พม่า (Burma, Myanmar) เพื่อนบ้านที่โลกหันหลังให้ ตอนที่ 3 เมืองโบราณที่มีชีวิต
ตั้งใจนำเรื่องราวของเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งที่คนไทยไม่ใคร่รู้จัก มาเล่าสู่กันฟังผ่านภาพดิจิตัลที่ได้ถ่ายไว้ตั้งแต่ปี 2546 พร้อมด้วยความทรงจำและการค้นคว้าเพิ่มเติมบ้าง โดยแบ่งออกเป็น 5 ตอน คือ สภาพบ้านเมือง, ผู้คนพม่า, เมืองโบราณที่มีชีวิต, ความศรัทธา, และ ความประทับใจ ทั้งนี้อาศัยสายตาของผู้ผ่านทางคนหนึ่งที่ไม่ได้ลึกซึ้งเรื่องใดเป็นพิเศษ
ตอนที่ 3 เมืองโบราณที่มีชีวิต
บางคนมองโบราณสถานว่าเป็นมรดกทางอารยธรรมของมนุษย์ในประวัติศาสตร์ อีกหลายคนอาจมองว่าเป็นของเก่าที่ทรุดโทรมผุพัง แต่ความขาดพร่องทางวัตถุของบ้านเมืองพม่าเมื่อเทียบกับโลกภายนอก ทำให้ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของผู้มาเยือนกลับมีความกลมกลืนแยกไม่ออกระหว่างอดีตกาลกับปัจจุบัน บรรยากาศเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายนักในทุกแห่งที่การท่องเที่ยวสมัยใหม่แผ่ขยายไปถึง บางคนอาจพุดว่า "พม่ามีสภาพเหมือนกับไทยเมื่อ 60 ปีก่อน หรือนานกว่านั้น" แต่ความเป็นจริงภายใต้ข้อจำกัดทางการเมือง พม่ายังคงความบริสุทธิ์ไว้เหมือนเมื่อครั้งในอดีต และยังอาจโยงไปถึงภาวะจิตใจที่ปราศจากความซับซ้อนทางสังคมและเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์ มันได้หยุดนิ่งอย่างที่เคยเป็นไม่ว่าใครจะเห็นเป็นอย่างไร
ประวัติศาสตร์ผู้คนในแถบนี้มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล ชาวมอญเป็นกลุ่มแรกที่สร้างบ้านแปงเมืองลงในลุ่มน้ำอิรวดี กล่าวกันว่าอิทธิพลของศาสนาพุทธได้แผ่ลงมาจากอินเดียสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช จนกระทั่งชาวพม่าอพยพจากทางเหนือแถบธิเบตลงมาถึงพุกาม (Pagan) และรบชนะมอญในพุทธศักราช 1600 สถาปนาเป็นอาณาจักรแรกสุดของชนชาติพม่า ทำให้ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ดินแดนในคาบสมุทรสุวรรณภูมิตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสองอาณาจักรคือขอมและพุกาม สองราชวงศ์ที่สืบต่อกันมาอีกร่วม 500 ปี คือตองอู (Toungoo) และคองบอง (Konbaung) เป็นห้วงเวลาที่พม่าตกอยู่ภายใต้สงครามกับจีนทั้งกับราชวงศ์หยวน (มองโกล) และราชวงศ์ชิง เกิดการต่อสู้ระหว่างชาติพันธุ์ภายในภูมิภาคกับชาวมอญ ไทยใหญ่ (ฉาน) และอยุธยาในทางใต้ และ เผชิญหน้ากับโปรตุเกส ฝรั่งเศสและอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม จนถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่จะได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่กลับไปปกครองภายใต้อำนาจของทหารในเวลาต่อมา
เมืองหงสาวดี (พะโค-Bago) ตั้งอยู่เหนือไปจากเมืองย่างกุ้ง 84 กิโลเมตร เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรมอญในสมัยกษัตริย์ธรรมเจดีย์ ครองราชย์ พ.ศ. 1970-2035 และเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรตองอูในสมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ และพระเจ้าบุเรงนอง พ.ศ. 2094-2124 เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาเถรวาทและศูนย์กลางทางการค้า
พระพุทธไสยาสน์ชเวทาลยวง (Shwe Tharl Yaung) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1537 เป็นพระนอนยาว 55 เมตร สูง 16 เมตร เมื่อพระเจ้าอลองพญาปราบมอญ เมืองหงสาวดีถูกปล่อยร้าง ทิ้งพระนอนตากแดดตากฝนจนถึงปี พ.ศ. 2491 ถึงถูกค้นพบและบูรณะใหม่

พระราชวังหงสาวดี (Kanbawzathadi Palace) จำลองจากวังของพระเจ้าบุเรงนอง กยอดิน-นรธา ผู้ชนะสิบทิศ สร้างขึ้นใหม่ตามบันทึกของ ราล์ฟ ฟิตซ์ (Ralph Fitch : ชาวอังกฤษ มรณะ พ.ศ. 2154) อาจเพราะมีงบประมาณจำกัด ลวดลายบนสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย คล้ายใช้สีพ่นซิลค์สกรีน ดูเป็นฉากหลอกๆ พิกล พระธาตุมุเตา (Shewe mawdaw) หรือ พระมหาเจดีย์ชเวมอดอ อายุกว่า 1,200 ปี ประดิษฐานพระเกศาของพระพุทธเจ้า เป็น 1 ใน 5 ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในพม่า คือ เจดีย์ชเวดากอง ที่ย่างกุ้ง,เจดีย์ชเวสิกอง ที่พุกาม, เจดียไจก์ทิโย (พระธาตุอินแขวน)ที่รัฐฉาน, องค์พระมหามัยมุนีที่มัณฑะเลย์, และเจดีย์ชเวมอดอที่หงสาวดีนี่เอง เมืองพุกาม (Bagan) อดีตราชธานีของหลายอาณาจักรพม่ายุคโบราณ มีประวัติย้อนหลังไปเกินกว่า 1,000 ปี ภายหลังถูกรุกรานและครอบครองโดยอาณาจักรมองโกลในสมัยกุบไลข่าน ศูนย์กลางการปกครองจึงถูกย้ายไปอยู่ที่อื่นคงไว้แต่เป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาพุทธเถรวาท ภูมิประเทศแม้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีที่มีขนาดกว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็เป็นเขตแห้งแล้งกันดาร ถูกขนานนามว่าเป็นทะเลสถูปและเจดีย์ ปัจจุบันยังมีเจดีย์มากกว่า 2,000 องค์ องค์การยูเนสโกเคยพยายามประกาศให้เป็นมรดกโลกแต่ไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวกันว่าการบูรณะเจดีย์ที่หักพังกองกันอยู่ตามพื้นไม่ได้ทำตามหลักวิชาการ นับแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันเชื่อกันว่าผู้สร้างหรือผู้บูรณะเจดีย์จะได้บุญกุศล ฟังมาว่าทหารชั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลในหลายปีที่ผ่านมานิยมทำบุญด้วยการบูรณะยอดเจดีย์โดยใช้ฝีมือช่างและรูปแบบตามอำเภอใจ สังเกตได้จากสีของอิฐที่ออกสีส้มต่างจากของเดิม เจดีย์ชเวสิกอง (Shwezigon Pagoda) สร้าง พ.ศ.1627-1656 โดยพระเจ้าอโนรธา (Anawrahta) เมื่อทรงรบชนะมอญ และต่อมาได้ทรงประกาศให้พุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาของราชอาณาจักร ริเริ่มติดต่อกับศรีลังกา จนพุทธศตวรรษที่ 17 และ 18 พุกามกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาพุทธ พระสงฆ์จากทุกภูมิภาคเดินทางมาที่นี่ ภายในบรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า วัดมนูหะ (Manuha Temple) จากจารึกพระเจ้ามนูหะมีความว่า วัดนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1610 สิบปีหลังจากพระองค์ผู้เป็นกษัตริย์มอญพ่ายแพ้แก่พระเจ้าอโนรธามังช่อ (Anawrahta) และทรงถูกนำตัวมาอยู่ที่พุกาม นับเป็นวัดแรกๆ ที่ถูกสร้างขึ้น มีพระพุทธรูปปางค์สมาธิองค์ใหญ่หนึ่งองค์หน้าตักกว้าง 46 ฟุต ยังมีปางค์สมาธิเล็กกว่าหน้าตักกว้าง 33 ฟุตอีกสององค์ ทั้งสามองค์ถูกสร้างในพื้นที่คับแคบ ตำนานกล่าวว่าเพื่อสะท้อนความรู้สึกที่ถูกกักกั้นไม่ให้ไปไหน ยังมีปางค์ปรินิพพานอีกองค์หนึ่งด้านหลังยาว 90 ฟุต ถูกสร้างอัดลงในที่คับแคบเหมือนกัน รูปปั้นพระเจ้ามนูหะ (Manuha) กับมเหสี นิงกาลาเทวี (Ningala Devi) ผู้ทรงขายทรัพย์สินติดตัวเพื่อใช้สร้างวัดนี้ขึ้นมา ปัจจุบันตัววัดยังมีผู้นิยมใช้เป็นที่ทำพิธีทางศาสนาพุทธ วัดอนันดา (Ananda Temple)หรือ อานันทเจดีย์ น่าจะสร้างโดยพระเจ้ากันชิตใน พ.ศ. 1634 เป็นเจดีย์สวยที่สุดมีมุขยื่นออกไป 4 ด้าน แผนผังเหมือนไม้กางเขน แต่ละด้านมีซุ้มคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปสุง 10 เมตร เมื่อเขยิบเข้าไปใกล้องค์พระที่สูงตระหง่าน พระพักต์จะเปลี่ยนไปตามองศาความชันของการแหงนคอขึ้นมอง ในแต่ละทิศนั้นมีพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ในกับนี้รวม 4 พระองค์ ทิศเหนือ พระกกุสันธะ (Kakusanda) ทิศตะวันออก พระโกนาคมนะ(Konagamana) ทิศใต้ พระกัสสปะ (Kassapa) ทิศตะวันตก พระโคตมะ (Gotama)พระพุทธเจ้าของเรา เจดีย์สัพพัญญู (Thatbyinyu) เป็นวิหารสูงที่สุดในพุกาม ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส เป็นวัดประจำราชการพระเจ้าอลองสินธุ (Alaungsithu) พ.ศ. 1656-1606 บรรยากาศทั่วไปในพุกาม เป็นเมืองโบราณทางพุทธศาสนาที่มีมนต์ขลังชวนให้เกิดความฉงนฉงาย ยังหลงเหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์มากมายให้ผู้รู้ได้ศึกษาค้นคว้า แม้จะมีสิ่งแปลกปลอมเป็นยอดเจดีย์ที่ได้บูรณะแทนของเก่าที่หักพัง แต่อาจด้วยความเขลาและไม่สนใจรูปทรงดั้งเดิมเลยสร้างใหม่ตามอำเภอใจ สำหรับผู้นิยมการท่องเที่ยวผจญภัยนั้น พุกามยังเต็มไปด้วยซอกหลืบและการปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงรอให้แปลกใจและตื่นเต้น อีกทั้งเกือบทุกแห่งยังมีผู้คนเข้าไปกราบไหว้บูชาเป็นปกติ จึงทำให้ดูเหมือนเป็นเมืองโบราณที่ยังมีชีวิต จะมีข้อที่ควรระวังคือประเพณีที่ต้องถอดรองเท้าถุงเท้าออกเมื่อเข้าไปในพื้นที่ด้านใน แสงแดดตอนเที่ยงที่สาดส่องไปทั่วกับการเดินเท้าเปล่าบนลานกว้างจึงเป็นการแนบฝ่าเท้าอันอ่อนนุ่มของคนเมืองบนพื้นที่ร้อนผ่าว และเป็นที่มาของคำแนะนำที่ให้พักหลังเที่ยงก่อนออกทัวร์อีกครั้งในยามแดดล่มลมตก
มัณฑะเลย์ (Mandalay) ปัจจุบันเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากย่างกุ้ง ห่างขึ้นไปทางเหนือราว 620 กิโลเมตร ได้รับการสถาปนาให้เป็นราชธานี ในรัชสมัยพระเจ้ามินดง (Mindon Min) ในปี พ.ศ. 2400 เพื่อป้องกันการรุกรานจากอังกฤษ ถูกสร้างขึ้นภายใต้คำพยากรณ์โดยย้ายเมืองอมรปุระ มาสร้างใหม่ที่เชิงเขามัณฑะะเลย์ แต่กลายเป็น 28 ปีสุดท้ายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อนที่พระเจ้าธีบอกษัตริย์องค์สุดท้ายจะปราชัยแก่อังกฤษและถูกผนวกเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย สิ้นสุดราชบัลลังก์นกยูงที่มีอายุมานานกว่าพันปี พระราชวังมัณฑะเลย์เดิมถูกเผาจนหมดสิ้น แม้แต่พระที่นั่งสิงหนาทในท้องพระโรงที่ทำจากทองคำประดับอัญมณีล้ำค่ามากมายยังถูกย้ายไปอยู่ที่ British Museum ก่อนที่จะทวงคืนและเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่เมืองย่างกุ้งในภายหลัง ภาพที่เห็นจึงเป็นเพียงวังที่สร้างจำลองจากภาพถ่ายเดิม มีลักษณะเป็นเค้าโครงหยาบๆ มากกว่าจะเป็นงานฝีมือประณึตโบราณ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรัฐบาลทหารยังมีเรื่องอื่นต้องใส่ใจภายใต้การปิดกั้นไม่คบค้าสมาคมด้วยจากนานาชาติ วัดพระมหามัยมุนี (Maha Myat Muni) ตามตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 700 โดยชาวยะไข่ ปัจจุบันเป็นที่จาริกแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากเข้าแถวนุ่งโสร่ง (ข้อบังคับ-ไม่เว้นชาวต่างชาติ) ทยอยกันขึ้นไปปิดทองที่ตัวองค์พระจนถูกขนานนามว่าพระนิ่ม กล่าวกันว่ามีทองคำเปลวปิดบนองค์พระหนาหลายเซ็นติเมตรจนดูตะปุ่มตะป่ำ ด้านหลังวัดยังมีอาคารเก็บรักษาโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ขนย้ายไปจากกรุงศรีอยุธยาคราวเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง เป็นรูปปั้นสัมฤทธิ์ทำขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่สยามเอาไปจากเขมรอีกทอด ประกอบด้วยช้างเอราวัณ สิงห์ และพระอิศวร
สังเกตได้ว่าที่วัดนี้มีรายละเอียดงานศิลปะบนโค้งเหนือช่องเข้าอาคารอยู่มากดูงามวิจิตรไม่แพ้ใคร น่าเห็นใจว่าเมือไหร่บ้านเมืองเขาถึงจะสงบ กลับมาฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรมใหม่ได้อีกครั้ง อีกอย่างที่สำคัญคือทุกเช้าเวลาตีสี่ครึ่งจะมีพิธีล้างหน้าองค์พระซึ่งมีผู้คนมาเฝ้าด้วยความศรัทธาอย่างเนืองแน่นไม่แพ้เวลากลางวัน ดูไปคล้ายๆ กับการเข้าวัดทำวัตรเช้า มีสังฆราชนั่งแถวหน้าเป็นประธาน
วัดชเวนันดอ (Shwe Nandaw) เป็นพระตำหนักเดิมที่พระเจ้ามินดงใช้เป็นที่นั่งทำสมาธิและทรงเสด็จสวรรคตที่นี่ ภายหลังพระเจ้าธีบอได้ทรงย้ายออกจากพระราชวังและถวายให้วัด เลยรอดจากการถูกเผา สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง แกะสลักด้วยลวดลายงามวิจิตรเป็นเรื่องราวในทศชาติชาดก มีลักษณะสถาปัตยกรรมและงานช่างแบบพม่าขนานแท้ดั้งเดิม สะท้อนว่างานใหม่ที่ดูหยาบๆ ในหลายแห่งที่ผ่านมานั้น อาจเป็นเพราะความอัตคัดหรือความขาดเขลาปัญญาของคนปัจจุบันกันแน่ สถานที่สำคัญอื่นๆ ในมัณฑะเลย์ยังมี วัดกุโทดอ (Kuthodaw) หรือ กุโสดอ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ามินดงเพื่อใช้เป็นที่สังคายนาพระไตรปิฏก และเก็บพระไตรปิฏกที่สลักบนเสมาหิน 729 แผ่น มีศาลาสีขาวหลังคาทรงระฆังคว่ำขนาดย่อมคลุมแผ่นหินเรียงเป็นแถว เนินเขาแห่งมัณฑะเลย์ (Mandalay Hill) เป็นสถานที่จาริกแสวงบุญอีกแห่งสำหรับชาวพม่าที่ต้องไปให้ถึง โดยใช้เนินเขาที่กลางเมืองมัณฑะเลย์สร้างศาสนสถานให้เสมือนมันดาลาหรือมณฑลอันศักดิ์สิทธิ์ โดยมีตำนานเล่าว่าพระพุทธองค์ทรงเคยเสด็จมาถึงภูเขาแห่งนี้ และนางยักษ์ขมูขี (Sanda Muhki) ได้นำนมของตนขึ้นถวายอันเป็นการสักการะสูงสุด บนยอดมีวิหารและระเบียงเห็นได้รอบทิศ ย่างกุ้ง (Yangon) เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของพม่า อดีตเคยเป็นเมืองหลวงจนกระทั่ง พ.ศ. 2548 จึงได้ย้ายเมืองหลวงไปที่เนปิดอ (Naypyidaw) ในยุคโบราณเคยเป็นเมืองดากอง (Dagon) ของมอญมาตั้งแต่ 1,500 ปีก่อนจนกระทั่งพระเจ้าอลองพญาปราบพม่าตอนใต้ได้สำเร็จและเปลี่ยนชื่อเรียกเมืองแห่งนี้เป็นย่างกุ้ง อันมีความหมายว่า "ปราบศัตรูราบคาบ" เจดีย์ชเวดากอง อันหมายถึงมหาเจดีย์แห่งเมืองดากอง ตามตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ 2,500 ปีที่แล้วโดยชาวมอญ โดยพี่น้องพ่อค้า 2 คนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้รับพระราชทาน พระเกศา มา 8 เส้น เจดีย์ได้ถูกซ่อมแซมเสริมแต่งมาเรื่อยจนในที่สุดมีความสูง 98 เมตร ชาวบ้านมักมานมัสการ ตลอดจนทำพิธีทางศาสนาตลอดเวลาไม่ว่างเว้นทั้งกลางวันและกลางคืน อาจกล่าวได้ว่าความเป็นเจดีย์ที่สำคัญที่สุดคู่เมืองพม่านั้น ดูได้จากบรรดาวัตถุล้ำค่าที่มีผู้นำไปถวายให้ บนยอดสุดของพระเจดีย์สีทองเหลืองอร่าม มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด โดยเฉพาะเม็ดบนสุดเป็นเพชรเม็ดใหญ่หนัก 72 กระรัต และทับทิมอีก 2,317 เม็ด มีนิทรรศการบรรยายความเป็นมาตลอดจนประวัติการบูรณะองค์พระเจดีย์จัดไว้เป็นห้องไว้ ผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความศรัทธาสูงสุด อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์รวมแห่งการปฏิบัติภาวนาของชนทุกชาติพันธุ์ ทุกเพศทุกวัย ทำให้คิดถึงต้นธารของศาสนาพุทธเถรวาทที่พระพม่าได้เผยแผ่สู่การปฏิบัติวิปัสสนาในประเทศไทย ตอนที่ 1 : สภาพบ้านเมือง http://www.oknation.net/blog/thinking-aloud/2007/07/18/entry-1 ตอนที่ 2 : ผู้คนพม่า http://www.oknation.net/blog/thinking-aloud/2007/07/19/entry-1 ตอนต่อไป : ตอนที่ 4-5 : ความศรัทธา และ ความประทับใจ (ตอนสุดท้าย) รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/neighbour/myanmar.htm http://www.burma-info.org/autopagev3/show_all.php?keyword=&group_id=1&auto_id=10&page=2 




























