โรคอีสุกอีใส
ความเชื่อเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส
สมัยก่อนมีความเชื่อว่า ถ้าใครเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว ห้ามโดนน้ำฝนห้ามอาบน้ำเด็ดขาดจะทำให้เกิดแผลเป็นให้ใช้ยาเขียวใหญ่รักษาโดยการทาตัวและรับประทานเท่านั้น และการแพร่เชื้อของโรคจะเริ่มเมื่อแผลใกล้ตกสะเก็ดและแพร่เชื้อไปยังผู้ที่ใกล้ชิด (จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยเพราะตอนนี้เชื้อโรคต่าง ๆก็พัฒนาตัวเองอาจกลายเป็นโรคอีสุกอีใสกลายพันธุ์ใหม่ก็ได้ ซึ่งยาเขียวใหญ่คงใช้ไม่ได้ผลแล้ว)
ลักษณะทั่วไป
อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน ในผู้ใหญ่อาจพบได้บ้าง ซึ่งมักเป็นคนที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน แล้วมักจะมีอาการ และภาวะแทรกซ้อนมากกว่าที่พบในเด็กมักพบระบาดในตอนปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน (มกราคมถึงเมษายน) เช่นเดียวกับหัด แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี
สาเหตุ
เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือสัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใสหรืองูสวัด หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ ผ่านเข้าทางเยื่อเมือกระยะฟักตัว 10-20 วัน
โรคอีสุกอีใสติดต่อได้อย่างไร?
อีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายจากการไอ จาม หายใจรดกัน หรือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยโดยเฉพาะบริเวณตุ่มใสหรือใช้สิ่งของปนกัน นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคอีสุกอีใสก็มีโอกาสติดต่อไปถึงทารกที่ยังอยู่ ในครรภ์หรือแรกคลอด ทำให้มีการติดเชื้อที่ค่อนข้างรุนแรงในทารกได้
ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรคอีสุกอีใสหลังได้รับเชื้อเข้าสู่ ร่างกายแล้วประมาณ 14-16 วัน โดยจะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหารและมีตุ่มขึ้น ตุ่มจะขึ้นบริเวณใบหน้า ลำตัวและแผ่นหลัง จนถึงบริเวณแขนและขา ระยะเวลาที่ติดต่อได้ง่ายมักเป็นในช่วง 2 วันก่อนมีตุ่มขึ้นไปจนถึงหลังมีตุ่มขึ้นเต็มตัวแล้ว 4-5 วัน และจะพ้นระยะแพร่เชื้อเมื่อตุ่มต่าง ๆ แห้งเป็นสะเก็ดจนหมด กล่าวได้ว่า ระยะติดต่อของอีสุกอีใสนั้นค่อนข้างนานพอควร โดยหลายต่อหลายครั้ง ผู้ที่สัมผัสโรคก็อาจจะไม่ทราบว่าตนเองได้เป็นสัมผัสกับคนที่เป็นอีสุกอีใสจากที่ไหนและเมื่อไร
การดูแลรักษา
ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็น ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน เพราะอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายจากการไอ จาม หายใจรดกัน หรือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยโดยเฉพาะบริเวณตุ่มใสหรือใช้สิ่งของปนกัน แต่ถ้าเป็นแล้วควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบของแผล และที่สำคัญควรอาบน้ำให้สะอาดแล้วฟอกสบู่ฆ่าเชื้อทิ้งไว้สัก 5 นาทีแล้วล้างออก
ควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อป้องกันมิให้แพร่เชื้อให้คนอื่น ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้คนอื่น คือ ตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมง ก่อนมีตุ่มขึ้นจนกระทั่ง 6 วัน หลังตุ่มขึ้น
ถ้าไม่อยากเป็นโรคอีสุกอีใส จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง?
คุณสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเป็นโรคอีสุกอีใสได้ด้วยการไม่ไปสัมผัสโรค แต่ในความเป็นจริงนั้นอาจจะทำได้ยาก เพราะเชื้ออีสุกอีใสมีระยะติดต่อที่ค่อนข้างนานเป็นสัปดาห์ และสามารถแพร่ให้ผู้อื่นที่มาสัมผัส ใกล้ชิดได้โดยง่าย ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ ที่คน ๆ นั้นยังไม่มีอาการที่ชัดเจนของอีสุกอีใสในปัจจุบันจึงมีการใช้วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสกันมากขึ้น เพราะเป็นการทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออีสุกอีใสขึ้นในร่างกาย เหมือนกับการฉีดวัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ที่ทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหัด หัดเยอมัน และคางทูมขึ้นในร่างกายเมื่อไปสัมผัสโรค ก็จะป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น
วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสมีประโยชน์อย่างไร?
วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส นอกจากประโยชน์โดยตรงที่ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็น อันเนื่องมาจากเป็นโรคอีสุกอีใส ลดความเสี่ยงต่อการเป็น โรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดการขาดเรียน หรือขาดงาน เป็นต้น วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแนะนำให้ฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยในเด็กอายุ 1-12 ปี ฉีดเพียงเข็มเดียว ส่วนผู้ใหญ่ (มากกว่าหรือเท่ากับ 13 ปี) ในรายที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน ถ้าจะฉีดจะต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งมีการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นและในอีกหลายประเทศพบว่า ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากวัคซีนอยู่ได้ยาวนานกว่า 20 ปี
เคยเป็นคุณสุก คุณใส ตอนเด็ก ๆ ผลก็ปรากฎอยู่บนจมูก ณ ปัจจุบันค่ะ

เป้น27ต.ค.คะยังไม่หายเลยกินเจวันสุดท้ายก็เป้นวันเกิดวันที่2พ.ย.นี้หายไม่ทั้นแน่เลยอดลอยกระทงด้วยเป้นตุ่มพองใสๆๆๆอยู่ยังไม่แตกทีเลยคะอยากหายเร้วๆๆจังเลย