เมื่อต้นเดือนที่แล้ว ข้าพเจ้าเพิ่งจะกลับลงมาจากการเดินขึ้นเขาสูง เป็นอีกครั้งในชีวิตที่ได้ไป Trekking และขึ้นไปที่ความสูงถึง 4100 m. หลายคนอาจสงสัยว่า มันสูงแค่ไหน .... เทียบกับดอยอินทนนท์ที่สูงประมาณ 1500 m. ก็ถือว่าสูงกว่าแน่ แต่ถ้าเทียบกับยอดเขา Everest ที่สูง 8000 กว่าเมตร ก็ถือว่าสูงน้อยกว่า ประมาณว่าข้าพเจ้าเดินขึ้นไปเกือบประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงของยอดเขาEverest เป็นการเดินที่หนักหนาสาหัสน่าดู
การเที่ยวแบบนี้อาจจะดูโหดไปหน่อยสำหรับใครหลายๆคน แต่กัลยาณมิตรของข้าพเจ้าบางคนกลับชอบเที่ยวแบบนี้เป็นที่สุด และข้าพเจ้าก็ติดอยู่ในกลุ่มที่สนใจจะไปเที่ยวแบบนี้ จนบางครั้งมีคนถามว่า เมื่อไหร่จะไปเที่ยวแบบคุณนายบ้าง ???
เหตุผลในการชอบไปเที่ยวแบบนี้ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป สำหรับข้าพเจ้าแล้วการไปเดิน Trekking เป็นการปลีกวิเวกอีกแบบหนึ่ง ออกจากเมือง เข้าป่า แล้วก็เดินขึ้นเขา เดินขึ้นไปเพื่อลดอัตตาตัวตนของเราเอง เมื่อเราไปยืนอยู่บนที่สูงๆเราจะพบว่า โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาล ธรรมชาติของป่าเขาก็งดงาม ตัวเราก็เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ บนโลกใบนี้เมื่อเรามองจากจุดนี้ เราจึงไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ไม่มีความสำคัญกว่าผู้ใด และไม่มีคุณค่าอะไรมากมายเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า แถมความสวยงามของธรรมชาติก็จะช่วยเยียวยารักษาจิตใจเราให้มีพลังอันแข็งแกร่งได้เหมือนกัน
การเดินขึ้นที่สูงครั้งนี้ของข้าพเจ้า แถมท้ายด้วยความรู้สึกว่า เหมือนออกเดินธุดงค์ มุ่งเข้าป่า หาความสงบ ในฐานะที่เราไม่ใช่สมณะนักบวช แต่ในฐานะของคนผู้ใช้ชีวิตที่วุ่นวายในทางโลกมานาน การเดินขึ้นเขาอาจจะเหมือนการปลีกวิเวกกลายๆ ห่างไกลจากการติดต่อกับเรื่องราวในทางโลก ไม่รับข่าวสารใดๆ แล้วเดินไปด้วยเท้าทั้งสองข้าง เดินไปเรื่อยๆ .....
ที่แตกต่างกันก็คือ สำหรับหลวงปู่ทั้งหลายแล้ว ท่านออกเดินธุดงค์ไปเพียงลำพัง อย่างมากก็ไม่กี่รูป แถมไม่ได้ขนสะเบียงอะไรๆไปมากมายอย่างพวกเรา ท่านมีแต่สิ่งจำเป็นเท่านั้น และในป่าแบบนั้นการดำรงชีพของท่านไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่นับรวมที่สมณะนักบวชบางรูปท่านเดินด้วยเท้าเปล่าๆ ด้วยซ้ำ พอมานึกถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็ตระหนักว่า การ Trekking นั้นยังสะดวกสบายกว่าเยอะ เพราะเรามีลูกหาบช่วยขนข้าวของให้ มีไกด์นำทาง มีของกิน มีที่นอนและ เต๊นพร้อม มีคนทำอาหารให้ทั้งสามมื้อ มีเครื่องใช้มากมาย เรามีรองเท้าใส่ทั้งแบบที่ใช้เดินป่าและแบบที่ใช้ใส่เดินออกกำลัง ไม่ได้เดินเท้าเปล่า แถมมีเครื่องกันหนาวมาครบ มันไม่ได้หนักหนาอะไรเลย เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว
ข้าพเจ้ากับกัลยาณมิตรใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์อยู่ในป่าและเดินขึ้นเขาที่สิกขิม มีคนบอกว่านี่เป็น Trekking ในระดับที่ถือว่ายากทีเดียว แต่ทางฝรั่งบอกว่านี่ระดับกลางๆถึงง่ายๆ แต่สำหรับพวกเราแล้ว นี่เป็นทริปที่โหดมากทีเดียว เราต้องเจอกับหิมะและฝน และบางวันต้องตั้งเต๊นนอนกลางทุ่งหิมะ เดินลุยหิมะด้วยในบางที มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักกับคนเมืองร้อนอย่างเราที่จะปรับตัวได้กับอากาศที่หนาวขนาดนั้น และเมื่อเราเดินขึ้นไปที่ความสูงเกือบ 4000 m. ด้วยอากาศที่บางเบาในระดับความสูงมากๆ สภาพร่างกายเราหลายคนปรับตัวไม่ได้ จึงเกิดอาการ AMS ขึ้น ( AMS= Acute mountain sickness :โรคแพ้ความกดอากาศบนเขาสูง ) พวกเราหลายคนมีอาการของโรคนี้ ข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น อาการของโรคนี้ เริ่มแรกคือปวดศีรษะ คลื่นไส้และอาเจียน ตามมาด้วยมีอาการเบื่ออาหารอย่างรุนแรง ข้าพเจ้าไม่ปวดศีรษะมากมายอย่างคนอื่นๆ แต่อาเจียนออกมาหนึ่งครั้ง และทานอะไรไม่ลงตลอดช่วงสามสี่วันที่อยู่บนเขาในระดับความสูง 3500 -4000 m.
ในการเดินแต่ละวันเราต้องมีการกำหนดเวลาให้ไปถึงจุดพักก่อนค่ำ จึงเป็นการยากที่เราจะเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจเรื่องเวลาได้ แม้ข้าพเจ้าจะพยายาม Walking meditation ไปด้วย แต่ก็เป็นไปได้ไม่ดีนัก เพราะบางช่วงเราต้องรีบเดิน ในวันแรกที่เดินขึ้นไปในระยะทางถึงเกือบ 18 กิโลเมตรนั้น เป็นวันที่ข้าพเจ้าเหนื่อยมากที่สุด และรู้สึกว่ากำลังวังชาเริ่มถดถอยไปเรื่อยๆ โชคดีที่เช้าวันถัดมา อาการก็ดีขึ้นและมีกำลังกายกำลังใจที่จะเดินขึ้นต่อ และการเดินขึ้นไปบนที่สูงแบบนั้น เราไม่มีบ้านพัก ไม่มีห้องน้ำ เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าไม่ได้อาบน้ำถึงเจ็ดวัน และถึงจะมีที่ให้อาบน้ำก็คงไม่มีใครยอมอาบเพราะอากาศแบบหิมะตกปรอยๆ หนาวเย็นเกินกว่าที่จะอาบได้
ในครั้งนี้ข้าพเจ้าก็เรียนรู้ว่า สังขารร่างกายของเรานี้เป็นภาระ ร่างกายของเราต้องได้รับการดูแล ต้องทานอาหาร ต้องรักษาความสะอาด ต้องขับถ่ายของเสีย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่วุ่นวาย เป็นภาระเอามากๆทีเดียว ในวันหลังๆข้าพเจ้าก็พบว่า การทานมากเกินไปก็ต้องเป็นภาระที่จะขับถ่ายของเสียออก การทานอาหารเพียงหนึ่งมื้อในตอนเช้า และอีกหนึ่งมื้อในตอนเที่ยงอาจจะพอเพียงในการให้พลังงานเพื่อจะใช้เดินขึ้นที่สูงได้ แต่อาหารมื้อค่ำไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไร เพราะเราทานเสร็จก็คือนอน ไม่ได้ใช้พลังงานอะไรอีกแล้ว ข้าพเจ้าจึงเริ่มเข้าใจว่า ทำไมพระท่านถึงฉันท์กันมื้อเดียว เพราะที่เหลือเป็นส่วนเกินอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดเวลาที่อยู่บนเขาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ข้าพเจ้าก็พบว่า ที่จริงแล้วเราทั้งหลายไม่จำเป็นต้องใช้สอยสิ่งใดเกินจำเป็น เสื้อผ้าก็ไม่ต้องเปลี่ยนกันหลายชุดเพราะเรามีเพียงชุดที่ใช้เดินกับชุดที่ใช้ใส่นอนก็คงจะพอแล้ว อาหารก็ไม่จำเป็นต้องทานมากเกินเหตุ ควรทานแต่พออิ่มไม่ใช่การทานตามใจอยาก อาหารที่ทานเข้าไปมากๆ กลายเป็นสิ่งเกินจำเป็น และจะสะสมเป็นไขมันในร่างกายมากกว่า
และเมื่อมานึกย้อนดูข้าพเจ้าก็พบว่าเราทั้งหลายใช้สอยทรัพยากรในการดำรงชีวิตมากมายเกินเหตุ และกลายเป็นของทิ้งของเหลือ กลายเป็นขยะให้ต้องกำจัดทิ้ง ในขณะที่บางมุมบางแห่งของผู้คนบนโลกนี้ไม่มีอะไรจะใส่ ไม่มีอะไรจะกิน .......... ชีวิตบนเขาสูงบอกเล่าเตือนสติข้าพเจ้าแบบนั้น
หลายคนอาจจะนึกในใจว่า ไปเที่ยวแบบนี้ได้อะไร มีแต่ความทุกข์และลำบาก แน่นอนมีสิ่งหนึ่งที่เราได้จากการเดินขึ้นเขาครั้งนี้เหมือนๆกันนั่นก็คือ ความงดงามของธรรมชาติ ที่เมื่อได้เห็นด้วยตาแล้วก็หายเหนื่อย ในขณะที่ผู้คนบางส่วนบนโลกใบนี้ยังยุ่งวุ่นวายกับการแก่งแย่งแข่งขัน ทะเลาะเบาแว้งกัน แต่ที่นี่คือความสงบ ภาพของเทือกเขาหิมาลัยเบื้องหน้า ให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในจิตใจของข้าพเจ้าและกัลยาณมิตรร่วมทาง
โลกนี้สวยงามเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย...
อยากไป อยากไป สิกขิมจัง
อ่านบันทึกไปก่อนแระกัน...
แวะมาเที่ยว
บรรยากาศ..สวยมากค่ะ
มีความสุขเสมอๆนะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ tuk-a-toon
สิกขิม มีธรรมชาติที่สวยงามมากค่ะ อย่าลืมหาโอกาสไปเยือนสักครั้งนะคะ
สวัสดีค่ะคุณสายธาร
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยือนค่ะ
อยากไปเที่ยวแบบลุย ๆ อย่างนี้มั่งจัง แต่ขึ้นสูงขนาดนี้คงต้องยอมแพ้ เพราะเป็นโรคภูมิแพ้ ด้วย เจอยเย็นขนาดนี้ตายเสียบนเขาซะละมั๊ง
ก่อนอื่น ก็ขออนุโมทนากับกกิจกรรมการปฏิบัติธรรมที่ผ่านมาด้วยนะคะ นับเป็นเรื่องดีมากๆที่สามารถละภาระทางโลกไปทำกิจกรรมเช่นนั้นได้ ส่วนเรื่องกิจกรรมการท่องเที่ยวก็ขอบคุณที่นำรูปภาพและเรื่องราวดีๆมาฝากเสมอๆ รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เข้ามามอ่านและชมภาพประกอบ
สวัสดีค่ะคุณทิพ
เที่ยวแบบนี้ไม่โหดมากอย่างที่คิดหรอกค่ะ ค่อยๆเดินกันไป เพื่อนที่ไปด้วยกันคนหนึ่งเป็นทั้งเบาหวาน ความดัน และหอบหืด แต่ก็เดินขึ้นไปถึงจนได้ เธอสามารถจริงๆ ...
พี่เตือน
ถือว่าได้ไปเที่ยวด้วยกัน ทางตัวหนังสือและภาพถ่ายค่ะ อยากจะไปเที่ยวแบบนี้สักปีละครั้ง แต่ช่วงหลังๆ โดนหัวหน้าค้อนๆ แล้ว เพราะลางานบ่อย ช่วงนี้เจียมเนื้อเจียมตัวค่ะ ปีใหม่นี้รับหน้าที่เฝ้าที่ทำงาน และอยู่เวร