เช้าของวันที่ 6 ธันวาคม เป็นอีกเช้าที่สดชื่นควรค่าต่อการจดจำเป็นยิ่งนัก สวนสบายของคุณหมอสุพัฒน์ ถูกห่มคลุมด้วยหมอกหนาว
จนดูราวกับไร่ทั้งไร่มีหมอกหนาวเป็นผ้าผืนสวยปลิวสะบัดอยู่อย่างพลิ้วไหว
ช่วงสายของวันนี้ เราทุกคนออกเดินทางไปสู่ “ห้วยน้ำส่อม" เพื่อผนึกกำลังกับชาวบ้านและเยาวชนใน บ้านแม่นาเติงเพื่อลงแรงร่วมทำ “ฝายชะลอความชุ่มชื้น” หรือที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อ “ฝายแม้ว”

ห้วงแรกของการเดินทางถึงจุดลงรถก่อนลงสู่ลำห้วย
เกี่ยวกับเรื่องของฝายแม้วนี้ ผมพอมีข้อมูลคร่าว ๆ อยู่บ้าง เพราะเมื่อสักสองปีที่แล้วเคยได้คุยกับชาวบ้านแถว ๆ อุตรดิตถ์ โดยครั้งนั้นทั้งผมและนิสิตเดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประภัยน้ำท่วมโคลนถล่ม และครั้งนั้นเราได้ลงแรงทำฝายแม้วในลำห้วยร่วมกันอย่างแข็งขัน ด้วยความที่เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ของนิสิต ผมจึงร่วมกันถอดบทเรียนเพื่อให้คนที่เข้าร่วมเกิดองค์ความรู้ในสิ่งที่กำลังลงมือทำ -
ฝายแม้ว เป็นทำนบหรือเขื่อนเล็ก ๆ ที่นิยมสร้างขึ้นบริเวณป่าต้นน้ำและไล่เรียงเป็นระยะ ๆ ตามความลาดชันของพื้นที่ เพื่อชะลอการไหลของน้ำตามหุบห้วยและลำธาร อันจะช่วยให้เกิดภาวะน้ำขังนานพอที่จะให้พื้นที่ป่าที่รายรอบได้ดูดซับน้ำไปหล่อเลี้ยงป่า ก่อเกิดเป็นความชุ่มเย็นและนำไปสู่การฟื้นฟูป่า โดยบางแห่งยังสามารถทดน้ำไว้ได้เป็นจำนวนมาก พอถึงหน้าแล้งก็ดึงน้ำจากฝายแม้วนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ทั้งเพื่อผืนป่าและสัตว์ป่า หรือแม้แต่เพื่อใช้ในการดับไฟป่าด้วยเหมือนกัน
รอยยิ้มของคนทำงานที่พร้อมลงงานอย่างไม่เกี่ยงงอน
เกี่ยวกับการทำฝายแม้วนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นงานแห่งภูมิปัญญาโดยแท้ เพราะวัสดุที่นำมาใช้ส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วจัดหาได้จากสิ่งแวดล้อมภายในผืนป่าแทบทั้งสิ้น เป็นต้นว่า ไม้ไผ่ ก้อนหิน ดินและขอนไม้ หรือท่อนไม้ ขณะที่บางแห่งก็อาจเสริมความแข็งแกร่งด้วยการนำซีเมนต์มาผนึกเป็นทำนบเลยก็มี
ถึงแม้ฝายแม้วจะถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุจากธรรมชาติหรือปูนซีเมนต์ก็ตามเถอะ แต่ภาพรวมแล้วก็ล้วนแล้วแต่เป็นภาพสะท้อนที่ยืนยันได้ว่า “ฝายแม้ว” คือ กลไกอันสำคัญของการกักเก็บน้ำไว้เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้เกิดความชุ่มชื้นสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำให้สัตว์ได้ดื่มกินและเพาะขยายพันธุ์ตามแต่สภาพจะเอื้ออำนวย ยิ่งหากสามารถทำฝายแม้วได้เป็นจำนวนมาก ๆ ก็ยิ่งจะช่วยให้เกิดปรากฏการณ์อันหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างน่ายินดียิ่ง
และเหนือสิ่งอื่นใด ฝายแม้วไม่เพียงเป็นกลวิธีแห่งการนำภูมิปัญญามาสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในผืนป่าเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมแบบมีส่วนร่วมของชุมชนได้เป็นอย่างดี เพราะการทำฝายแม้วในแต่ละครั้ง ก็มักทำกันหลาย ๆ จุด มีการระดมแรงและมอบหมายการสร้างฝายเป็นกลุ่ม ๆ สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการแสดงพลังของชาวบ้าน และเชื่อมโยงไปสู่การเป็นส่วนร่วมของการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามวิถีของ “ชุมชน”

ห้วงแรกของการเตรียมการลงสู่การลำเลียงวัสดุสู่การทำฝายแม้ว
แต่อย่างไรก็ดี ก่อนออกเดินทางไปสู่การร่วมแรงสร้างฝายแม้วในครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์ภาคสนามในงานอาสาพัฒนา ผมก็หวนคิดว่างานนี้ควรต้องสวมกางเกงขาสั้นจะดีกว่า แต่ติดปัญหาที่เราไม่ได้เตรียมกางเกงขาสั้นมาเลย ครั้นจะใส่กางเกงชาวเลลุยน้ำก็วิตกว่าจะหลุดร่วงลงจากเอวได้ จึงจำต้องแต่งองค์ตามสภาพที่มีอยู่ แต่ก็โชคดีอยู่มาก เพราะก่อนงานจะเริ่มขึ้น เจ้าของโปรเจคก็มอบหมายให้ช่วยทำหน้าที่บันทึกภาพกิจกรรมเหล่านี้แทน
ถึงแม้ว่าผมจะเคยมีประสบการณ์ของการเป็น “คนค่าย” มาหลายค่าย แต่ก็อดที่จะตื่นเต้นกับกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ทำฝายนี้ไม่ได้ เพราะในแถวอีสานนั้น งานค่ายของพวกเราแทบไม่เคยได้ทำกิจกรรมในทำนองนี้ ส่วนใหญ่เป็นค่ายทางการศึกษา เน้นสร้างอาคาร สนามกีฬา สร้างห้องสมุด สร้างห้องสุขา จัดทำสื่อการเรียนการสอน ฯลฯ ถ้าจะมีในลักษณะนี้ก็กลายเป็นการทำฝายเต็มรูปแบบ หรือไม่ก็สร้างสะพานพาดข้ามลำธารไปเสียมากกว่า

บล็อกเกอร์ลุยงานกันอย่างไม่อิดออด
การทำฝายชะลอน้ำในห้วยน้ำซอมนี้ ถือเป็นกิจกรรมแรกที่เป็นรูปธรรมของ “จิตอาสา gotoknow”
ซึ่งหมายถึงการนำพาให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง และด้วยความที่ตนเองเคยเวียนว่ายในวิถีค่ายที่ต้องสร้างกระบวนการของการพัฒนานิสิตให้เรียนรู้หลักของการทำงานควบคู่ไปกับการเรียนรู้ชุมชน จึงอดที่จะเลียบๆ เคียง ๆ ซักถามผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ว่าลำน้ำในป่าชื้นแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร, ต้นกำเนิดอยู่ที่ไหน, ไหลผ่านชุมชนใด, ใครใช้ประโยชน์ รวมถึงความจำเป็นที่ต้องทำฝายชะลอน้ำ


คำถามเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาถามน้อง ๆ นักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 22 รวมถึงการเกริ่นถามน้องนิสิตจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมนัก เพราะในมุมของนิสิตก็อาจยังไม่ได้รับการปูพื้นในเรื่องเหล่านี้มาก่อน ส่วนเด็กนักเรียนนั้น ก็คงเป็นเหมือนกันทุกที่ที่นับวันก็ยิ่งรู้เรื่องชุมชนของตนเองน้อยลงไปทุกขณะ
ถึงแม้คำตอบที่ได้รับจะดูอันพร่าเลือนหรือแม้แต่เงียบงันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกผิดหวังกับกิจกรรมที่มีขึ้นนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะเข้าใจในเจตนารมณ์ของกิจกรรมนี้ดีว่าไม่ได้วางเป้าประสงค์หลักไว้กับประเด็นเหล่านี้เสียเท่าไหร่ ผมจึงได้แต่เก็บคำถามไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ และรอเวลาอันเหมาะสมจึงจะค่อยขยับเข้าสู่การแสวงหาความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาประดับไว้กับตัวเอง
และถ้าเป็นไปได้ก็ปรารถนาที่จะรับรู้เรื่องราวอันเป็นความรู้ใหม่นี้จากปากคำของท้องถิ่นโดยตรง
โดยไม่หวังพึ่งการสืบค้นจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้นถ้ามีโอกาสจึงบอกกับตัวเองอย่างหนักแน่นว่า “คุณเอก” นี่แหละคือเป้าหมายปากคำประวัติศาสตร์ที่ผมจะต้องขอความรู้ในเรื่องนี้ให้จงได้

วิถีของการทำงานในลำห้วยนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ถึงแม้ไม่มีกระบวนการของการมอบหมาย หรือจัดแจงบทบาทกันอย่างที่ควรจะเป็น แต่ทุกคนก็ขยับเข้าสู่การเรียนรู้และลงสู่การทำงานอย่างรวดเร็ว ไม่มีการถือยศถือศักดิ์ และใช้ "ใจ" ขับเคลื่อนไปอย่างมีพลัง
ทุกคนทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าตนเองสนใจและทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าจะก่อเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย
ไม่เว้นแม้แต้สองหนุ่มน้อยอย่าง “เจ้าดินกับเจ้าแดน” ก็กระโจนลงไปลุยกับการงานนี้อย่างไม่เกี่ยงงอน พลอยให้พี่ป้าน้าอาหลายท่านก็จำต้องลุยงานไปกับเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนหลายท่านออกอาการสะบักสะบอมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ“ป้าแดง”นั้นเป็นที่น่าเห็นใจมากที่สุด เพราะถือได้ว่าเจออิทธิฤทธิ์ของสองหนุ่มนี้ไปแบบเต็ม ๆ


ตลอดระยะเวลาของการทำฝายชะลอน้ำ ผมยังคงตะเวนบันทึกภาพในแต่ละจุดอย่างเต็มกำลัง
บางครั้งก็ลุยลงไปจับโน่นจับนี่กับเขาพอเป็นพิธี พร้อม ๆ กับการเฝ้าสังเกตบรรยากาศของการทำงานอย่างไม่ตกหล่น โดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตจาก “มศว” นั้นถือได้ว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเท่าที่รู้พวกเขาทั้งหลายแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยทำงานอาสาพัฒนามาก่อนเลยก็ว่าได้
แต่ถึงกระนั้น น้อง ๆ จาก มศว ก็พยายามอย่างเหลือทนกับการเรียนรู้กระบวนการของการทำฝายอย่างไม่อิดออด ผมจึงได้แต่ภาวนาให้พวกเขามีความสุขกับกิจกรรมนี้ และกิจกรรมนี้ก็คงสื่อให้พวกเขาได้เห็น “คุณค่าของตัวเอง” ภายใต้กรอบแนวคิดของการทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมอย่างสร้างสรรค์

และท้ายที่สุด เมื่อกลับถึงมหาวิทยาลัยฯ ก็หวังแต่เพียงว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ หุบห้วยแห่งนี้จะกลายเป็นความทรงจำอันดีงามสำหรับพวกเขา พร้อม ๆ กับการนั่งล้อมวง “ถอดบทเรียน” ในสิ่งที่พานพบ เพื่อเติมแต่งให้ชีวิตได้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ชีวิตด้วยวิธีลัดผ่านกระบวนการของการเรียน “นอกห้องเรียน” หาใช่การเรียนผ่านหนังสือหรือตำรา รวมถึงการชักพาให้พวกเขาหาเวลาว่างเดินทางเข้าสู่วิถีกิจกรรมมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
เพราะนี่คืออีกภาพสะท้อนหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า ความรู้ที่แท้จริงและมีค่าต่อชีวิต ล้วนเกิดจากการลงมือทำด้วยตนเองแทบทั้งสิ้น

แต่สำหรับผมแล้ว ขอสรุปตรงนี้เลยว่า การทำฝายชะลอความชุ่มชื้น (ฝายแม้ว) ในครั้งนี้ ผมมีความสุขกับภาพชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล และถึงแม้จะไม่ได้ลงมือลงไม้ด้วยตนเองสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังภูมิใจที่ได้เห็นความงดงามของมิตรภาพระหว่างผู้คนที่เกิดขึ้นในบริบทของกิจกรรมอันง่าย ๆ และแสนงามนี้
หรือบางทีผมอาจชวนให้นิสิต มมส หันมาทำค่ายในทำนองนี้มากขึ้นก็เป็นได้

เป็นหนึ่งเดียวด้วยใจจริง ๆคะ โดยเฉพาะน้องดิน น้องแดนน่ารักมาก
อ่านแล้ว ประทับใจมากๆเลยล่ะ
เป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกพี่ค่ะ ที่ได้มีโอกาสมาร่วมทำฝายแม้ว
ไม่ค่อยรู้เรื่อง ใส่เสื้อผ้ามาเต็มยศ เลยลุยได้นิดหน่อยค่ะ
พีีสังเกตดูผืนป่านี้ยังอุดมสมบูรณ์นะ เพราะมีต้นเฟิร์นหลายชนิด
ประทับใจที่...คุณเจี๊ยบ ขุดดินได้อย่างคล่องแคล่ว เลี้ยงลูกอย่างตั้งใจ คุณพนัส โชคดีมากที่มีคนข้างกายเป็นสุดยอดหญิงเลยนะ
จิตอาสาgotoknow
เราทำกัน ทั้งหมด ๔ ฝายด้วยกันครับ บรรยากาศความตั้งใจของทุกคนที่ "ห้วยน้ำส่อม" ทำให้ผมมีความสุขมากที่มีโอกาสได้เห็นสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นจากคนมากมายมาทำร่วมกัน
พวกเราเดินทางมาปายเพื่อทำกิจกรรมดีๆร่วมกัน...เป็นเครือข่ายทางสังคมที่ผมสัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ครับ
ปรึกษาหารือกลางป่า...ในวันทำฝายชะลอความชุ่มชื้น
หมอจ๋าย บรรเลงเพลงขับกล่อม พลังของจิตอาสาที่ช่วยกันทำฝายอย่างขยันขันแข็ง
ทุกคนมีหน้าที่ของตนเอง
ผมนี้...ผมประทับใจมาก
ภูมิใจกับหลานรักทั้งสองคนมากๆ ถึงแม้เขาทำงานด้วยความสนุก แต่จิตสำนึกดีๆได้เกิดกับเขาแล้ว...
และนี่ คือ ฝายของเรา...
ฝายจิตอาสาgotoknow
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน
พี่ๆ ช่วยกันย่ำดินให้แน่น ก่อนที่หนุ่มแดน ดิน จะหาหินมาถมทับอีกที
ขนหิน ทำฝายแม้ว...
...มากกว่าประสบการณ์และการเรียนรู้คือได้ฝึกฝนและพัฒนาจิตใจครับ...
สวัสดีครับ ครูโย่ง หัวหน้า~ natadee
วันนั้นได้ยินเสียงครูโย่งทักทายกับคุณเอกทางโทรศัพท์ ผมเองก็อยากคุยด้วยเหมือนกัน ก็เลยได้แต่แอบฟังแบบเนียน ๆ ..
จิตอาสาโกทูโน ..เป็นพลังของเครือข่ายทางสังคมที่ชาวบล็อกคงต้องช่วยกัน
ผมเองก็มีอะไรต้องทำอีกเยอะ.. และทั้งปวงนั้นก็ยังต้องอาศัยพลังจากภายนอกมาช่วยเติมเต็ม แต่ถึงอย่างไร เท่าที่มีอยู่ ก็ถือว่าพอไปได้ ..อย่างน้อยก็มี "นิสิต" นี่แหละเป็นแรงเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ ประกาย~natachoei
ไปปายคราวนี้ ตั้งใจไปช่วยงานและร่วมงานบุญกับกัลยาณมิตร เลยถือโอกาสพาลุกชายไปด้วย ตอนแรกก็กลัวเหมือนกันว่า เด็กๆ จะอ่อนเพลียจากการเดินทาง แต่เอาเข้าจริงกลับสดชื่นและแจ่มใสอย่างคาดไม่ถึง
ส่วนการร่วมกิจกรรมนั้น ผมไม่ห่วงเลย เพราะพวกเขาลุยงานค่ายมากับผมเยอะ.. แต่การทำฝายแม้วนี้พวกเขาสนุกกันมาก เพราะค่ายที่ผ่าน ๆ มาล้วนเป็นค่ายในโรงเรียน หรือไม่ก็อยู่ตามหมู่บ้าน ไม่เคยได้ทำค่ายกับสายน้ำในทำนองนี้ ดังนั้น พวกเขาจึงเริงรื่นและมีความสุขกับการลุยงานไปกับพี่ป้า, น้าอาทั้งหลายทั้งปวง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
ผมโชคดีมาก ๆ ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับพี่แก้วและคณะ ซึ่งขอบพระคุณอย่างสูงที่ให้ความเป็นกันเองกับผมและครอบครัว
เกี่ยวกับฝายแม้วนี้ แถวอีสานก็มีเยอะนะครับ และช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนจะปูดข่าวเรื่องทุจริตการสร้างฝายแม้วอยู่บ้างเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว ไม่รู้ว่าสรุปกันยังไงบ้าง
บางที, ฝายแม้วยังช่วยให้เราจับปลาจับปูได้ บางครั้งก็มีลูกอ๊อดตัวน้อย ๆ ให้พบเห็นด้วยเช่นกัน สมแล้วครับที่เราเรียกว่า "“ฝายชะลอความชุ่มชื้น”
บันทึกนี้ ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับฝายได้ดีค่ะ