เรื่องเล่าจาก “ เวทีเรียนรู้เรื่องสมุนไพร(หมอกุ)”
อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง
           
          จากเวที “อสม. สัมมนา นำพาสามัคคีอยู่ดีและมีสุข สู่เศรษฐกิจแบบพอเพียงกับการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน”
          ผู้ใหญ่ธนรัฐ เล่าถึงเวทีในวันนั้นว่า มีจำนวนผู้เข้าร่วม 60 คน จนท.สถานีอนามัย , อสม., ผู้สังเกตการณ์จากตำบลใกล้เคียง , ผู้รู้ และประธานกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในพื้นที่ 2 อำเภอคือตำบลบ้านค่าย และตำบลหนองระลอก 
          ผู้ใหญ่ธนรัฐบอกว่าบรรยากาศเป็นกันเอง มีการจัดโต๊ะเป็นกลุ่มๆ โดยเป้าหมายในการจัดเวทีครั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนต่างๆ ที่เข้ามาร่วม ได้เกิดการรวมกลุ่มเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ โดยยกตัวอย่างจากสมุนไพรใกล้ตัวที่เกิดจากหมอกุ (ดำรงศักดิ์)
          โดยผู้ใหญ่ธนรัฐ จะเป็น “คุณอำนวย” ลงพื้นที่สรรหาขุมความรู้ด้านต่างๆมาให้กลุ่มชุมชนได้เรียนรู้
          ซึ่งวันนั้นผู้ใหญ่ธนรัฐบอกว่า เวทีที่จัดขึ้นเป็นเพียงการจุดประกายความคิดให้คนในพื้นที่ตระหนึกถึงการพึ่งพาตนเองได้แล้ว ซึ่งหากจะทำให้กลุ่มคิดได้และเกิดการรวมกลุ่มกันขึ้น คงต้องใช้เวลามากพอสมควร เพราะยังอยู่ในภาวะที่ต้องทำมาหากินไปวันๆ ซึ่งนับวันก็มีแต่การแข่งขันกันมากขึ้น
          จากเวทีนี้ผู้ใหญ่ธนรัฐ สะท้อนว่ากว่า 70 % ถือว่ารับรู้ในแนวทางที่เวทีต้องการจะเสนอให้ชุมชนหันมาพึ่งพาตนเองให้มากกว่าที่เป็นอยู่ บางคนถกเถียงกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจนกระทั่งล่วงเลยเวลาเลิกที่กำหนดเอาไว้
          ตัวคุณดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธ์ (หมอกุ) ตอนแรกก็ทำใจเป็นกลางเอาไว้แล้ว ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรนั้นก็แล้วแต่ผู้ใหญ่ที่จะดึงคนให้มาสนใจเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่ตัวหมอกุเองพร้อมที่จะให้ความรู้เต็มที่ ผู้ใหญ่บอกว่าตนเองตระหนึกถึงขุมความรู้ของหมอกุ และหมอดินที่ประจำอยู่กรมที่ดินของแต่ละตำบลมาก และยังมีกำลังเล็กน้อยๆจาก อสม. ที่กระจายอยู่ในทุกชุมชนด้วย ทั้งนี้เพื่อที่จะช่วยกันถ่ายทอดความรู้ให้ชุมชน สามารถนำไปใช้ เกิดการแลกเปลี่ยนกัน และและเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้สู่การพึ่งตนเองได้ในที่สุด
           คำถามของผู้ใหญ่คือ 
           หากจะขอความช่วยเหลือจาก สคส. ให้ร่วมกันสร้างชุดการเรียนรู้ที่ดี ให้เกิดขึ้นในกลุ่มที่มาร่วมในเวทีครั้งนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ?
           ผู้ใหญ่ออกตัวว่า “เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลหรือการนำกระบวนการเรียนรู้ที่จะให้ชุมชนนั้นเห็นความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น ผู้ใหญ่ไม่ชำนาญเอาซะเลย มีแต่จิตสาธารณะอย่างเดียวเท่านั้น ที่อยากเห็นชุมชนให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาในชุมชนของตนเอง” 
           ผมตอบไปว่า “เรื่องอย่างนี้ต้องขึ้นอยู่กับกลุ่มชุมชนที่มาเรียนรู้ว่าเอาจริงแค่ไหน ถ้าผู้ใหญ่เอาจริงคนเดียว KM คงไม่เกิดขึ้นในเวทีนี้แน่นอน อย่างน้อยชุมชนก็ต้องมีความสนใจและมีความใฝ่รู้เสียก่อน”
           สคส. น่าจะพร้อมให้ในเรื่องของเครื่องมือ เมื่อชุมชนมีการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจริงๆ ซึ่ง KM เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ชุมชนนั้นจะหยิบขึ้นมาใช้ เพื่อให้เกิดการจัดการความรู้ในชุมชนนั้นๆ เท่านั้นเอง
           ในความคิดของผม ผมว่าคงต้องติดตามดูผลงานของกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆ หากมีใจใฝ่รู้กันจริง ความหวังที่ผู้ใหญ่ธนรัฐหวังว่าจะขอความเครื่องมือจาก สคส. ก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไร
หลังจากเวทีนี้จบลง ผู้ใหญ่บอกว่าคงต้องขึ้นอยู่กับตัวเองว่า จะสามารถขับเคลื่อนกลุ่มหรือดึงขุมความรู้ต่างๆ เช่น หมอดินอาสาฯ จากกรมพัฒนาที่ดินในท้องที่ต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะกรมพัฒนาที่ดินเองก็เน้นในเรื่องของการพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยรวมอยู่แล้ว ซึ่งผู้ใหญ่ก็เป็นคณะกรรมการอยู่ในนั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อจะนำมาเชื่อมโยงกับขุมความรู้ของหมอกุ
           โดยผู้ใหญ่ธนรัฐตั้งตุ๊กตาไว้ว่า อาจจะมารวมกลุ่มชุมชนทำปุ๋ยหมักใช้เอง นำการใช้น้ำสมุนไพรชีวภาพของหมอกุมาผสมผสาน กับหมอดิน ของกรมพัฒนาฯ ซึ่งเกษตรกรท่านใดอยากเรียนรู้ ก็จะสอนให้ตามวิธีการของกรมพัฒนาที่ดินต่อไป
ผู้ใหญ่บอกว่าตนเองเป็นตัวขับเคลื่อน (นักพัฒนา) ในฐานะที่ตนเองเป็นหมอดินก็เคยหมักปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เยอะแยะ มีกลุ่มที่ร่วมมือกันอยู่ ก็ไปเคยไปช่วยกันขายปุ๋ยมาแล้ว
            ส่วนในกลุ่มชุมชน (ที่เกิดจากเวทีครั้งนี้) ผู้ใหญ่ธนรัฐ บอกว่า หากมีการรวมตัวกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแล้ว เขาอาจจะเกิดความคิดในเรื่องขององค์กรก็ได้ ซึ่งหากจะขอการสนับสนุนเรื่องความรู้จากที่ต่างๆ ก็อาจทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีผู้ใหญ่เป็น “คุณอำนวย” ที่ค่อนข้างจะทุ่มเทพอสมควร 
            ผู้ใหญ่บอกอีกว่า หวังเล็กๆว่า หากชุมชนเกิดการรวมตัวแล้ว เขาคงมีความคิดเรื่องอื่นๆที่จะต่อยอดพัฒนาความรู้ในกลุ่มด้วยตัวเองได้
            แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่ได้มาคือความรู้ต่างๆที่ได้รับรู้มาด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็คิดว่าอยากจะให้เพื่อนๆในชุมชนของตนเองได้รับรู้ด้วยเพื่อเกิดการรวมกลุ่มเรียนรู้ที่เข้มแข็งเหมือนกับชุมชนอื่นๆก็เท่านั้นเอง
            จากที่ผมได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ธนรัฐอยู่นาน ทำให้ผมนึกถึงหลักการของการจัดการความรู้ ตามโมเดลบันได 4 ขั้นที่ปิดกั้นการพัฒนา คือ
           1.ไม่พูด ไม่คุย
           2.ไม่เปิด ไม่รับ
           3. ไม่ปรับ ไม่เรียน
           4. ไม่เพียร ไม่ทำ  
           แต่กลุ่มนี้จะอยู่ในบันไดขั้นไหนผมไม่อาจพิพากษาพวกเขาได้ คงต้องดูกันอย่างละเอียดจริงๆก่อน เมื่อเข้าเป็นผู้ใฝ่รู้เมื่อไหร่ผมจะแจ้งให้ทาง สคส. (ผู้พร้อมให้เครื่องมือ) ได้ทราบอีกที อย่างน้อยก็อาจทำให้เกิดภาคีเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้
           สุดท้ายนี้ผู้ใหญ่ทิ้งท้ายว่า อย่างน้อยสิ่งที่ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้จากคุณดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธ์(หมอกุ) ก็คือ “ความสุขในการเป็นผู้ให้” และวันนี้ผู้ใหญ่ก็มีความสุขดีที่ได้มีส่วนช่วยให้ชุมชนได้รับรู้ขุมความรู้เรื่องสมุนไพรซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งบริบทในการช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้.
         

***ป.ล.ใครที่มีความสนใจเรื่องนี้ หรือต้องการสนับสนุนกลุ่มนี้ช่วยคอมเม้นต์ หรือแนะนำผมได้นะครับ เพื่อร่วมกันสนับสนุนให้ชุมชนแห่งการเรียนรู้แห่งใหม่ได้เกิดขึ้นครับ