การจัดการความรู้,ชุมชนที่ไม่เป็นทางการ, ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

วันก่อนเจอรุ่นน้อง (คุณจตุพร วิศิษฐ์โชติอังกูร นักวิจัยท้องถิ่นจังหวัดแม่ฮ่องสอน)ถามเรื่องการหารูปแบบแนวทางการจัดการรวมกลุ่มในบรรยากาศมิตรภาพและกันเองในหมู่คนทำงานวิจัยและพัฒนาชุมชนในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นแนวคิดที่กระตุกต่อมความสนใจผมไม่ใช่น้อย

ผมดองคำตอบเอาไว้สามวันตามประสาคนคิดช้า และช่วงนี้ก็มีงานฝึกอบรมเยาวชนยุ่งๆอยู่ มาวันนี้งานก็เพลาลง แม้ไม่หมดซะทีเดียว แต่อันไหนเบี้ยวได้ก็เบี้ยวบ้าง เผื่อจะได้มีเวลาอยู่กับลูกกับเมียและอยู่กับตัวเอง ให้ต่อมขี้เกียจมันได้ทำงานบ้าง


                    สายๆ นอนเต็มอิ่ม กินเต็มพุงแล้ว คำถามของรุ่นน้องก็ผุดขึ้นมา  ก็ตอบเลยดีกว่า และก็คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆได้

เกี่ยวกับเรื่องการเปิดวงสังสรรค์ว่าด้วยงานพัฒนาชุมชนที่เขาถามมานั้น ผมแสดงความเห็นไปว่า

“ ก็ดีใจนะครับที่มีคนให้ความสำคัญกับการสร้างกลุ่มคนทำงานโดยใช้รูปแบบการจัดเวทีเล็กๆทุกเดือน ในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการ อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และคิดว่าหลายๆพื้นที่ก็ได้ทำไปแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถูกนำมาจัดระบบการจัดการให้เป็นการจัดความรู้ที่เป็นรูปแบบชัดเจนขึ้น
ต้องถามใจตัวเราเองดูก่อนว่า เราอยากจะให้คนในวงการนักพัฒนามาพูดคุยหารือกันอย่างสภากาแฟของชาวบ้านหรือเปล่า ซี่งผมก็ทึกทักเอาตามระดับความไม่รู้ของผมว่ามันน่าจะเป็นไปในทำนองนั้น  ซึ่งไม่ผิดหรอกครับ ที่เราจะชื่มชมชื่นชอบกุศโลบายของชาวบ้านในการแก้ปัญหาโดยการใช้วิธีรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ ปัญหาก็คือ เราจะทำอย่างชาวบ้านได้จริงหรือ?


มีความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการของชาวบ้าน กับการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการของบรรดานักพัฒนา อย่างน้อย 4 มิตินะครับ
1.     มิติชนชั้นหรือเศรษฐกิจ
2.     มิติว่าด้วยอุดมการณ์หรือวิธีคิด วิธีมองปัญหา ซึ่งนี่ก็สำคัญมาก เช่น ชาวบ้านอธิบายการถูกกดขี่ภายใต้กรอบความเชื่อเรื่องบุญกรรม แต่นักพัฒนาเห็นว่าเป็นผลจากระบบทุนนิยม มีตรรกะที่ต่างกันอย่างชัดเจน
3.     มิติการศึกษา
4.     มิติว่าด้วยจริต รสนิยม อารมณ์ความรู้สึก สุนทรียะ 


ช่องว่างเหล่านี้ เป็นปัญหาของทั้งสามฝ่ายนะครับ ทั้งกลุ่มชาวบ้าน และกลุ่มนักพัฒนา (รวมถึงพวกที่ไม่ใช่ชาวบ้านรากหญ้า และพวกที่ไม่ใช่นักพัฒนาตามนิยามของเรา?) ผมคิดว่าก็โอเคนะถ้าจะมีการรวมกลุ่มของนักพัฒนา แต่ต้องถามว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆนั้นคืออะไร? ถ้าเพื่อการประสานงานคล่องตัวก็ไปได้ แต่เพื่อจะเปิดสมอง กระโดดออกจากกะลาล่ะก็ผมว่ามันยังไปไม่ถึง  ดีไม่ดีจะเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อตอกย้ำหรือผลิตซ้ำความเชื่อในกลุ่มวิชาชีพของตนเองมากกว่า

เพราะฉะนั้น ก่อนจะพูดถึงการจัดการความรู้ หรือการจัดรูปแบบการรวมกลุ่ม ผมอยากฝากประเด็นให้พิจารณา 3 เรื่อง คือ


1.     การวิเคราะห์โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงปัจจัยด้านจิตวิทยา
2.     สร้างรูปแบบการรวมกลุ่มที่มุ่งข้ามพ้นพรหมแดนทางสังคมวัฒนธรรมทุกอย่าง
3.     กำหนดระบบการจัดการความรู้ที่จะมารองรับให้ชัดเจน


1) แรกสุด เราต้องวิเคราะห์โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงปัจจัยด้านจิตวิทยา ซึ่งมีสามระดับย่อยนะครับ
            1.1 วิเคราะห์โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงปัจจัยด้านจิตวิทยา โดยเริ่มจากตัวเราเอง ก้าวแรกนี่สำคัญมากนะครับ ต้องเข้าใจและแยกสลายตัวเองก่อน โดยแต่ละคน น่าจะได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของตัวเอง ว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร มีบริบทอะไร มีเงื่อนไข ข้อจำกัด ความมืดบอดอย่างไร สภาวะจิตของตัวเราเป็นอย่างไร ไม่เพียงแต่ให้ตัวเองเข้าใจตัวเอง แต่ยังเปิดข้อมูลเหล่านี้ ให้คนอื่นมองดูความกลวงโบ๋ของกันและกันได้ด้วย ผลพลอยได้ ก็อาจจะเป็นการลดทอนอัตตาซึ่งกันและกันได้อีกทางหนึ่ง ว่างๆจะลองทำดูก็ได้ แล้วอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเบาขึ้นเยอะ
            1.2 วิเคราะห์โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงปัจจัยด้านจิตวิทยา ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
            1.3 วิเคราะห์โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงปัจจัยด้านจิตวิทยา ระหว่างสมาชิกในกลุ่มกับคนที่อยู่นอกกลุ่ม


หากไม่เข้าใจกระจ่างถึงโครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจรวมถึงปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่พันธนาการตัวเราเอง ,ระหว่างสมาชิกในกลุ่มด้วยกันเอง ,รวมถึงตัวละคร (actor) อื่นๆที่อยู่นอกกลุ่ม อีกทั้งบริบททางสังคมวัฒนธรรมการเมืองที่เข้ามาเป็นเงื่อนไข ก็ยากที่จะทำให้เกิดการร่วมกลุ่มที่ดี (ผมหมายถึงรวมกลุ่มอย่างเข้าใจ จริงใจ มีสาระ ต่อเนื่อง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และไม่ก่อให้เกิดความก้าวร้าวรุนแรง (หรือเรียกง่ายๆอย่างที่ในหลวงท่านว่า “รู้”+ “รัก” +”สามัคคี”)


ส่วนจะวิเคราะห์โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงปัจจัยด้านจิตวิทยา อย่างไรนั้น จะอธิบายก็ยาวมาก ถ้าสนใจค่อยมาคุยกันคราวต่อๆไปนะครับ


2) นอกจากนี้แล้ว ในส่วนของรูปแบบการรวมกลุ่มก็เป็นสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ หากจะก้าวข้ามช่องว่างเหล่านี้ ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องจัดการรวมกลุ่มในบรรยากาศอย่างที่คุณว่า อย่างน้อยในสามรูปแบบ คือ 1. กลุ่มวิชาชีพนักพัฒนา(ราชการ + เอกชน) รวมกลุ่มคุยกันเอง 2. กลุ่มชาวบ้านรากหญ้า ปะทะสังสรรค์กับกลุ่มวิชาชีพนักพัฒนา 3. กลุ่มที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลประโยชน์ในพื้นที่มาพบกับกลุ่มที่ 1 และ 2 โดยต้องหากระบวนการที่แต่ละฝ่ายไม่เอายศ ชื่อเสียง อำนาจ อายุ เพศ สถานภาพทางสังคมของตนเองมาข่มใส่กันอีกด้วย


3) ประการสุดท้าย คือระบบที่จะมารองรับ
 
คือ หากไม่มีการคิดเรื่องระบบรองรับ สิ่งที่ตามมาก็จะเป็นเหมือนนัดมาทานข้าว รู้จักสนิทสนมเป็นการกระชับความสัมพันธ์ซึ่งน่าจะช่วยให้งานประสานกันง่ายขึ้น ไม่ต่างจากการประชุมของหน่วยงานต่างๆ แต่ความรู้ที่จะได้จากการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการนี้ ใครเล่าจะเป็นผู้มาจัดการให้เป็นระบบมากขึ้น เราควรจะเปิดกว้างให้สมาชิกทั้งหมดในกลุ่มร่วมหารือถึงการสร้างระบบจัดการความรู้เหล่านี้ด้วยดีไหม ลำพังผมคิดว่า ให้แต่ละคนเขียนลงในบล็อกมันก็ทำใครทำมัน จริงอยู่ความสัมพันธ์และการสร้างความเข้าใจระหว่างงานเลี้ยงมันจะกระชับขึ้น แต่เรื่องการจัดการความรู้จะดูหลวมเกินไปถ้าไม่มีการหารือร่วมกันไว้ก่อน เพราะฉะนั้น แม้จะเป็นการรวมกลุ่มสังสรรค์กัน แต่ถ้าจะให้มีเรื่องการจัดการความรู้เข้ามา ผมว่าต้องระบุชัดและชี้แจงสมาชิก รวมถึงสรรหาวิธีที่ให้ทุกคนเข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ และร่วมรับผลด้วยนะครับว่าเรากำลังจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และอย่างไร


                 "ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่ ก็เป็นการตีความของผมเอง ตามประสบการณ์ที่ผมพอจะผ่านมาบ้าง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยึดถือเป็นแบบแผนสากลแต่ประการใด  ก็แค่เป็นเครื่องมือทางความคิดชิ้นหนึ่ง  เอาไปใช้ได้จริงแค่ไหน ก็คงต้องเอาไปปรับใช้ให้เหมาะสมนะครับ”