GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เวลาที่หายไป(ไหน)

“เวลาของชีวิต” จึงเป็นสมบัติส่วนตัว เป็นเรื่องที่อิสระ หากแต่เราจะใช้เวลาชีวิตเพื่อยกระดับความเป็นคนสู่ความเป็นมนุษย์ หรือจะกลับกัน ก็อิสระแก่ตัวตน...ตนเอง

     เช้านี้จะบอกว่าอาจจะดูซีเรียสไปนิด เมื่อผมบันทึกเรื่องนี้ เพราะผมพยายามที่จะตกผลึกเขียนหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จสักที ผมตอบตัวเองบ่อย ๆ ว่า “เวลาอ้างอิง หรือ เวลาสัมพัทธ์” ที่แท้จริงแล้วคืออะไร ก็ได้คำตอบโดยสรุปว่าน่าจะเป็น “เวลาของชีวิต” ฉะนั้นผมไม่เชื่อว่า ทุกคนเกิดมามีเวลาเท่ากัน โดยการอ้างอิง หรือ เป็นเวลาชีวิตสัมพัทธ์

     “เวลาชีวิต” เราแต่ละคนมีไม่เท่ากันแน่ ๆ แต่ในแต่ละคน “เวลาชีวิต” เป็นเวลาที่มีปริมาณแน่นอนมีจุดสิ้นสุดแน่นอน รู้ได้ล่วงหน้าว่า “เวลาชีวิต” เหลือเท่าไหร่ หากเมื่อรู้จักชีวิตว่าจะดำรงอยู่ถึงเมื่อไหร่ “เวลาชีวิต” ไม่ใช่อายุ เพราะอายุเป็นเพียงสัญลักษณ์บอกตัวตนอย่างหนึ่ง และเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของ “เวลาชีวิต” เท่านั้น อายุคือเวลาอ้างอิงบนโลกที่ใช้นับเมื่อเริ่มเกิดเหตุการณ์...ถึงขณะนับ หรือ...ถึงจุดอ้างอิงหนึ่งของเวลา อายุจึงนับได้ตามการอ้างอิง จะนับถึงอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตก็นับอายุได้ แต่เวลาชีวิตนับไปถึงอนาคตไม่ได้ และนับได้มาถึงขณะนับเท่านั้น ที่สำคัญนับได้เพียงว่า “หายไปเท่าไหร่” แต่ไม่สามารถนับว่ามีเท่าไหร่ หรือได้มาแล้วเท่าไหร่  เชื่อว่าผมเขียนบันทึกนี้แล้วอ่านไม่ค่อยเข้าใจ เพราะการสื่อความหมายอย่างที่ผมเข้าใจไม่น่าจะดีนัก

     เมื่อเราบอกว่าเวลาเป็นทรัพยากร เวลาก็คือโอกาส แต่โอกาส จะไม่ใช่เวลาทั้งหมด โอกาสคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ อย่างเป็นธรรม หรือมีโอกาสเกิดได้เท่า ๆ กัน (เป็นข้อสมมติ เมื่อจะพูดถึงโอกาส) หรือเมื่อเราหยิบยื่น เพื่อให้โอกาสแก่สิ่งใด นั้นคือการเลือกเพื่อเบี่ยงโอกาส โดยได้พยายามให้เกิดขึ้นในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ฉะนั้นการให้โอกาส หากด้วยใจอันบริสุทธิ์ ก็เพียงเพื่อการจัดการกับแรงเบียดอะไรสักอย่างในความพยายามที่จะรักษา “สมดุล” แห่ง “โอกาส” ที่มีโอกาสเกิดได้เท่า ๆ กันไว้ เวลาที่ใช้เพื่อการดังกล่าวเกินจากที่ควรใช้โดยปกติ ย่อม “เป็นเวลาที่หายไป” ส่วนหนึ่งด้วย

     เมื่อคนเราเกิดมาแล้วต้องรับผล...จากธรรมชาติ จนต้องพิกลพิการ ไม่สมประกอบ ไม่สมบูรณ์ “เวลาชีวิต” จึงหายไป หายไปโดยไม่ได้ทำตัวเอง แต่ (ธรรม)ชาติ ได้กำหนดไว้ว่าให้หายไปเท่าไหร่ แต่ใช่ว่าจะไม่ได้กลับคืนมาเลย จะได้กลับคืนมาก็ได้ ด้วยการใช้เวลาชีวิตของคนอื่น ช่วยเฉลี่ยคืน คนอื่นที่ว่าก็จะสูญเสียเวลาชีวิตไป(บ้าง) ในฐานะผู้ให้ แต่คนที่ได้รับย่อมได้เวลาชีวิตกลับมามากกว่าเวลาชีวิตที่ผู้ให้เสียไป

     บางคนเกิดมาสมบูรณ์ เพียบพร้อม ก็มีเวลาชีวิตหายไปได้ หายไปเพราะทำตัวเอง หายไปเพราะไม่ใด้ใช้เวลาชีวิตได้ หรือใช้อย่างไม่อิสระ เวลาของชีวิตที่จะไม่หายไปเลย คือ “ชีวิตที่อิสระ” ซึ่งในสังคมนี้ ไม่มีทางที่เป็นไปได้จริง จึงพยายามบอกว่าเมื่อเกิดมาพร้อมเวลาของชีวิตที่แน่นอน ทุกคนจะเริ่มนับเวลาของชีวิตที่เสียไปได้ แต่จะนับเวลาชีวิตที่ได้รับเพิ่มมาใหม่ไม่ได้ เพราะเงื่อนไขของสังคมและความเป็นมนุษย์ที่เราต้องยอมรับ โดยหลักสำคัญคือ การเฉลี่ยเวลาชีวิต ให้กันและกัน เวลาของชีวิตของแต่ละคนจึงต้องเสียไป แต่เราจะได้ความเป็น “มนุษย์” ที่หลุดพ้นจากความเป็น “คน” มากขึ้น เราเรียกเวลาชีวิตที่เสียไปเช่นนี้ว่าเป็น “เวลาชีวิตที่มีคุณค่า มีคุณภาพ ในความเป็นมนุษย์” กลับกันหากใครได้ใช้เวลาของชีวิตตนเองไปเพื่อทำลายเวลาชีวิตของคนอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เราก็จะเรียกเวลาชีวิตที่เสียไปเช่นนี้ว่าเป็น “เวลาชีวิตที่ไร้คุณค่า ขาดคุณภาพ ในความเป็นมนุษย์”

     “เวลาของชีวิต” จึงเป็นสมบัติส่วนตัว เป็นเรื่องที่อิสระ หากแต่เราจะใช้เวลาชีวิตเพื่อยกระดับความเป็นคนสู่ความเป็นมนุษย์ หรือจะกลับกัน ก็อิสระแก่ตัวตน...ตนเอง เวลาชีวิตที่หายไป (เชิงสัมพัทธ์) คือเวลาชีวิตที่ถูกใช้ไปเพื่อเบียดขืนอะไรบางอย่าง...อย่างไม่อิสระ หากถูกใช้ไปอย่างเป็นธรรม(ชาติ) จะไม่เรียกว่าหายไป แต่จะเรียกว่าถูกใช้ไปตามปกติที่ธรรม(ชาติ)กำหนด นับตั้งแต่เมื่อครั้งถือกำเนิดมา การหายไปก็เป็นเรื่องของธรรม(ชาติ) แต่หากว่าหายไปเพื่ออะไร และได้ให้อะไรตอบแทนกับ “ชีวิต” ที่เป็นเจ้าของ “เวลา” ที่แท้จริง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 23046
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 33
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (33)

หากเวลาคือโอกาส
การมีชีวิต..ที่มีลมหายใจ..แห่งคุณค่า.."ชีวิต"
คือ..การให้ "โอกาส"..แก่ตน..
ที่"ตน"...ที่จะหยิบยื่น "โอกาส"..ให้ชีวิต
  • เวลาของคนเราไม่เท่ากันจริงๆ
  • ทำอย่างไรเราจะนำมาเวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อคนรอบข้าง
  • ขอบคุณมากครับพี่ที่ทำให้เห็นคุณค่าของเวลา
"เวลา" เป็น "สมมติ" อย่างหนึ่ง อยู่ที่เราจะตีค่าตีความหมายอย่างไร..

บางคน "เวลา" มีคุณค่ามากแต่บางคนไม่..

แต่ "เวลา" มันก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่เคยหยุด..

Dr.Ka-poom

     "เวลา" ไม่ไม่ได้หายไปไหน ผ่านไปแล้วก็จะมีมาใหม่ เท่าเดิม แน่นอน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง โอกาสใด ๆ ...คือ เชตย่อย (Subset) ของ ทางเลือก (Choice) ที่เป็นไปได้ทั้งหมด และทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่ คือ ชีวิต เมื่อเลือกทางใดทางหนึ่งแล้ว (จะต้องเลือกได้ทางเดียวในหนึ่งเหตุการณ์เสมอ) เราก็จะเสียโอกาสกับสิ่งที่ไม่ได้เลือก และเราก็จะต้องใช้เวลา รวมถึงเวลาชีวิต กับสิ่งที่ได้เลือก แต่เวลาย่อมได้มาใหม่เสมอ...ส่วนเวลาชีวิตจะเสียไป จะได้อะไรมาแทนก็ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่เลือกนั้น เวลาชีวิตจะได้มีได้กลับมาทดแทน นอกจากจะได้จากการแบ่งปัน เฉลี่ยคืน ซึ่งเป็นเวลาชีวิตเสมือน ไม่ใช่เวลาชีวิตที่แท้จริง

คุณขจิต ฝอยทอง และคุณดอกหญ้า

     เวลาชีวิตของคนเราไม่เท่ากันจริง ๆ ส่วนเวลา (เฉย ๆ) เป็นสิ่งที่มีไม่หมด เป็นสิ่งเดียวมั้งครับ

     ทำอย่างไรเราจะนำมาเวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่ออคนรอบข้าง อันนี้แหละครับโจทย์ แต่ผมก็ยังมองว่าเพื่อตัวเองอยู่ดี เพราะต้องชอบที่จะทำ จึงทำตามใจชอบได้ดี และมีความสุขไงครับ ตรง "เพื่อความสุข" ที่บอกว่าเพื่อตัวเองอยู่ดี

     ยินดีครับที่ได้เข้ามา ลปรร.กัน

คุณ naigod

     "เวลา" เป็นสิ่งสมมติ คงหมายถึงคำว่าเวลาสัมพัทธ์ แต่หากตัวเวลาเนื้อ ๆ หรือเนื้อแท้ หาได้เป็นสิ่งสมมติไม่ จะเรียกเสียใหม่ยังไงก็ได้ แต่มีอยู่จริงเป็น Truth หาใช่ว่าเป็นเพียง Reality ไม่ เช่นเดียวกับ "เวลาชีวิต"

     พี่ครับ ผมคล้อยตามพี่ไปเลย แต่เหมือนยังไม่หมดจด เข้าใจไม่ค่อยหมด หรือว่าผมโฮ่ แฮะ

น้อง DN เอ

     ไม่เคลียร์ตรงประเด็นไหน ขอเชิญปุสฉามาได้เลยครับ ด้วยความยินดี

มีเวลาเหลือเฝือสำหรับการอ่านเรื่องราวของคุณชายขอบ

แต่มีเวลาน้อยสำหรับไปอาบน้ำ(ตัวเอง)

ดูเหมือนว่าหน้าปัดนาฬิกาจะใหญ่ไม่เท่ากันมั้ง...เวลาเลยต่างกัน

 

เวลาของชีวิต (Life Time)...

บางครั้งเป็นสิ่งที่เราต้องทบทวน
ในช่วงชีวิต...เวลาของชีวิต...เรามักลืมที่จะ"นิ่ง"เพื่อคิดถึงสิ่งที่ผ่านพ้นไป
และกำลังผ่านพ้นไป...เราใช้เวลาอย่างไรกับเวลา..เฉกเช่นนี้
เคยหยุด..ที่จะถามตัวเองหรือไม่ว่า..."เวลา"ชีวิตดังกล่าว
ให้คุณค่าอะไรเราบ้าง..มากน้อยแค่ไหน
แต่เรามักที่จะเลือกพร่ำเพ้อ...ถึงปริมาณแห่งเวลา...มากกว่า"แก่น"...ของเวลานั้น
หาก ณ วันนี้..เราได้"นิ่ง"...ทบทวน..แห่งเวลานี้..
เรา..อาจ..ได้"โอกาส"...แห่งการใช้ "เวลา" นี้..
อย่างใจที่เรา...อยากจะใช้

     ชอบจังครับ อ่านต่อที่นี่เลย นิ่งทบทวน "เวลา" โดย Dr.Ka-poom

คุณไร้นาม

     เวลาที่เหลือเฟือที่จะอ่านบันทึกผม...หมายถึงค่อยอ่านพักไว้ก่อน...เพราะปวดหัว ใช่ไหม...ยิ้ม
     เวลาที่ต่างกันเพราะหน้าปัดนาฬิกาไม่เท่ากัน (ด้วยเหรอ) จินตนาการตามไป แล้วเราไม่เอานาฬิกามาทำร่มกันหรือครับ...ยิ้มเยอะ ๆ เลย

Dr.Ka-poom

     เวลา"ชีวิต" ให้คุณค่ากับชีวิตตน อย่างไร
     ในห้างเวลาที่ผ่านมาต้องทบทวน เพื่อวันใหม่
     เวลา"ชีวิต" ยังเน้นว่าเป็นอิสระแก่ชีวิต และพอใจแก่ตนเอง
     เวลา"ชีวิต" เป็นของเรา สุดแท้แต่เราจะเลือกใช้เพื่อชีวิตเรา
     หรือเพื่อแบ่งปันแก่ชีวิตใคร

คุณดอกหญ้า

     อยากหยุดอะไรหยุดได้ แต่จะหยุดเวลาไม่น่าได้ แม้จะหยุดเวลาชีวิตได้ ก็ไม่ควร เพราะจะทำให้เวลาชีวิตคนอื่นหายไป ขอให้ได้ทบทวน ลองอ่านจาก บันทึกนี้ และ นิ่งทบทวน "เวลา" ต่อกันซ้ำอีกทีเถอะครับ จะมองเห็น

ตีความแบบคุณชายขอบ คือตีความที่ "คุณภาพของเวลา" แบบคนช่างคิดอย่างคุณชายขอบ

ลองตีความอีกแบบ จะเป็น "ปริมาณของเวลา" แบบคนไม่ชอบคิดแบบคนไร้นาม

นาฬิกาคือเงื่อนไขที่เกิดจากการเรียนรู้ว่า ทุกนาฬิกาต้องมีจังหวะเดินที่ตรงกัน เหมือนที่ทุกคนยอมรับว่า วันหนึ่งมียี่สิบสี่ชั่วโมงว่า reality แต่ the truth ของเงื่อนเวลาชีวิตที่คุณชายขอบกำลังตั้งคำถามคือจังหวะเดิน ใช่ไหม ^___^

ขอยืมร่มนาฬิกาด้วยนะ

 

คุณไร้นาม สหายข้าฯ

     เมื่อได้ลองเอาเวลาความคิดเรื่อง "เวลาชีวิต" ออกจาก "เวลา" (นาฬิกา)
เราจะพบเห็นว่า "เวลาชีวิต" ในแต่ละท่วงทีจะมีทั้งเร่ง เนินนาบ หรือแม้แต่หยุดนิ่งไปบ้าง
เป็นจังหวะไม่เท่ากัน ไร้ระเบียบ ไร้ทิศทาง แต่จะเข้าสู่สภาวะสมดุล เมื่อหมดเวลาชีวิตลง
ทุกท่วงทีจังหวะเดิน "เวลาชีวิต" นั้นเดินไปเพื่อสู่จุดสมดุล
ที่ "น่ากลัว" แต่จริง ๆ ไม่น่า "น่ากลัว" เมื่อเป็นเรื่องจริง (truth)

     หากแต่นาฬิกา เครื่องมือบอกเวลาอ้างอิง จักต้องเรียบ ๆ สม่ำเสมอ เป็นจังหวะ (หากไม่เสีย)
แม้แต่จะเดินเพื่อบอกเวลา...ก็ยังต้องบังคับให้เรียบ ๆ สม่ำเสมอ เป็นจังหวะ ไร้อิสระ และอึดอัด
โกรธเอาอีกหากเผลองีบ พักผ่อนบ้างเพราะเหนื่อยล้า บางทีโยนทิ้ง ไปจัดหามาไว้ใหม่ (ใจดำ)
หรือคิดจะเอามาทำร่ม นี่ร้ายใหญ่ ช่างใจร้าย คิดจะใช้มากเกินไป  ยิ้ม...ยิ้ม

     หากเพียงแต่สมมติ จึงสมมติเป็นอะไรก็ยังได้ แม้แต่จะให้เป็นร่ม
เมื่อไม่เชื่อใจ (นาฬิกา) ก็ยังแหงนหน้ามองตะวันเพื่อตรวจสอบ
หรือการกำหนดให้ 1 ปีมีกี่วัน...กี่นาที, 1 นาที มีกี่วินาที,...
ก็อ้างอิงจากความคงที่ที่เป็นมาตรฐาน (โลกเคลื่อนที่, ดวงจันทร์เคลื่อนที่)
หากลองเปลี่ยนจุดอ้างอิงไปที่ดาวดวงอื่น เท่านี้เวลาที่ว่าก็ไม่เหมือนเดิม (คุณว่าใช่ไหม)
นี่เป็นเวลาอ้างอิง หาใช่เวลาที่ว่า...ไม่

หากว่ายากไป หรือไม่มั่นใจในข้าฯ มิตรของคุณ ก็ขอโทษ
และโปรดอภัย ที่ "คุณชายขอบ" ชอบนำให้เตลิดไปไกล จะได้นำพากลับ

เวลาจริง ๆ โดยเนื้อแท้นะมีอยู่แล้วโดยธรรม(ชาติ) ปริมาณเวลาจึงเป็นเพียงค่าที่สังเกต
โดยนำมาเทียบกับความเป็นมาตรฐานที่คงที่ หาใช้ปริมาณที่แท้จริงไม่
เช่นเดียวกับ "น้ำหนัก" หรือหลาย ๆ อย่างที่ใช้อยู่ จงอย่ายึด...อยู่เลย (ปล่อยอิสระที่จะคิด)
ของจริงที่ว่าเมื่อเราคิดถึง "เวลาชีวิต" เราเลยอึดอัด ขาดอิสระภาพ
เพราะหลงไปว่าเป็นเวลาเหมือนกับที่เราก้มลงดูนาฬิกา
อยากจะเน้นอีกว่า เน้น ๆ หาใช่ไม่ ยังไง ๆ ก็ต่างกัน
หากจะอ้างอิงกันก็จะอ้างอิงจากจุดเกิดและจุดดับของตัวตนได้เท่านั้น

ขอโทษนะครับคุณไร้นาม หากเช้า ๆ จะทำให้หนัก ๆ แต่จริตนี้ก็น่าจะชอบ (กันนะครับ)

การนึกถึง.."เวลาชีวิต"..บางครั้ง..อาจทำให้เรามีคุณค่า..

ต่อการใช้.."เวลา"มากขึ้นก็ได้นะคะ..."คุณดอกหญ้า"

การปล่อยวางอย่างมีอิสระ...แต่มีคุณค่าทั้งต่อตนและคนอื่นนะคะ

 

เวลาไม่ได้หายไปไหน....แต่เวลาอยู่รอบๆตัวเรา
ทำอย่างไร...ถึงจะใช้เวลาที่มีอยู่....ให้มีค่ามากที่สุด
ยิ่งคิด....ยิ่งยาก...สำหรับการจัดสรรเวลา...

เวลาไม่ได้หายไปไหน....แต่เวลาอยู่รอบๆตัวเรา
ทำอย่างไร...ถึงจะใช้เวลาที่มีอยู่....ให้มีค่ามากที่สุด
ยิ่งคิด....ยิ่งยาก...สำหรับการจัดสรรเวลา...

คุณ Mr_jod ยอดมนุษย์

     ที่ว่าเวลาไม่ได้หายไปไหน

หายไปกลายเป็นอดีตครับ ต้องอ่านที่บันทึกนี้ วันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้

     แต่เวลาอยู่รอบ ๆ ตัวเรา

อันนี้ไม่แน่ใจ แต่หากว่าเป็น "เวลาชีวิต" อันนี้อยู่ในตัวเรา

     ทำอย่างไร...ถึงจะใช้เวลาที่มีอยู่...ให้มีค่ามากที่สุด

คำถามนี้ต้องเน้นว่าเป็น "เวลาชีวิต" ใช่ไหม หากว่าใช่ ขอตอบ...
ว่า..."อิสระ" และ ไร้รูปแบบ
มีแต่...Model ง่าย ๆ พอเป็นแนวสักเล็กน้อย ดังนี้

               การเรียนรู้-ปฏิบัติ-ปัญญา
     "คน" -----------------------------> "มนุษย์"
               การแบ่งปันด้วยเวลาชีวิต

     ยิ่งคิด...ยิ่งยาก...สำหรับการจัดสรรเวลา...

ประเด็นนี้ คือเวลาอะไรครับ หากเป็น "เวลา" เฉย ๆ ก็ไม่ต้องจัดสรร
อ่านตามนี้มีเหตุผลประกอบ...ความจำกัด กับ ความขาดแคลน
หากว่าเป็น "เวลาชีวิต" ก็ไม่ต้องจัดสรร แต่ควรจะได้แบ่งปัน...กันและกัน
ยิ้ม...ยิ้ม อีกทีนะ สุขใจจัง

คุณ Mr_jod ยอดมนุษย์

     ที่ว่าเวลาไม่ได้หายไปไหน

หายไปกลายเป็นอดีตครับ ต้องอ่านที่บันทึกนี้ วันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้

     แต่เวลาอยู่รอบ ๆ ตัวเรา

อันนี้ไม่แน่ใจ แต่หากว่าเป็น "เวลาชีวิต" อันนี้อยู่ในตัวเรา

     ทำอย่างไร...ถึงจะใช้เวลาที่มีอยู่...ให้มีค่ามากที่สุด

คำถามนี้ต้องเน้นว่าเป็น "เวลาชีวิต" ใช่ไหม หากว่าใช่ ขอตอบ...
ว่า..."อิสระ" และ ไร้รูปแบบ
มีแต่...Model ง่าย ๆ พอเป็นแนวสักเล็กน้อย ดังนี้

               การเรียนรู้-ปฏิบัติ-ปัญญา
     "คน" -----------------------------> "มนุษย์"
               การแบ่งปันด้วยเวลาชีวิต

     ยิ่งคิด...ยิ่งยาก...สำหรับการจัดสรรเวลา...

ประเด็นนี้ คือเวลาอะไรครับ หากเป็น "เวลา" เฉย ๆ ก็ไม่ต้องจัดสรร
อ่านตามนี้มีเหตุผลประกอบ...ความจำกัด กับ ความขาดแคลน
หากว่าเป็น "เวลาชีวิต" ก็ไม่ต้องจัดสรร แต่ควรจะได้แบ่งปัน...กันและกัน

          ยิ้ม...ยิ้ม อีกทีนะ สุขใจจัง

ขอบคุณคุณชายขอบ...อย่างมาก...สำหรับ Model ทำให้เข้าใจเรื่องของเวลาเพิ่มมากขึ้น...เวลาชีวิต..ที่อิสระและไร้รูปแบบ...ฉะนั้นจึงอยู่อย่างมีคุณค่า...ปล่อยให้เวลาพิสูจน์ความีคุณค่า...ยิ่งเขียนยิ่งงงเอง...

คุณ Mr_jod

     เห็นบอกว่าเข้าใจ...แล้วไหง "งง" ได้ล๊ะ

จากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบันทึกหน้าสุดท้าย "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ: The Miracle of Being Awake" โดย ติช นัท ฮันห์ ทำให้ย้อนกลับมามองเรื่องเวลาที่อ่านในบันทึก เรื่อง เวลาที่หายไป(ไหน) ของคุณชายขอบ ที่ได้พูดถึง "เวลา" จึงอยากบันทึกในสิ่งที่ get และเพื่อเตือน "สติ"...แก่ "ตน"..

Dr.Ka-poom

     ได้อ่านและพิจารณาแล้วครับตามที่ Link ไว้ อยากบอกว่าขอบคุณมาก เพราะทำให้ผมต่อติดเติมตาม...เต็ม จากประเด็นนี้ ว่า... สุดท้ายจะจัดการอย่างไรกับ "เวลาชีวิต" ที่มีมาให้แก่เราในแต่ละชีวิต

       คาดว่า...น่าจะเป็นอาทิตย์อัสดง...ถ่ายที่ไหนคะบรรยากาศชวนให้เหงาดีจัง...ดูแล้วคิดถึงบ้านคุณยายตอนสมัยเราเป็นเด็กๆ...แม่มักจะพาเราไปฝากไว้ที่บ้านคุณยายตอนปิดเทอม(อยู่ริมทะเล...บ้านสะทัง..ซึ่งจะต่างกับตอนนี้มากมายนัก..คุณชายขอบคงรู้จัก)...น่าจะมีภาพชาวประมงกลับจากหาปลาอีกสักภาพนะคะ...ความทรงจำตอนวัยเด็กจะได้หวนกลับมาทักทาย...อีกสักครั้งนึง

ปอม

     ภาพนี้ใช่เลย ทะเลเดียวกันกับที่สะทัง ที่เห็นคือเกาะสี่-เกาะห้าถ่ายที่เขาชัน เมื่อวันไปทำเวที "พัฒนาทีมสุขภาพเขตเมือง (เทศบาล+รพ.พัทลุง)" เป็ดนั่นก็เป็นในทะเลเดียวกันนี่แหละ แต่คนละช่วงเวลา ใช่นะภาพในตอนเด็ก ๆ เหลือน้อยลงมา เดี่ยวนี้ชายทะเลเปลี่ยนจากที่จอดเรือเป็นร้านอาหาร บังกะโร ฯลฯ คนหาปลามีบ้างแต่ก็เหลือน้อย และมักจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า "ทำงานโรงงานได้แน่นอนกว่า..." แล้วเราจะว่าไง ได้แต่นึกในใจว่าอยากมีสัก 20 มือ 10 หัว (แต่ก็กลัวเป็นทศกัณฑ์ เพราะในใจนึกอยากเป็นพระรามมากกว่า แฮะ!)

       พรุ่งนี้เช้ากะไว้ว่าจะไปทำบุญที่บ้านคุณยาย(ซึ่งจะไปเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว)...พบปะสังสรรค์กับญาติๆตามธรรมเนียม...แล้วกะว่าช่วงบ่ายๆจะขับรถเลียบริมทะเลไปเรื่อยๆ...ไปทางจองถนน...ถ่ายรูปเก็บไว้...ฟื้นความทรงจำในวัยเด็กซะหน่อย(ดูในภาพแล้วชวนนึกถึงบรรยากาศตอนเย็นที่คุณยายเรียกหลานๆมากินข้าวพร้อมกัน...สงบเงียบ...แต่ไม่เหงา)..คิดถึงขึ้นมาเมื่อไหร่...ก็ยิ้มได้ทุกที...เอ๊! แต่อยากรู้นัก...ว่าทำไมถึงอยากเป็นพระราม?
     ยิ้ม ๆ จะได้มีหน้าเดียว(เหมือนตอนนี้) ไม่ต้องตีหลายหน้าอย่างที่ (หลาย ๆ คน) นิยมกัน ล้อเล่นน้า...ไม่หรอกแค่เป็นพระเอกใจดีนะ ใครอยากเป็นตัวโกงบ้างล๊ะ แต่เอาเข้าจริง ๆ นะขอแค่คนดีที่ไม่ต้องเป็นพระเอกก็พอ(เพียง) แล้ว ว่าไหม!

เป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้เป็นสหายของคุณชายขอบ

ขอบคุณ

นับว่าโชคดีที่มาอ่านตอนค่ำ เพราะว่าชอบอ่านอะไรที่ "หนัก" ก่อนนอน จะได้ไปทำความเข้าใจในฝันไม่ต้องหมกมุ่นครุ่นคิดตลอดวัน

เมื่อวานดูหนัง The passion of the christ นึกถึงกระทู้นี้แว่บๆ เงื่อนเวลาชีวิตของคนแต่ละคนต่างกันจริงๆ

คุณไร้นาม

     หากบันทึกนี้ช่วยให้คุณไร้นามนอนหลับดี ผมคงได้กุศลไปด้วย เพราะการกล่อมให้คนหลับได้ เป็นกุศลอันเลิศ (ผมว่าเอง...มั่ว ๆ ไป)

     ยินดีไงครับ "สหาย" พูดได้ในยุคนี้ หากยุคก่อน พูดหลุดออกมาแล้วให้รีบเข้าป่า หากไปไม่ทัน ก็จะลงถังแดง (เรื่องถังแดงนี่ ที่กิ่ง อ.ศรีนครินทร์ มีชาวบ้านได้ทุนวิจัยจาก สกว.ท้องถิ่น รวบรวมศึกษาไว้อยู่นะครับ)

     ดีใจที่ คุณไร้นามได้ดู The passion of the christ แล้วเข้าใจจนนำมาถ่ายทอดไว้ว่า...เงื่อนเวลาชีวิตของคนแต่ละคนต่างกันจริง ๆ

     ขอบคุณสหายไร้นามอีกครั้ง ขอบคุณอย่างแรง ขอบคุณจังหูเหม็ด

  • เมื่อได้พบเจอกับจุดตัดแห่งการไตร่ตรอง
    เราพบว่ามีเวลาที่หายไป (อีกแล้ว)
    อาจจะดูเหมือนเสียใจ เสียแรง
    แต่ได้เรียนรู้ เรียนรู้ว่าเวลาที่หายไป
    ไม่ได้เสียหายอะไร แน่นอนย่อมได้ประสบการณ์
    แม้จะปวดร้าว หนาวสั่น ร้อนรน ไปบ้าง
    ก็ได้รู้ว่าต้องจัดการกับตัวตน หาใช่กับใคร ๆ

เวลาชีวิต