Outcome Mapping แผนยุทธศาสตร์จริยธรรมพยาบาล

สองวันที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเป็นกระบวนกร (facilitator) กิจกรรมสัมมนาวางแผนพัฒนาจริยธรรมโดยใช้ outcome mapping ของฝ่ายการพยาบาล รพ.สงขลานครินทร์ ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก แม้ว่าเวลาไม่มากเท่าที่เราอยากจะได้ แต่ก็เป็นแบบฝึกหัดทั้งการนำ OM มาดัดแปลง การวางแผนที่ผลลัพธ์ที่เป็นเชิงสังคมศาสตร์ ลงไปถึงการวัดการประเมิน การหล่อเลี้ยงคนในองค์กร

แผนนี้นับเป็นแบบฝึกหัดที่สาม หลังจากที่ผมได้ไปเข้าอบรม OM โดยกระบวนกรของ สคส. ทีมที่มี อ.ประพนธ์  คุณอ้อ คุณอ้อม คุณธวัช เป็นผู้หล่อเลี้ยงพวกเรา แผนแรกก็คือนำไปใช้่กับการเขียนวิสัยทัศน์ พันธกิจ และแผนงานหน่วยชีวันตาภิบาล (palliative care unit) ของ รพ.สงขลานครินทร์ แผนที่สองเป็นแผนงานโครงการโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ ของ กสพท. (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตรศึกษาแห่งประเทศไทย) ก็เริ่มมีความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ได้ลงมือลองใช้ดู แม้ว่าส่วนใหญ่ยังอยู่ใน phase planning ยังไม่ได้ทำ M&E (monitoring & evaluation) ก็ตาม

บรรยากาศวงสุนทรียสนทนา เพื่อสร้างแผนพัฒนาจริยธรรมโดยใช้ OM

พี่จุด ประธานแผนยุทธศาสตร์จริยธรรมพยาบาล รพ.สงขานครินทร์

มีพี่ต๋อม พี่ตุ่น พี่จุด พี่อาวุโสที่น่ารักเป็นประธาน เป็นผู้ประคับประคอง เสนอแนะ หล่อเลี้ยง อยู่ที่หัวโต๊ะ

เราทำ workshop นี้ทั้งหมดสองวันทำการราชการ เช้า บ่าย นั่งๆนอนๆกลิ้่งเกลือกอยู่บนเบาะหมอนขวาน (ซื้อมาจากขอนแก่น 50 ใบ ใช้คุ้มจริงๆแต่เริ่มพังแล้ว ไม่ใช่นั่งพังแต่เป็นขนไปขนมาพังมากกว่า อิ อิ) อิ่มหมีพีมัน (ฟังดูน่ากลัว!!)

เช้าวันแรก เป็นบรรยายแบบสบายๆ เรื่อง OM ฉบับ modified ที่ผมย่นย่อประสบการณ์ 6 วัน ให้เหลือ 2 ชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งยังดีกว่าที่ครั้งหนึ่งพี่อุดมศรีให้ผมย่อให้เหลือ 30 นาทีมาแล้ว!! ฮึ!) ทั้งการวางแผนและ M&E เล่าเอาพี่พยาบาลบางท่านถึงกับมึนกับ terminology (vision/mission ไม่เท่าไร แต่มี DP SP OC PM SM OP DB ตามมาเป็นชุด!) เลยต้องสลับชุดด้วยการเอาการ์ตูน เอาโฆษณามาฉายเป็นช่วงๆ ตกบ่ายเราก็เริ่ม dialogue ทำ วิสัยทัศน์ พันธกิจ style OM กัน

อย่างที่เราเน้นเสมอ OM นั้น จะเขียนวิสัยทัศน์ พันธกิจ โดยใช้ผู้รับประโยชน์เป็นศูนย์กลาง

ทำไมเราถึงอยากจะมีจริยธรรม อยากจะใช้จริยธรรม?

ขั้นตอนนี้เราไปช้าๆ เพื่อให้ฝันของทุกคนที่มา (มีตั้งแต่น้องพยาบาล..ที่มีแวว.. ประสบการณ์สองปี จนถึงพี่พยาบาลประสบการณ์สองร้อยปี... อิ อิ รวมๆกันคร้าบ.. แหะๆ)

 

สภาเจได เอ๊ย วงสนทนาครับ มีครบทุกรุ่น ทุกขนาด

ตอนแรกก็มีการวนเวียนที่เริ่มจากอะไรดี เพราะเรายังไม่คุ้นกับการเขียนวิสัยทัศน์แบบนี้ แต่ไม่ยากเลย เพราะพอเราคิดว่าทำไมเรามาเป็นหมอ เป็นพยาบาล และแผนนี้คือใคร (หมายถึงกรรมการแผน) จะไปทำกับใคร (direct หรือ boundary partner) ก็เริ่มง่ายขึ้น กรรมการแผนจะทำงานกับ staff ของโรงพยาบาลเป็นหลัก โดยหวังผลให้ตกต่อประชาชน ตอนนี้ก็ช่วยกันฝันถึง model ต้นแบบของพยาบาล นางฟ้าสีขาวในอุดมคติ ว่าถ้าเธอเป็นตัวอย่างของจริยธรรม เธอจะมีพฤติกรรมออกมาอย่างไรบ้าง ถ้ามีพฤติกรรมที่ว่า คนไข้และญาติจะเกิดประโยชน์อย่างไร

วิสัยทัศน์:

ทีมสุขภาพที่มีหัวใจการให้บริหารอันงดงามทั้งกาย วาจา ใจ ภายใต้บรรยากาศการทำงานอย่างมีความสุข เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี เพื่อผู้ป่วยและครอบครัวทุกรายได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวม ตามหลักจริยธรรม

แผนของเราก็จะเป็น changing agents ที่จะหล่อเลี้ยงทีมสุขภาพ (ต้องเรียกว่า ชั้นแพลตตินัม หรือระดับเทพธิดาทีเดียว ถ้าสำเร็จ) ที่ทำงานจากใจ มีความสุข และเปี่ยมศักดิ์ศรีวิชาชีพ มีการสลับที่ เปลี่ยนคำ แลกเปลี่ยนและตีความหมายของแต่ละ wording แต่ละเว้นวรรค อย่างสนุกสนาน ทุกๆคนเกิดความรู้สึกว่าฝันนี้มีเฉดสีของตนปนๆ ผสมผสานอยู่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างวิสัยทัศน์ของ OM โดยเฉพาะอย่างย่ิง การวางแผนครั้งนี้ เรามีทั้งฝ่ายแผน (กรรมการ) และ direct partners หลายคน (น้องพยาบาล head-ward และแกนนำ) มานั่งอยู่ด้วย เลยได้มีการแลกเปลี่ยนกันหลายแง่ หลายมุม ใช้เวลาตลอดทั้งบ่าย ประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อได้มาซึ่งวิสัยทัศน์นี้ (ก็เร็วกว่าทำของหน่วยชีวันตาภิบาล ที่เราใช้เวลาประมาณ 1 วัน)

พี่โอ่งเป็นคุณลิขิต และคุณหมวยกำลังแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างมีความสุข (จริงๆนะนี่)

รุ่นน้องๆก็มีความสุขเหมือนกัน

ทุกคนได้ share ฝัน อย่างไรคือนาง (สาว) พยาบาลจริยธรรมในอุดมคติ

น้องไหมมูนะก็มา ขนาดจะสอบอยู่แล้วนะนี่

วันรุ่งขึ้นเราแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม เพื่อลองเขียนพันธกิจของแผนนี้ดู กลุ่มละประมาณ 8 คน มีพี่เลี้ยง คือพี่ต๋อม พี่จุด พี่ตุ่น เดินไปเดินมา ให้ comments แล้วก็มา present กัน ปรากฏว่าเขียนกันเพลิดเพลิน ความคิด จินตนาการบรรเจิด ทุกคนก็เลยเขียนปลิ้นทะลักไปนอกเหนือจาก mission มีทั้ง outcome challenges มีทั้ง progress markers มีทั้ง strategies ออกมางอกเงย จนเกือบจะไปเป็น M&E เลย ช่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

ประเด็นสำคัญที่เราไม่คุ้นชินตรงนี้ เห็นจะเป็นการใช้ desired behaviors หรือ "พฤติกรรมที่พึงปราถนา" เป็นส่วนสำคัญ เพราะเรามักจะใช้ activities เช่น การอบรม การ train พวกนั้น มาเป็น strategy (หรือยิ่งไปกว่านั้น กลายเป็นตัววัดไปก็มี)

ในการวาง strategy ของ outcome mapping ก็เช่นกัน เราจะไม่ได้เขียนเป็น activity แต่จะเขียน main flow of energy ที่จะผลักดันให้เกิดการ shift ของสมดุลเดิม เข้าไปใกล่้สมดุลใหม่ของ outcome ที่เราฝันไว้ ในการเขียนพันธกิิจ บางทีเรานำเอา strategy มาเป็นพันธกิจก็พบได้บ่อยเช่นกัน ซึ่งถ้าหากเราเอา outcome คือ desired behaviours ของ direct partners มาเป็นพันธกิจ เราจะวางแผนกลยุทธ์ได้ flexible มากขึ้น กิจกรรมหรือ strategy สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเป็นจริง ถ้าเรานำเอา strategy ไปเป็นพันธกิจ ก็จะเกิดความไม่กล้าปรับเปลี่ยน strategy หรือกลายเป็นต้องเปลี่ยนพันธกิจ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นถ้าเราฝันชัดเจน และ focus ไปที่ตัวผลลัพธ์มากกว่ากิจกรรมที่จะทำ อาทิเช่น เราจะอบรมเรื่องจริยธรรมให้แก่แกนนำพยาบาล อันนี้เป็นกลยุทธ์มากกว่าเป็นพันธกิจ ยังไม่เห็นชัดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร หรือการจัดบรรยากาศที่ทำงานให้ดี ก็เป็นกลยุทธ์มากกว่าเป็นพันธกิจ

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเรามีกลุ่ม Direct partners น้อยๆ บางทีพันธกิจก็จะคล้ายกับ outcome challenges เยอะเหมือนกัน ยิ่งถ้่าสมมติว่ามี DP เหลืออยู่กลุ่มเดียว พันธกิจจะเหมือนกับ OC ของ DP คนนี้เลย แต่ในความเป็นจริงภาคปฏิบัติ โครงการที่จะใช้ outcome mapping เป็นเครื่องมือ มักจะมีความซับซ้อน ต้องทำงานกับคนจำนวนมากและหลากหลายวิชาชีพ ทำให้ต้องมี direct partners ที่เกี่ยวข้องมากมายหลายกลุ่ม พันธกิจรวมจึงมีความบูรณาการของ OC จาก DPs ที่มีหลากหลายสาขา

 

ความท้าทายอีกประการก็คือ การคิดถึง desired behaviors แทนที่จะเป็น indicators ที่วัด จับ ต้อง ได้อย่างแต่เดิมที่คุ้นชิน ซึ่งพอออกมาเป็นนามธรรมมากๆ ก็เริ่มเบลอ และคิดหาวิธี monitor ไม่ออก อาทิ "รัก" หรือ "ภาคภูมิใจ" นี่ยังประเมินยากอยู่ และเราจะติดนิสัยคิดว่า "ตรรกะ ความรู้ เป็นตัวผลักพฤติกรรมส่วนใหญ่" ซึ่งถ้าหากคิดเช่นนี้ ไม่ได้นึกถึงมิติของอารมณ์ ความรู้สึก ความทุกข์ สุข กลัว ภาคภูมิใจ เราคงจะเป็น change agents ได้ด้วยความยากลำบากทีเดียว

แต่การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาจากปัญหาที่ว่านี้ ที่ไปสู่ทิศทางที่น่าสนใจก็คือ หลายคนเริ่มเห็นพ้องต้องกันว่า การประเมินบางมิติ บาง behaviors น่าจะใช้ self assessment และเรื่องเล่า หรือบันทึก diary เป็นเครื่องมืิอหลัก แล้วมีการ discuss ไปถึงทำอย่างไร direct partners จึงจะทำ self assessment ได้อย่าง authentic assessment ปราศจากซึ่งความกลัว แต่กระตือรือร้นที่จะค้นหา ค้นพบตนเอง