อยและห้วยปลาเน่า ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นแหล่งอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของท้องถิ่นในอดีต
ห้วยน้อยและห้วยปลาเน่า เป็นแหล่งอาหาร มีแมกไม้ และผักปลาที่มากับน้ำ เช่น เทา ไข่ผำ ผักแว่น มากมาย ปลาและสัตว์น้ำชุกชุมเป็นที่สุด ชาวบ้านจากทุกสารทิศของชุมชนโดยรอบ มักพากันไปตั้งเพิงจับปลา ใช้เวลาเพียงจ้าวละวัน-สองวัน ก็กลับไปเป็นพะเรอเกวียน ทั้งปลาย่าง ปลาเป็นๆ ปลาหมักที่เตรียมนำกลับไปทำปลาร้าปลาจ่อม
ปัจจุบัน มีการศึกษาวิจัยและพบว่า เทาและไข่ผำ เป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูง และเป็นแหล่งอาหารในธรรมชาติ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความสมดุลของระบบนิเวศน์ในท้องถิ่นนั้นๆด้วย ที่ซึ่งมีเทาและไข่ผำให้หากินได้อยู่ จะสะท้อนให้รู้ว่า ชาวบ้านและชุมชนยังสามารถดูแลรักษาให้สภาพแวดล้อมมีความสมดุลเพียงพอ ไม่มีสารเคมีและสิ่งปนเปื้อนในระบบนิเวศน์ในระดับที่เป็นอันตราย
นอกจากนี้ ห้วยน้อยและห้วยปลาเน่ามีความเป็นแอ่งและที่ราบลุ่มน้ำขังยาวนาน ทำให้มีต้นกกมากมาย จึงเป็นแหล่งเก็บเกี่ยวต้นกกแบบได้เปล่าในแหล่งธรรมชาติ ก่อเกิดวัฒนธรรมการทอเสื่อและต่ำสาด ควบคู่ไปกับการทอผ้าใช้เองของชาวบ้าน ซึ่งเพิ่งจะซาและหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อสิบกว่าปีมานี้ หลังจากสภาพความเป็นแอ่งน้ำของห้วยน้อยและห้วยปลาเน่าหายไป
ป่าช้าวัดหนองกลับ ปัจจุบัน ด้านหน้า ตรงข้ามซุ้มประตูวัดหนองกลับหรือวัดหลวงพ่ออ๋อย ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของความเป็นชุมชน อำเภอหนองบัวอยู่นั้น ผู้คนอาจจะเห็นว่ามีธนาคารกสิกร ย่านอาคารพาณิชย์ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ห้องแสดงสินค้า และที่อยู่อาศัยหนาแน่น เหมือนกับเป็นใจกลางของตัวอำเภอแห่งหนึ่งเลยทีเดียว
ทว่า หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมาแล้ว บริเวณดังกล่าวนั้น เป็นป่าช้าฝังศพทั้งของชาวไทยและชาวไทยจีน ป่าละเมาะ ดงต้นพุดทรา และทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวควายของชาวบ้าน บรรยากาศเปลี่ยวและน่ากลัวทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อถึงหน้างานประจำปีของวัดหนองกลับ ก็จะถูกปรับสถานที่ให้เป็นที่ฉายหนังกลางแปลง โรงลิเก ร้านหมอลำ และกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ณ เวลานั้น ไม่มีทางที่จะจินตนาการออกได้เลยว่าจะมีสภาพความเป็นชุมชนเมืองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ต่อมา ประมาณในช่วงย่างเข้าสู่ทศวรรษ 2520 จึงมีงานรื้อป่าช้า โดยทำพิธีแบบชาวจีนผสมผสานไปทั้งพราหมณ์ พุทธ และไสยศาสตร์ มีซินแสและคนเข้าทรง คอยวิ่งชี้แหล่งที่มีกระดูกและศพฝังอยู่ แล้วชาวบ้านก็จะช่วยกันขุดขึ้นมาทำพิธีขอขมาและทำบุญให้ ซึ่งพบกระดูกมากมาย หลังจากนั้นจึงเริ่มพัฒนาการเป็นย่านชุมชนเมืองดังที่เห็นในปัจจุบัน
สามล้อถีบหนองบัว ชุมชนอำเภอหนองบัวในอดีต อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย การสัญจรในท้องถิ่นที่มีบทบาทก่อนที่จะมีมอเตอร์ไซค์คิวและรถสองแถวก็คือ สามล้อถีบ ซึ่งวิ่งรับส่งผู้โดยสารไปทั่วตัวอำเภอ และเส้นทางที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริการสาธารณะก็คือการวิ่งรับ-ส่งผู้ป่วยและญาติ ตลอดจนผู้ที่ไปโรงพยาบาลกับคิวรถต่างๆในตัวตลาด ซึ่งจะใช้การถีบเป็นระยะทาง 1-2 กิโลเมตร
ครอบครัวเพื่อนผม ก็มีสามล้อถีบด้วย คือ ครอบครัวพ่อโน้ม-แม่มาลัย ซึ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่ของอรุณ โลหเวช ซึ่งในขณะเรียนหนังสือกันที่หนองคอกนั้น อรุณ หรือชื่อเล่นว่าน้อย เมื่อเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็ช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการถีบสามล้อ ซึ่งผมและเพื่อนๆเคยขอทดลองถีบ ก็รู้สึกหนักและถีบยากเป็นที่สุด ดูเหมือนว่าน่าจะง่ายกว่าถีบจักรยาน ทว่า หากถีบไม่เป็นแล้ว กลับหงายท้องและคว่ำเทกระจาดอย่างง่ายดาย คนถีบสามล้อจึงใช้ทักษะสูงและร่างกายต้องแกร่งอย่างยิ่ง
ครอบครัวของอรุณเป็นคริสเตียนและนับพวกเราเป็นลูกๆไปด้วยทั้งหมด อรุณนั้น เป็นเพื่อนสนิทที่รักใคร่กับผมและครอบครัวของผมมากที่สุดคนหนึ่ง ต่อมาก็ศึกษาต่อจนจบมหาวิทยาลัย สาขาภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร และหลังจากนั้นก็ได้ทุนการศึกษา และปัจจุบัน ท่านเป็นบาดหลวง ดูเหมือนว่าอยู่แถวภาคเหนือ และไม่เคยได้เจอกันเลยนับแต่แยกย้ายจากกันเมื่อจบหนองคอก.
สวัสดีครับ
ผมผ่านหนองบัวทุกครั้งที่ผ่านไปกลับบ้านครับ
สวัสดีครับคุณหมอ จากปาย ผ่านหนองบัว แล้วข้ามฟากไปบ้านคุณหมอนี่ เรียกว่าเดินทางข้ามฟากประเทศทุกครั้งที่กลับบ้านเลยนะนี่นะ ประสบการณ์ชีวิตดีจังเลยนะครับ
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์
ประวัติวัดหนองกลับ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์
เรือเครื่องโดยสาร หนองบัว-ชุมแสง
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
กราบนมัสการด้วยความเคารพ
การลงแขกเกี่ยวข้าวของชาวบ้านชุมชนหนองบัว
ภาพประกอบวาดโดย : ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์
การลงแขกเกี่ยวข้าวของชาวบ้านทั้งชุมชนหนองบัวและโดยรอบ เป็นการระดมน้ำใจและการเอาแรงที่มีพลังมหาศาล ชาวบ้านจะดาหน้าและจัดวางตนเองโดยอัตโนมัติระดมพลังเดินหน้าเกี่ยวข้าวไปพร้อมกัน
แต่ละคนจะรับผิดชอบด้านหน้าตนเองและซ้ายขวาออกไปประมาณข้างละเมตรพอเอื้อมแขนและโน้มตัวไปถึง มีการพูดคุย กระเซ้าเย้าแหย่ เล่นปฏิภาณกัน บางคนอยากจะร้องเพลง ก็ร้องอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นที่สนุกสนาน
แต่ละไร่ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ แต่ละจ้าวก็จะลงแขกและเอาแรงเกี่ยวข้าวไม่กี่วันก็เสร็จ นับว่าเป็นวัฒนธรรมการจัดการชุมชนการผลิตที่มีพลังมากจริงๆ
ในภาพเป็นห้วยน้อยและสะพานหนึ่งหรือสะพานห้วยน้อย อยู่ใกล้กับบ้านป่ารังที่แลเห็นลิบๆในภาพ แต่เดิมนั้นบริเวณห้วยน้อยเป็นที่ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มาก ปลาและอาหารที่มากับน้ำมีอย่างมากมาย ชาวบ้านทั้งหนองบัว ป่ารัง บ้านรังย้อย บ้านตาลิน และโดยรอบ สามารถไปหาปลาในบริเวณนี้
หน้าน้ำทรง เพียงลงอวนลากเที่ยวเดียว ก็จะได้ปลาซิวปลาสร้อยทำน้ำปลา-ปลาจ่อม ได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งหน้าแล้ง ก็เป็นที่เดียวที่มีเขียดมากมายกระทั่งสามารถใช้อวนลาก ลากเตี้ยๆไปบนผืนดิน เขียดก็จะกระโดดขึ้นไปติดอวนมากมาย
ข้างสะพานจะมีต้นโพธิ์และต้นไทรอยู่ริมถนน อีกด้านหนึ่งก็มีต้นมะม่วงป่าขนาดใหญ่ ออกลูกดกและมีนกป่ากับกระแต-กระรอกมากิน แต่คนกินไม่ได้เพราะเปรี้ยวจัดและมียางมาก
ตรงสะพานซึ่งมีน้ำไหลและเป็นแอ่งน้ำ พื้นที่ลึกมากกว่าแหล่งอื่น จึงไม่สามารถปลูกข้าวได้ จึงจะมีกกและพืชน้ำมากมาย ชาวบ้านในท้องถิ่นก็จะมาเกี่ยวต้นกกเพื่อนำไปทำเสื่อและสาด ในอดีตนั้น การทำเสื่อ สาด ทอผ้า และเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งการปลูกฝ้าย ปั่นฝ้าย และปั่นนุ่น เป็นทักษะพื้นบ้านที่ใครๆก็ทำเป็น เด็กๆก็มีโอกาสเรียนรู้และทำเองได้
ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นสะพานคอนกรีตแล้ว และตัวเมืองหนองบัวก็ขยายออกไปจนเกือบถึงบริเวณนี้ สภาพโดยรอบจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นชุมชนเมือง มีโรงสีข้าว ที่พักอาศัยและแหล่งประกอบกิจการที่ขยายออกไปจากตัวอำเภอ
สวัสดีค่ะ
โรงเรียนอุตรดิตถ์แวะมาศึกษาข้อมูลอันน่าทรงจำของชาวหนองบัวด้วยครับ
น่าสนใจมากทีเดียว เหมือนกับได้ย้อนอดีตไปสู่ยุคเก่าๆ (ร่วมรุ่น ร่วมสมัยเหมือนกันครับท่านวิรัตน์)
อรุณสวัสดิ์ค่ะ
ด้วยความยินดีครับ
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
คนห้วยปลาเน่า ขอรายงานตัวครับ
สมัยเด็ก ๆ ในคลองห้วยปลาเน่า ( หลังบ้าน) เห็นคนมาหาปลากันเยอะจริง ๆ อย่างที่อาจารย์ว่าไว้ มาจากหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะลาวโซ่ง หรือไททรงดำจากบ้านน้ำสาดเหนือ - น้ำสาดกลาง มาเป็นกลุ่ม ๆและมากันเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงสูงอายุ คนพวกนี้เวลาเขาพูดกัน ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ......ทำทรงผมแปลก ๆ.......ไว้ผมยาวแล้วรวบผมทั้งหมดมาขมวดไว้ตรงกระหม่อม.........มีสวิงเป็นเครื่องมือ สำหรับใช้ช้อนกุ้งและตักปลา ต้องยอมรับว่าคนเผ่าพันธุ์นี้ เป็นสุดยอดฝีมือในการหาปลาจริง ๆ ครับ
ห้วยปลาเน่านั้น นอกจากเป็นที่ลุ่มคอยรับน้ำจากห้วยน้อยแล้ว ยังมีคลองน้ำสาดซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในพื้นที่อำเภอหนองไผ่ และอำเภอบึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ด้วย คลองน้ำสาดนี้จะไหลผ่านหนองไผ่ - ร่องดู่ - น้ำสาดเหนือ - ห้วยด้วน - บ้านน้อย - น้ำสาดกลาง - ป่าเรไร - โคกมะกอก (ตำนานกลองยาวของตาห่วง) - ห้วยปลาเน่า (ตอนกลาง ๆ ระหว่างห้วยปลาเน่าเหนือกับห้วยปลาเน่าใต้)
คลองห้วยปลาเน่า กับคลองน้ำสาดนี้ เป็นเส้นแบ่งเขตการปกครองถึง 3 ตำบลของอำเภอหนองบัว
บ้านผมอยู่ใต้วัดลงไปประมาณ 300 เมตร ตั้งอยู่ตำบลห้วยถั่วเหนือหมู่สุดท้าย (หมู่ 9) ฟากคลองหลังบ้านซึ่งเป็นที่บรรจบของคลองทั้งสอง และมีลักษณะเป็นที่ชายธงนั้น เป็นตำบลหนองบัว ถัดจากคลองน้ำสาดก็เป็นตำบลธารทหาร.........สรุปว่า หมู่บ้านห้วยปลาเน่าเหนือ ในช่วงระยะทาง ประมาณ 400 เมตร จากบ้านผมไป 3 แยกบ้านเจ๊กตี๋ (ถนนสายหนอบัว - ท่าตะโก) กินอาณาเขตถึง 3 ตำบล แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าแม้ว่าบ้านบางหลังจะตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองบัวและตำบลธารทหาร แต่ก็แจ้งต่อทางการว่าเป็นพลเมืองตำบลหว้ยถั่วเหนือครับ
สุดท้านี้ ขอนมัสการขอบคุณพระมหาแลฯ เป็นอย่างสูงครับ ที่ทำให้ได้ทราบประวัติอำเภอหนองบัวอย่างละเอียด
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)ครับ
เอาลิ้งค์ชมทุ่งมาฝากค่ะ..เป็นภาพถ่ายฝีมือคุณสุพจน์แกเป็นช่างซ่อมเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แต่ชอบเล่นกล้องมีอะไรแกเอามาฝากเรื่อย..อีกคนคือช่างลือคนบ้านเดียวกะครูอ้อยแต่อยู่คนล่ะอำเภอ..ช่างลือเป็นเจ้าหน้าที่อิเล็กทรอนิกส์ ม.เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ
http://www.watchari.com/board/index.php?topic=2034.0
ส่วนอันนี้ลิ้งค์ห้องรวมภาพที่โพสต์ค่ะ...
http://www.watchari.com/board/index.php?board=23.0
สวัสดีครับคุณครูอ้อยเล็ก แวะเข้าไปดูเว็บครูอ้อยเล็กแล้วเลยจำได้ว่า เว็บนี้ผมเคยลิ๊งค์เข้าไปแนะนำให้กับผู้อ่านและดูในเว็บของเพาะช่างนะครับ แสดงว่าผมเคยรู้จักงานของครูอ้อยเล็กมากก่อน ก่อนที่จะได้เจอตัวใน GotoKnowนี้และได้คุยกัน ตอนนั้นผมยังแปลกใจอยู่เลยว่า เจ้าของเว็บเป็นศิษย์เก่าเพาะช่างและดูมีทักษะทางศิลปะศึกษาดีมาก ทำไมเจ้าของเว็บนี้ไม่เข้าไปคุยในเว็บพาะช่างด้วย
ตอนนั้นผมไปเป็นกรรมการกลุ่มสาระทางการเรียนรู้ให้กับกรมวิชาการ เขาบอกว่ามีคนแนะนำผมเข้าไป ผมจะปฏิเสธก็เป็นคนทำงานและรู้อยู่ว่าคนที่ต้องทำงานจริงๆที่อยู่เบื้องหลังในแต่ละเรื่องทั้งในวงการศึกษาและเรื่องต่างๆนั้นทำงานยากลำบากแค่ไหน ก็เลยช่วยกันทำไปก่อน แต่ในใจก็คิดว่าหากทำเพียงพึ่งตนเองในการทำงานแล้วผมคิดว่าตัวเองพอใช้ได้อยู่ในเรื่องศิลปะ แต่ถ้าเพื่อการศึกษาของชาติแล้วผมอยากให้เขาได้มือดีๆดีกว่า ก็เลยพยายามช่วยเขาอยู่เงียบๆเพื่อหาคนเก่งๆ ก็เลยได้เจอข้อมูลเกี่ยวกับครูอ้อยเล็กและผู้คนในแวดวงศิลปะมากมายที่เก่งๆ
แต่คนเก่งๆทางการปฏิบัติและรู้จริงในงานที่กำลังลงมือทำก็มักมีข้อจำกัดที่จะออกไปคุยและไปผลักดันให้เกิดสิ่งดีๆในสังคมด้วยตนเอง เลยก็ไม่รู้จะทำกันอย่างไร ต้องทำเหมือนยืนพิงเชือกชกมวยครับ โดยระหว่างนั้นผมก็เขียนหนังสือ เขียนบทความ บรรยาย จัดเวที ให้กับคนศิลปะและในวงการต่างๆมากมาย เพื่อหนุนหลังและลงนวมซ้อมให้แกร่งเอง เพื่อให้เขาสามารถทำงาน ตกผลึกความคิดและพูดถ่ายทอดออกมาในนามของคนที่ทำจริงๆ อย่างในเว็บเพาะช่างและใน GotoKnow นี้ก็ทำภายใต้แนวคิดนี้เหมือนกันครับ
ที่ี่หนองบัว มีตำนานไอ้เป๋........เขตติดต่อฆะมัง ชุมแสง ไผ่สิงห์ ไผ่ขวาง หนองสระ หนองละมาน ดงจันนทำ ตะเฆ่ค่าย โคกกระถิน หนองแจง สายลำโพง ห้วยปลาเน่า ป่าเรไร น้ำสาด มีตำนานไอ้ไฮ้บ้า สูบกัญชา........................ที่หมู่บ้านน้ำสาดเอง ก็มีตำนานไอ้เริง(บ้า)
ไอ้เริงที่ว่านี้ แก้ผ้ามาตั้งแต่เด็ก ถูกบังคับให้ใส่เสื้อผ้าอย่างไรก็ไม่ยอมท่าเดียว..บอกว่ามันร้อน...แต่ก็ยังดีนิดนึงที่ว่ามีผ้าขาวม้าไว้คลุมหัว - กันแดด กันฝน กันหนาว ไล่ยุง.......... ฯลฯ
ไอ้เริงมีพ่อแม่ิพี่น้องอยู่ที่น้ำสาดกลาง ไม่เคยเร่ร่อนออกนอกพื้นที่ ....ขยันขันแข็ง......ช่วยพี่น้องทำนาได้
เล่ากันว่า.....
ผืนนาที่ไอ้้เริงเคยไปช่วยพี่น้องทำนั้นได้ถูกขายไป แต่ไอ้เริงก็ยังเดินไปดูนาอยู่เรื่อย ๆ (ทำไม่ไหว เพราะแก่มากแล้ว) ชาวบ้านร้องตะโกนถามว่า ..... นามึงน่ะ เขาขายไปแล้ว.... มึงจะออกไปดูทำไม.......ไอ้บ้า....
ไอ้เริงตอบว่า..........ใครว่า มึงน่ะสิบ้า.....กูออกไปดูเมื่อไร กูก็เห็นมันอยู่คือเก่า .....ต้นไม้ ..จอมปลวกก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม มึงอย่ามาตัวะกูดีกว่า (พูดเป็นภาษาลาวโซ่ง)..นี่คือวลีเด็ดของคนที่ใคร ๆ ก็ว่าเขาเป็นคนบ้า
ทราบว่าไอ้เริง ตายไปแล้วเมื่อตอนอายุ 60 กว่า ๆ........ขออนุญาตที่พาดพิง......ขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุคติ...สาธุ
ทั้งไอ้เริงและไอ้ไฮ้ต่างก็เป็นลาวโซ่ง.........จะมีใครให้ความกระจ่างได้ไหมครับว่า...ไอ้เป๋ พูดภาษาอะไร ?