วาระสุดท้ายของ ครม.สมชาย ก่อนต้องคำพิพากษา "ยุบพรรค-ตัดสิทธิ" ได้ออกมาตรการด้านเศรษฐกิจ สั่งยืดระยะเวลามาตรการทางกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่รัฐบาลรักษาการเตรียมประชุม 3 ธันวาคม โดยคลังเดินหน้าเสนอลดภาษีนิติบุคคล ยอมสูญ 4 หมื่นล้านบาท แล้วหันรีดภาษีเบียร์ เร่งผุดหวยออนไลน์ หาเงินชดเชย
ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง 3พรรค ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอยู่ในช่วงบ่ายของวันที่ 2 ธันวาคม 2551 นั้น ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และได้มีมติอนุมัติหลายมาตรการสำคัญ ๆทางด้านเศรษฐกิจ
นายสุชาติธาดาธำรงเวชรมว.คลังกล่าวว่าครม.มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลามาตรการกระตุ้นคอสังหาริมทพย์ออกไปอีก 1 ปี ต่อเนื่องจากมาตรการเดิมที่จะหมดอายุในสิ้นเดือนมีนาคม 2552 ไปจนถึงวันที่28 มีนาคม 2553 เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์จะใช้หลักการเดิม ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 คือให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ จากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตรา 3% เหลือ 0.1% และให้ลดการเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจาก 2% ของราคาประเมิน และลดการเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จาก 1% ของราคาประเมินแต่ไม่เกิน 2 แสนบาท เหลือ 0.01%ของราคาประเมิน
นายสุชาติ ยังได้กล่าวอีกว่าในวันที่ 3 ธันวาคม 2551รัฐบาลรักษาการจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ที่จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีระกุล รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งกระทรวงการคลังจะเสนอให้พิจารณาปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการปรับลดครั้งนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ โดยจะเสนอให้ลดอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30%เหลือ 25% รวมถึงในกรณีของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเก็บภาษี 25% ของกำไรสุทธิทั้งหมด จากเดิมที่เก็บภาษี 25% ของกำไรสุทธิ 300 ล้านบาทแรก หลังจากนั้นเก็บภาษีในอัตรา 30%
อย่างไรก็ตาม จะมีการเสนอให้พิจารณาปรับขึ้นอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันอีก 1-2 บาทต่อลิตร ภาษีเบียร์ และภาษีหวยออนไลน์ด้วย ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป
นอกจากนี้จะมีการเสนอโครงการสลากกินแบ่งพิเศษ เลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ด้วยเครื่องอัตโนมัติ หรือหวยออนไลน์ด้วย เพื่อดึงมาเป็นรายได้ของรัฐบาล โดยคาดว่าจะมีรายได้เข้ามา 1.4-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี "ครม.รักษาการยังสามารถประชุมได้ เพราะยังเหลือรัฐมนตรีอีก 23คน โดยคลังเสนอการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคล การปรับขึ้นภาษี และโครงการหวยออนไลน์ ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมไม่ทัน เนื่องจากเป็นวาระจร หากวันที่ 3 เสนอไม่ทันอีก ก็เสนอในครม.ครั้งต่อไปจนกว่าจะได้รับการพิจารณา" นายสุชาติ กล่าวนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าในขณะนี้ทีดีอาร์ไอกำลังติดตามสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และการปิดสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อที่จะประเมินการขยายตัวของ
เศรษฐกิจครั้งใหม่ ทั้งนี้จากการประ เมินคร่าว ๆ หากาสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและการปิดสนามบิน
จบลงได้ภายในสัปดาห์ นี้การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ในปีหน้าของไทยน่าจะไม่ติดลบ โดยคาดว่าจะสามารถการขยายตัวในระดับ 0.9 % แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน หรือไปสู่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัว 0% หรือติดลบ
นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่าสำหรับสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ การติดลบของเศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีหน้าปีเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นการติดลบต่อเนื่อง ส่งผลให้มีคนตกงานมากกว่าที่ทีดีอาร์ประเมินไว้ว่าจะมีคนตกงานประมาณ 800,000-900,000 คน
นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่าการท่องเที่ยวของไทยในเดือนธันวาคม ในขณะนี้มีการเติบโตเป็น 0% คือ ไม่มีการท่องเที่ยวใหม่เข้ามาเลย โดยในไตรมาสที่ 4 ของไทยสูญเสียอย่างร้ายแรงและยังไม่แน่ใจว่าในไตรมาสแรกของปีหน้า ผลที่เกิดขึ้นจะต่อเนื่องอย่างไร
แนวหน้า 3 ธันวาคม 2551