อยากจะเล่าประสบการณ์การทำงานกับชาวบ้าน ชาวเผ่าต่างๆบนดอยครับ
ที่ๆทำงานอยู่นั้นเป็นรพ 30 เตียง ให้บริการกับประชากรหลายกลุ่มใหญ่ๆดังนี้
1.ชาวบ้านพื้นเมืองแม่ฮ่องสอนคือคนไต (ประมาน 35%)
พูดภาษาไต(ไทยใหญ่) คนกลุ่มนี้แบ่งเป็นอีกสอง
กลุ่มครับ คือ ไตที่เป็นไทยแท้คือมีบัตรประชาชน กับไตนอกที่เป็นคนต่างด้าวไม่มีบัตร
ไตที่เป็นคนไทยนั้นไม่มีปัญหาครับ เพราะว่าเขาฟังและพูดภาษาไทยกลางได้ แต่ถ้าเป็นไต
นอกนั้นลำบากพอสมควรครับ ผมฟังไม่ค่อยรู้ต้องใช้ล่ามเพื่อคุยเรื่องอาการที่ยากๆ
2.ชาวบ้านเผ่าลีซอ(LISU) ประมาณ 25%
ในพื้นที่มีมากครับ และก็พูดอีกภาษาหนึ่งคล้ายภาษาจีน
เรื่องการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่นี่ยังไม่สามารถเข้ามาแทรกแทรงการแต่งตัวได้ครับ
ชาวบ้านจะแต่งชุดที่เป็นพื้นเมืองมารพ อยู่ครับ เรื่องการสื่อสารก็ขึ้นกับอายุครับ
ถ้าอายุเกิน40 ก็ส่วนมากไม่รู้ภาษาไทย ถ้าคนรุ่นใหม่ก็สบายครับ
คนลีชอส่วนมากก็จะอยู่บนดอยครับ อาชีพหลักคือการปลูกพืชไว้ขายและกินเอง
ฐานะส่วนมากยังยากจนอยู่ครับ(ถ้าวัดด้วยรายได้ที่เป็นเงิน)
3.ชาวบ้านเผ่ามูเซอ(ล่าหู่) ประมาณ 20%
แบ่งเป็นอีกสองกลุ่มครับคือมูเซอแดง และมูเซอดำ ซึ่งชุดต่างกันมีสีตามชื่อครับ
ชอบอยู่ตามดอยสูงเช่นกัน อาชีพก็คล้ายชาวลีซอครับ
4.ชาวบ้านเผ่ากะเหรี่ยง ประมาณ 10%
ส่วนมาอพยบมาจาก อ.เมือง การแต่งตัวก็ไม่ค่อยเห็นชุดพื้นบ้านแล้วครับ
5.ชาวบ้าน ต.ด.(ต่างด้าว) ประมาณ5-10 %
ผู้คนชายขอบเหล่านี้ยังแบ่งเป็นอีกหลายกลุ่มครับ ตามบัตรที่แสดงตน ชาวบ้านเหล่านี้
ไม่มีนามสกุล ไม่มีสิทธิการรักษาใดๆ(เป็นกลุ่มที่ทำให้งบ30บาทถูกเกลี่ยมารักษาคนกลุ่มนี้ด้วย แต่บางคนก็มีสิทธิเพราะนายจ้างจ่ายเป็นรายปี)
6.อื่นๆ
เช่นชาวลั๊ว ชาวปะโอ และคนดอยไตแลง(ต่างประเทศ)
ครับวันนี้ก็เพียงอยากเสนอเรื่องราวของการทำงานในพื้นที่ ที่มีความหลากหลาย
ของเชื้อชาติ หลายภาษาและวัฒนธรรม เป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดาๆครับ อาจไม่ถือ
เป็นสาระอะไรมากมายต่อท่านผู้รู้ แต่ว่าก็เป็นเส้นทางของการ ลปรร มือใหม่ครับผม...
ดีครับ..ได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวจากแดนไกล.. นี่ผมว่า รพ.ที่อยู่ชายขอบประเทศ คงจะมีเรื่องราวน่าเรียนรู้และศึกษาอีกเยอะ อย่างที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มีทั้ง กะเหรี่ยง มอญ พม่า หรือทางสุรินทร์ มีส่วย กัมพูชา หรือทางใต้ มีมาเลย์
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานในพื้นที่ เราเรียนรู้จากเขา และก็ต้องให้เขาเรียนรู้จากเราด้วยเหมือนกัน จะได้ประสานประโยชน์กันได้อย่างราบรื่นขึ้น
ผมหวังใจไว้อย่างนั้นครับ..
นี่เป็นข้อได้เปรียบของหมอหรือคนที่ทำงานพัฒนาอยู่ในชนบทห่างไกลนะครับ ได้พบความหลากหลายของผู้คนต่างวัฒนธรรม แล้วจะค่อยๆซึมซับเอาการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
ไม่ต้องไปเข้ารับการอบรมว่าด้วยเรื่องการยอมรับความแตกต่างทางชาติพันธุ์ที่ไหน
ก็เรียนอยู่ทุกวันแล้วไง....ชาวบ้าน คนไข้ นั่นแหละครูของเรา
อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้ากรุงนะครับ