“เวลาของชีวิต” จึงเป็นสมบัติส่วนตัว เป็นเรื่องที่อิสระ หากแต่เราจะใช้เวลาชีวิตเพื่อยกระดับความเป็นคนสู่ความเป็นมนุษย์ หรือจะกลับกัน ก็อิสระแก่ตัวตน...ตนเอง

     เช้านี้จะบอกว่าอาจจะดูซีเรียสไปนิด เมื่อผมบันทึกเรื่องนี้ เพราะผมพยายามที่จะตกผลึกเขียนหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จสักที ผมตอบตัวเองบ่อย ๆ ว่า “เวลาอ้างอิง หรือ เวลาสัมพัทธ์” ที่แท้จริงแล้วคืออะไร ก็ได้คำตอบโดยสรุปว่าน่าจะเป็น “เวลาของชีวิต” ฉะนั้นผมไม่เชื่อว่า ทุกคนเกิดมามีเวลาเท่ากัน โดยการอ้างอิง หรือ เป็นเวลาชีวิตสัมพัทธ์

     “เวลาชีวิต” เราแต่ละคนมีไม่เท่ากันแน่ ๆ แต่ในแต่ละคน “เวลาชีวิต” เป็นเวลาที่มีปริมาณแน่นอนมีจุดสิ้นสุดแน่นอน รู้ได้ล่วงหน้าว่า “เวลาชีวิต” เหลือเท่าไหร่ หากเมื่อรู้จักชีวิตว่าจะดำรงอยู่ถึงเมื่อไหร่ “เวลาชีวิต” ไม่ใช่อายุ เพราะอายุเป็นเพียงสัญลักษณ์บอกตัวตนอย่างหนึ่ง และเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของ “เวลาชีวิต” เท่านั้น อายุคือเวลาอ้างอิงบนโลกที่ใช้นับเมื่อเริ่มเกิดเหตุการณ์...ถึงขณะนับ หรือ...ถึงจุดอ้างอิงหนึ่งของเวลา อายุจึงนับได้ตามการอ้างอิง จะนับถึงอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตก็นับอายุได้ แต่เวลาชีวิตนับไปถึงอนาคตไม่ได้ และนับได้มาถึงขณะนับเท่านั้น ที่สำคัญนับได้เพียงว่า “หายไปเท่าไหร่” แต่ไม่สามารถนับว่ามีเท่าไหร่ หรือได้มาแล้วเท่าไหร่  เชื่อว่าผมเขียนบันทึกนี้แล้วอ่านไม่ค่อยเข้าใจ เพราะการสื่อความหมายอย่างที่ผมเข้าใจไม่น่าจะดีนัก

     เมื่อเราบอกว่าเวลาเป็นทรัพยากร เวลาก็คือโอกาส แต่โอกาส จะไม่ใช่เวลาทั้งหมด โอกาสคือความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ อย่างเป็นธรรม หรือมีโอกาสเกิดได้เท่า ๆ กัน (เป็นข้อสมมติ เมื่อจะพูดถึงโอกาส) หรือเมื่อเราหยิบยื่น เพื่อให้โอกาสแก่สิ่งใด นั้นคือการเลือกเพื่อเบี่ยงโอกาส โดยได้พยายามให้เกิดขึ้นในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ฉะนั้นการให้โอกาส หากด้วยใจอันบริสุทธิ์ ก็เพียงเพื่อการจัดการกับแรงเบียดอะไรสักอย่างในความพยายามที่จะรักษา “สมดุล” แห่ง “โอกาส” ที่มีโอกาสเกิดได้เท่า ๆ กันไว้ เวลาที่ใช้เพื่อการดังกล่าวเกินจากที่ควรใช้โดยปกติ ย่อม “เป็นเวลาที่หายไป” ส่วนหนึ่งด้วย

     เมื่อคนเราเกิดมาแล้วต้องรับผล...จากธรรมชาติ จนต้องพิกลพิการ ไม่สมประกอบ ไม่สมบูรณ์ “เวลาชีวิต” จึงหายไป หายไปโดยไม่ได้ทำตัวเอง แต่ (ธรรม)ชาติ ได้กำหนดไว้ว่าให้หายไปเท่าไหร่ แต่ใช่ว่าจะไม่ได้กลับคืนมาเลย จะได้กลับคืนมาก็ได้ ด้วยการใช้เวลาชีวิตของคนอื่น ช่วยเฉลี่ยคืน คนอื่นที่ว่าก็จะสูญเสียเวลาชีวิตไป(บ้าง) ในฐานะผู้ให้ แต่คนที่ได้รับย่อมได้เวลาชีวิตกลับมามากกว่าเวลาชีวิตที่ผู้ให้เสียไป

     บางคนเกิดมาสมบูรณ์ เพียบพร้อม ก็มีเวลาชีวิตหายไปได้ หายไปเพราะทำตัวเอง หายไปเพราะไม่ใด้ใช้เวลาชีวิตได้ หรือใช้อย่างไม่อิสระ เวลาของชีวิตที่จะไม่หายไปเลย คือ “ชีวิตที่อิสระ” ซึ่งในสังคมนี้ ไม่มีทางที่เป็นไปได้จริง จึงพยายามบอกว่าเมื่อเกิดมาพร้อมเวลาของชีวิตที่แน่นอน ทุกคนจะเริ่มนับเวลาของชีวิตที่เสียไปได้ แต่จะนับเวลาชีวิตที่ได้รับเพิ่มมาใหม่ไม่ได้ เพราะเงื่อนไขของสังคมและความเป็นมนุษย์ที่เราต้องยอมรับ โดยหลักสำคัญคือ การเฉลี่ยเวลาชีวิต ให้กันและกัน เวลาของชีวิตของแต่ละคนจึงต้องเสียไป แต่เราจะได้ความเป็น “มนุษย์” ที่หลุดพ้นจากความเป็น “คน” มากขึ้น เราเรียกเวลาชีวิตที่เสียไปเช่นนี้ว่าเป็น “เวลาชีวิตที่มีคุณค่า มีคุณภาพ ในความเป็นมนุษย์” กลับกันหากใครได้ใช้เวลาของชีวิตตนเองไปเพื่อทำลายเวลาชีวิตของคนอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เราก็จะเรียกเวลาชีวิตที่เสียไปเช่นนี้ว่าเป็น “เวลาชีวิตที่ไร้คุณค่า ขาดคุณภาพ ในความเป็นมนุษย์”

     “เวลาของชีวิต” จึงเป็นสมบัติส่วนตัว เป็นเรื่องที่อิสระ หากแต่เราจะใช้เวลาชีวิตเพื่อยกระดับความเป็นคนสู่ความเป็นมนุษย์ หรือจะกลับกัน ก็อิสระแก่ตัวตน...ตนเอง เวลาชีวิตที่หายไป (เชิงสัมพัทธ์) คือเวลาชีวิตที่ถูกใช้ไปเพื่อเบียดขืนอะไรบางอย่าง...อย่างไม่อิสระ หากถูกใช้ไปอย่างเป็นธรรม(ชาติ) จะไม่เรียกว่าหายไป แต่จะเรียกว่าถูกใช้ไปตามปกติที่ธรรม(ชาติ)กำหนด นับตั้งแต่เมื่อครั้งถือกำเนิดมา การหายไปก็เป็นเรื่องของธรรม(ชาติ) แต่หากว่าหายไปเพื่ออะไร และได้ให้อะไรตอบแทนกับ “ชีวิต” ที่เป็นเจ้าของ “เวลา” ที่แท้จริง