khutbah idil adha 1429 : คุฏบะฮฺ อีดิลอัฎฮา ๑๔๒๙


วันจันทร์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่จะถึงนี้ ถ้าดูตามปฏิทินอิสลามแล้ว จะตรงกับวันที่ ๑๐ ซุลฮิญะฮฺ ฮ.ศ. ๑๔๒๙ ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของมุสลิมทั่วโลก นั่นคือวันอีดิลอัฎฮา หรือเรียกกันในภาษามลายูว่า "รายอฮายี"

ผมนนำเอาคุฏบะฮฺ(ปาฐกถาธรรม)  อีดิลอัฎฮา ซึ่งเขียนโดยอาจารย์มัสลัน มาหะมะ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา มาฝากครับ

หมายเหตุ สำหรับท่านใดประสงค์จะนำไปใช้อ่านในวันอีดิลอัฎฮา สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ลิงค์ http://gotoknow.org/file/alamhouse/view/259821 เป็นไฟล์ พีดีเอฟ ครับ

 

 พี่น้องชาวอีดิลอัฎฮาที่เคารพทุกท่าน


ขอชุโกรต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตาอาลา) ที่ทรงประทานโอกาสแก่เราร่วมเฉลิมฉลองในเช้าวันอีดิลอัฎฮา ฮ.ศ. 1429 พร้อมกับประชาชาติมุสลิมทั่วโลก ด้วยการเปล่งเสียงตักบีร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลังประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮฺ บรรดาอาคันตุกะของอัลลอฮฺ เหล่านี้ กำลังรวมตัวกันระดับสากล ซึ่งถือเป็นโอกาสในการหวนรำลึกและฟื้นฟูบรรยากาศแห่ง อีมาน การตักวา การยึดมั่นในคำสอน การฝึกฝน การเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน รับทราบ ศึกษา และร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพและศักดิ์ศรีของอิสลามและมุสลิม


มุสลิมทุกคนรับทราบว่า ศิลาอันเป็นรากฐานของอารยธรรมอิสลาม คือความเป็นพี่น้องในหมู่มนุษย์ เป็นภราดรภาพซึ่งทำให้มนุษย์ไม่สามารถเป็นศรัทธาชนที่แท้จริงได้ จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขาเสมือนที่เขารักตัวเขาเอง และส่งเสริมความรักนี้ด้วยการกระทำอันดีงาม เอื้ออาทรและเมตตากรุณาซึ่งกันและกัน

 أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ  اَللهُ أَكْبَرُ ولله الحمد

เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมโลกในปัจจุบัน ได้บรรลุถึงความเจริญทางวัตถุขั้นสูงสุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ในขณะเดียวกัน สังคมมนุษย์ได้ประสบปัญหาด้านจริยธรรมที่รุนแรงขั้นสูงสุด ที่ไม่เพียงแต่จะทำลายอัตลักษณ์และคุณค่าของความเป็นมนุษย์เรืองปัญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นกำเนิดแห่งความสูญเสียและความปั่นป่วนในสังคมโลกที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยทีเดียว

มนุษย์นอกจากมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและจรรโลงสังคมให้รุ่งเรืองแล้ว มนุษย์เช่นเดียวกันที่เป็นต้นเหตุแห่งความโกลาหล วุ่นวายและสร้างความสับสนอลหม่านบนผืนแผ่นดิน บ่อยครั้งที่พวกเขาสามารถแหวกว่ายในท้องทะเลเหมือนฝูงปลาโบยบินในอากาศเหมือนเหล่าสกุณา แม้กระทั่งมีความสามารถเดินทางนอกโลกในอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่ในบางครั้งบางคราว พวกเขาไม่สามารถเดินเหินบนผืนแผ่นดินเยี่ยงมนุษย์ผู้ประเสริฐได้ อัลลอฮฺ  ได้กล่าวไว้ว่า

ความว่า การบ่อนทำลายได้เกิดขึ้นทั้งทางบกและทางน้ำ เนื่องจากการกระทำของน้ำมือมนุษย์ ทั้งนี้เพื่อที่พระองค์จะให้พวกเขาลิ้มรสบางส่วนที่พวกเขากระทำไว้ โดยที่หวังจะให้พวกเขากลับเนื้อกลับตัว (อัรรูม/41)

นบีมูฮัมมัด  ได้เปรียบเปรยการอยู่ร่วมกันในสังคมว่าประหนึ่งคนที่อยู่ในเรือลำเดียวกัน คนที่ร่วมชีวิตเดียวกันเช่นนี้ มีแต่จะช่วยกันรักษาเรือเพื่อให้ไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยร่วมกัน แต่ความเป็นจริงในสังคมทุกวันนี้ เราอยู่ในภาวะต่างคนต่างอยู่ และในสภาพเช่นนี้ ยังมีคนบางกลุ่มช่วยกันเจาะเรือ โดยคนที่เหลือต่างเมินเฉยและเย็นชาต่อพฤติกรรมดังกล่าว ไม่ตระหนักว่าหากการเจาะเรือดำเนินการไปโดยไม่มีการทานทัดขัดขวางจากคนที่อยู่ในเรือลำเดียวกันแล้ว ท้ายที่สุด เรือลำดังกล่าวจะต้องอับปาง และสมาชิกทุกคนในเรือก็ต้องประสบกับความวิบัติไม่ต่างกัน แม้หลายคนจะไม่ร่วมเจาะเรือด้วยก็ตาม

ชีวิตอันเร่งรีบเพราะการงานที่บีบรัด เพื่อเป้าหมายที่จะกอบโกยครอบครองวัตถุ ทำให้มาตรฐานความดีความชั่วในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะสับสนปนเป จนหลายคนไม่อาจแยกแยะ หลายสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าดี แต่กลับถูกทิ้งร้าง จนกลายเป็นความว่างเปล่าไร้ความหมาย ขณะที่หลายอย่างที่เคยเห็นกันว่าชั่วช้า วันนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย จนดูเหมือนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะขาดเสียมิได้

ความจริงแล้ว ความดีจะต้องมีมาตรฐานที่แน่นอนชัดเจนเช่นเดียวกันกับความชั่วที่จะต้องมีเกณฑ์อันถาวรมั่นคงรองรับ สังคมมุสลิมจึงต้องดำรงมาตรฐานแห่งความดีและความชั่วนี้ไว้อย่างแน่วแน่มั่นคง และการจะดำรงมาตรฐานนี้ไว้ได้ก็มีแต่จะต้องช่วยกันส่งเสริม ความดีและยับยั้งความชั่ว ดังนั้น ถ้าอยากจะรู้ว่าสังคมไหนมีอนาคตที่มีความสงบร่มเย็น หรือความปั่นป่วนวุ่นวาย ก็ดูได้จากมาตรฐานนี้ หากพบว่าผู้คนต่างบ่ายเบี่ยง ช่วยกันยับยั้งและต่อต้านความชั่วร้าย นั่นเป็นดัชนีชี้ว่าสังคมจะสงบในภาพรวม แต่หากพบว่าผู้คนต้อนรับและดื่มด่ำหลงระเริงไปกับความชั่วนสิ่งที่คนเน ก็ต้องตระหนักว่านั่นคือ สังคมที่กำลังจะล่มสลาย ไม่ช้าก็เร็ว

น่าเสียใจที่หนึ่งในสังคมที่กำลังจะอับปางนี้ มีสังคมมุสลิมรวมอยู่ด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็มิใช่เพราะอื่นใด หากเป็นเพราะการเดินตามรอยเท้าและวิถีชีวิตของชนบูชาวัตถุอย่างไม่ลืมหูลืมตา จากคืบเป็นศอก จากศอกเป็นวา จนกระทั่งพวกเขาตกลงไปในรูแย้ สังคมมุสลิมก็ยอมกรูเข้าในรูแย้ตามไปด้วย

 والله المستعان ولا حول ولا قوة إلا بالله

 

 أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ  اَللهُ أَكْبَرُ ولله الحمد

พี่น้องชาวอีดิลอัฎฮาทั้งหลาย

สิ่งหนึ่งที่เป็นกฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺ  ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ สาเหตุที่สำคัญที่สุดของการล่มสลายของประชาชาติใดประชาชาติหนึ่งนั้น คือ การที่ประชาชาตินั้นมีความเหิมเกริมและท้าทายอำนาจของอัลลอฮฺ ด้วยการกระทำความอยุติธรรมและมีการรุกราน อัลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า

ความว่า และโดยแน่นอน เราได้ทำลายประชาชาติจากศตวรรษก่อนพวกท่านไปแล้ว เมื่อผู้เขาเป็นผู้อธรรม และบรรดารอซูลของพวกเขาได้มายังพวกเขา พร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้ง แล้วพวกเขาก็ไม่ศรัทธา เช่นนั้นแหละ เราได้ตอบแทนแก่หมู่ชนที่เป็น     อาชญากร   (ยูนุส/13)

ความว่า  และเมืองเหล่านั้น เราได้ทำลายพวกเขาเมื่อพวกเขา สร้างความอยุติธรรม และเราได้กำหนดเวลาสำหรับความพินาศของพวกเขาไว้แล้ว  (อัลกะฮฺฟิ/59)

ความว่า และกี่มากน้อยแล้วที่เราได้ทำลายหมู่บ้านที่อธรรม (ปฏิเสธการศรัทธา) และเราได้ให้หมู่ชนอื่นเกิดขึ้นมาแทนที่หลังจากนั้น  (อัลอัมบิยาอฺ/11)

การรุกราน ความอยุติธรรมและการหันเหออกจากกรอบคำสอนของศาสนา ถือเป็นสาเหตุหลักของการล่มสลายของประชาชาติ เราเคยอ่านประวัติศาสตร์อารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองของชนชาติในอดีต ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นตำนานที่เล่าขานเสมือนที่ชนเหล่านั้นไม่เคยปรากฏบนโลกใบนี้เลย อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ว่า

ความว่า ดังนั้นอัลลอฮฺ  จึงคร่าชีวิตเขา เป็นการลงโทษที่เป็นแบบอย่างทั้งในปรโลกและในโลกนี้ (อันนาซิอ๊าต/25)

อัลลอฮฺ  ได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประชาชาติยุคก่อนที่ได้ท้าทายอำนาจของอัลลอฮฺ  ด้วยการฝ่าฝืนคำสั่งสอนของพระองค์ ตามที่ได้กล่าวมา ซึ่งใครก็ตามที่ศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน จะพบว่าอบายมุขต่างๆ ที่เคยปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในแต่ละชุมชนในอดีตนั้น บัดนี้เราได้ผนวกรวมไว้ในชุมชนเดียวกันแล้ว มิหนำซ้ำยังได้พัฒนาสิ่งอบายมุขดังกล่าวทั้งด้านคุณภาพและปริมาณจนกระทั่งกลายเป็นภาพชินตาเลยทีเดียว

สังคมปัจจุบันได้รวบรวมความเย่อหยิ่งจองหองและการรุกรานรังแกผู้ที่อ่อนแอและคนยากจนของชนนบีนูฮฺ  เลียนแบบการหลงระเริงกับความสุขสบาย ตลอดจนสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินเสมือนชาวอ๊าดและสะมู๊ด มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศและเซ็กส์เสรีไม่ต่างไปจากชาวนบีลูฏ ทุจริตในการค้าขายและสารพัดโกง กินบ้านกินเมืองยิ่งกว่าชาวนบีชุอัยบ์  ใช้อำนาจไปในทางที่มิชอบ เผด็จการกดขี่ข่มเหง สร้างความแตกแยกในสังคมและยึดถือตนเองเป็นพระเจ้ายิ่งกว่ายุคฟิรเอาน์ด้วยซ้ำ

ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติระดับโลก ต้องปิดกิจการและถูกประกาศเป็นบริษัทล้มละลาย สถาบันการเงินระดับโลก ต้องประสบกับภาวะเสี่ยงกับการล่มสลาย ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต้องประสบภาวะวิกฤตเฮมเบอเกอร์ ทั้งๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระดับโลก และมีการนำระบบการบริหารการจัดการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด คนงานนับหมื่นแสนกำลังตกทุกข์เนื่องจากถูกลอยแพและเลิกสัญญาจ้าง วิกฤตโลก

ร้อนกำลังเป็นภัยคุกคามสังคมโลกที่น่าเป็นห่วงมาก เรากำลังใช้ชีวิตในสังคมที่มีส่วนหนึ่งของผู้ที่กำลังมีอำนาจหรือผู้เคยมีอำนาจหรือผู้ที่จะทวงคืนอำนาจ กำลังวิตกกังวลกับการถูกฟ้องร้องในคดีร่ำรวยผิดปกติ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังตกทุกข์กับความยากจนผิดปกติ ในขณะที่วิกฤตเยาวชนก็นับวันยิ่งเพิ่มความสูญเสียจนแทบมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย

ท่านทั้งหลายลองอ่านผลการศึกษาวิจัยของสถาบันรามจิตต์ ที่พบว่าในปี 2549 มีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 19 ปี มาทำแท้งที่สถานพยาบาลของรัฐประมาณ 70,000 ราย หรือเฉลี่ยวันละเกือบ200 คน ซึ่งผลการวิจัยเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงน่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 3 เท่า (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่12-18 มกราคม 2550 หน้า28) พ.ต.อ. จารุวัฒน์   ไวศยะ ผู้บังคับการกองปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (ยศในขณะนั้น)เปิดเผยว่า จากการประชุมการปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็กระดับนานาชาติ 26 ประเทศทั่วโลก ที่     กรุงปารีส ทำให้ทราบว่าประเทศไทยถูกจัดเป็นอันดับที่ 5 ของโลกที่เผยแพร่ภาพลามกอนาจารของเด็กและสตรีผ่านเว็บไซต์ รองลงมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น และเสปนตามลำดับ (มติชน. 5 ตุลาคม 2549. หน้า 13) ในขณะที่องค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่าประเทศไทยมีผู้ดื่มสุรากลั่นมากเป็นอันดับ 5 ของโลกเช่นเดียวกัน เฉลี่ยแล้วคนไทยทั้งประเทศดื่มสุรา 7.13 ลิตร: คน: ปี (เดลินิวส์. 28 กันยายน 2549. หน้า 8)

ทุกคนที่ให้ความสำคัญและมีความห่วงใยกับปัญหาสังคม ต่างยอมรับกันถ้วนหน้าว่า หลังจากที่ประเทศไทยเคยประกาศชัยชนะกับการทำสงครามปราบปรามยาเสพย์ติดแล้ว บัดนี้สังคมทุกหย่อมหญ้าต่างตก

 

เป็นทาสของยาเสพย์ติดที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพย์ติดมากที่สุด แทบกล่าวได้ว่า ยาเสพย์ติดในขณะนี้ได้กลายเป็นสินค้า OTOP ไปแล้ว โดยเฉพาะกัญชา ใบกระท่อม 5 x 100 ซึ่งในบางชุมชนได้กลายเป็นสินค้าประจำครอบครัว 1 ครอบครัว 1 ใบกระท่อมกันแล้ว

หลายๆ ท่านอาจงุนงงว่า ปรากฏการณ์อันน่าเศร้าสลดนี้ เกิดขึ้นในสังคมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสังคมที่ยึดมั่นในศาสนาได้อย่างไร

หากท่านทั้งหลายทราบว่าบุหรี่คือบันไดขั้นแรกที่ทำให้เยาวชนตกอยู่ในกับดักของยาเสพย์ติดชนิดต่างๆ แล้ว

หากท่านทราบว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ปี เมื่อทดลองสูบบุหรี่ม้วนเดียว โอกาสที่เขาจะติดบุหรี่สูงถึง 200 %

หากท่านทราบว่า จังหวัดปัตตานีมีอัตราผู้สูบบุหรี่เป็นประจำสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศในปี2550 คิดเป็นร้อยละ 29.54  (เอกสารประกอบการบรรยาย. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา)

ท่านคงไม่แปลกใจว่า ทำไมยาเสพย์ติดจึงแพร่ระบาดในสังคมนี้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่า กระจกมักกะฮฺหรือระเบียงมักกะฮฺเลยทีเดียว

ขณะนี้เรากำลังกล่าวโทษเยาวชนว่าพวกเขาไต่ขึ้นอยู่บนยอดมะพร้าวและกำลังหวั่นวิตกว่าเยาวชนเหล่านั้นกำลังเสี่ยงชีวิตที่จะตกจากยอดมะพร้าว แต่เราลืมว่าเราต่างหากที่เป็นผู้ทอดบันไดขั้นแรกให้เยาวชนปีนขึ้นบนยอดมะพร้าว เราห้ามมิให้ลูกหลานเราเดินทางไปกรุงเทพได้อย่างไร ในเมื่อเราเองเป็นผู้ซื้อตั๋วให้ลูกหลานเดินทางด้วยตนเอง

ฉันใดก็ฉันนั้น บุหรี่คือบันไดขั้นแรกและตั๋วเบ็ดเสร็จที่เป็นใบเบิกทางสำหรับการก้าวสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนทั้งหลายโดยเฉพาะยาเสพย์ติด

 أَكْبَرُ اَللهُ أَكْبَرُ  اَللهُ أَكْبَرُ ولله الحمد

พี่น้องชาวอีดิลอัฎฮาทั้งหลาย

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของสัญญาณอันตรายที่กำลังเกิดขึ้นทั้งระดับโลก ระดับประเทศ ระดับสังคม จนกระทั่งรุกล้ำย่างกรายเข้าไปกัดกร่อนส่วนที่เล็กที่สุดในสังคมที่เราเรียกว่า ครอบครัวกันแล้ว

เรายังไม่รวมถึงคดีฆาตรกรรมรายวันที่เป็นภาพชินหูชินตาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  ความอยุติธรรมในทุกระดับซึ่งกลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในสังคม ระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้ดอกเบี้ยซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับอัลลอฮฺ   การกระทำซินา (ผิดประเวณี) การทุจริตคดโกง  คอรรัปชั่น ในขณะที่สังคมระดับประเทศยังสนุกสนานกับการแบ่งฝักแยกฝ่าย ลุกลามจนเกิดความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรง เรากำลังอยู่ในสังคมที่ผู้ที่มีอาวุโสกว่าไม่รักและไม่เอ็นดูผู้ที่มีอาวุโสน้อยกว่า ในขณะที่ผู้อาวุโสน้อยก็ไม่เคารพเชื่อฟังผู้มีอาวุโสมากกว่า แม้กระทั่งในครอบครัวเล็กๆ ก็ยังขาดความอบอุ่น มีสามีที่ไม่ค่อยรับผิดชอบ ภรรยาที่ไม่เชื่อฟัง ลูกๆ ที่ก้าวร้าวและเนรคุณต่อพ่อแม่ นบีมูฮัมมัด  ได้กล่าวไว้ความว่า ไม่ใช่ประชาชาติของฉัน สำหรับผู้ที่ไม่รักเอ็นดูคนที่มีอาวุโสน้อยกว่า และไม่เคารพผู้อาวุโสมากกว่านบีมูฮัมมัด ได้กล่าวอีกว่า

ความว่า หากอบายมุขต่างๆ ได้เกิดขึ้นในประชาชาติของฉันอย่างเปิดเผยแล้ว อัลลอฮฺ  จะลงโทษทัณฑ์ที่มาจากพระองค์แก่พวกเขาอย่างถ้วนหน้า (โดยไม่มีการละเว้น)

นักวิชาการมุสลิมได้สรุปใจความสำคัญของอัลกุรอานที่ให้คำเตือนเกี่ยวกับการกระทำอบายมุขว่า

ความว่า หลังจากที่ท่านได้กระทำอบายมุขแล้ว ท่านทั้งหลายอย่าได้รู้สึกปลอดภัยเป็นอันขาด  เพราะอัลลอฮฺ  ไม่มีวันที่จะหลงลืมการกระทำของบ่าวของพระองค์อย่างแน่นอน

ท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ  ได้กล่าวว่า

ความว่า การโทษทัณฑ์และภัยพิบัติต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นนอกจากการกระทำบาปของมนุษย์ และภัยพิบัติเหล่านี้จะไม่ถูกยกหายไป นอกจากด้วยการเตาบะฮฺ (กลับเนื้อกลับตัว) เท่านั้น

สังคมปัจจุบันอยู่ในอาการภวังค์ด้วยความตื่นตระหนก และมักมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ อะไรคือสาเหตุสำคัญ เขาทำหรือเราเป็นผู้ริเริ่ม เรายอมเป็นสัญลักษณ์ของการถดถอยและล้าหลังกระนั้นหรือ

โอกาสนี้ขอนำทุกท่านย้อนอดีตสมัยท่านนบีมูฮัมมัด  ช่วงสงครามอุหุด ที่มุสลิมประสบกับความพ่ายแพ้และได้รับความเสียหายที่ทุกคนไม่เคยคาดคิดมาก่อน ชาวมุสลิมพากันชอกช้ำเสียใจกับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้มาก โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับชัยชนะของพวกเขาใน

สงครามบัดรฺแล้ว ยิ่งหาสาเหตุของความพ่ายแพ้ในสงครามอุหุดไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่สงครามบัดรฺเกิดขึ้นในสภาพที่มุสลิมไม่มีความพร้อมทั้งกองกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ตามปรากฏในประวัติศาสตร์ แต่พวกเขาก็ได้รับชัยชนะ และให้บทเรียนแก่ฝ่ายตรงกันข้ามอย่างมากมาย  เมื่อครั้นเกิดสงครามอุหุดแล้ว บรรดามุสลิมทุกคนต่างก็มีกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม มีการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ทางสงครามอย่างรัดกุม นบีมูฮัมมัด  ผู้เป็นจอมทัพก็อยู่บัญชาการเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวมุสลิม บรรดาขุนพลระดับแนวหน้าก็อยู่อย่างครบครัน บรรดามะลาอิกะฮฺก็พร้อมสมทบที่จะเป็น มือที่มองไม่เห็น อยู่ในแดนหลัง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกล่าวได้ว่า ปิดประตูแพ้ได้เลย แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ชาวมุสลิมประสบความพ่ายแพ้และสูญเสียชีวิตมากมายชาวมุชริกีนได้ทีประกาศอย่างอหังการว่า นี่เป็นการล้างแค้นที่พวกตนได้ประสบในสงครามบัดรฺได้อย่างสาสมทีเดียว นบีมูฮัมมัด  ได้สูญเสียลุงผู้เป็นสุดที่รัก หัมซะฮฺ บินอะบูฏอลิบ  ในสภาพที่สยดสยองที่สุด แม้กระทั่งนบีมูฮัมมัด  เอง ก็ได้รับบาดเจ็บถึงขนาดเลือดตกยางออก ท่านต้องอยู่ในภาวะคับขันที่สุดที่แทบเอาตัวไม่รอด จนมีกระแสข่าวว่าท่านถูกฆ่าเสียชีวิตแล้ว

หลังจากสงครามสงบลง บรรดาเศาะฮาบะฮฺพากันกล่าวด้วยความแปลกใจว่า       "أَنَّى هَذَا"(เป็นไปได้อย่างไร) ซึ่งหมายถึงพวกเราประสบกับความพ่ายแพ้ได้อย่างไร      

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุอะไร อัลลอฮฺ จึงให้นบีมูฮัมมัด  ตอบพวกเขาไปว่า จงกล่าวเถิดว่ามันมาจากที่ตัวของพวกท่านเอง เกี่ยวกับเรื่องนี้อัลลลอฮฺ  ได้กล่าวว่า

ความว่า และเมื่อมีภยันตรายหนึ่งประสบแก่พวกเจ้า ทั้ง ๆ ที่พวกเจ้าได้ให้ประสบแก่พวกเขามาแล้วถึงสองเท่าแห่งภยันตรายนั้น พวกเจ้าก็ยังกล่าวว่าสิ่งนี้มาจากไหนกระนั้นหรือ? จงกล่าวเถิด (มูฮัมมัด) ว่า มันมาจากที่ตัวของพวกท่านเอง แท้จริงอัลลอฮฺ  เป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง (อาละอิมรอน/165)

อายะฮฺนี้สอนให้เราทราบว่า ความพ่ายแพ้ที่พวกเจ้าประสบในสงครามอุหุดในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้พวกเจ้าเสียชีวิตไป 70 คน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ในสงครามบัดรฺ ชาวมุชริกีนก็ประสบความพ่ายแพ้ โดยที่ฝ่ายมุชริกีนเสียชีวิต 70 คน และถูกจับเป็นเชลยอีก 70 คน มากกว่าที่มุสลิมสูญเสียเป็น 2 เท่า พวกท่านก็ตั้งคำถามว่า     "أَنَّى هَذَا" เป็นไปได้อย่างไร สาเหตุมาจากไหน อัลลอฮฺ  ต้องการให้บทเรียนแก่มุสลิมว่า สาเหตุของความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ เพราะมาจากตัวของพวกท่านเองนั่นแหล่ะ หาใช่มาจากที่อื่นใดไม่ พวกเจ้าได้ละเลยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายไว้ และลุ่มหลงต่อทรัพย์เชลย ซึ่งก่อนเกิดสงคราม ท่านนบีมูฮัมมัด  ได้มอบหมายให้พลธนูจำนวนประมาณ 50 คน ปักหลักที่เนินเขาแห่งหนึ่ง และกำชับว่าไม่ว่าเกิดกรณีใด ห้ามมิให้พลธนูเหล่านี้เคลื่อนย้ายไปไหนโดยเด็ดขาด เมื่อสงครามดำเนินไปในช่วงแรก ฝ่ายมุสลิมประสบชัยชนะ เป็นเหตุให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างรีบกอบโกยทรัพย์เชลยเท่าที่สามารถทำได้ เป็นเหตุให้พลธนูส่วนหนึ่งเห็นว่าควรไปกอบโกยทรัพย์เชลยเหมือนคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะฝ่ายมุสลิมมีแนวโน้มที่จะกำชัยชนะแล้ว พวกเขาจึงกรูเข้ายื้อแย่งทรัพย์เชลย โดยไม่สนใจคำทัดทานของหัวหน้ากลุ่มที่ชื่ออับดุลลอฮฺ บินญุบัยร์  มีเพียงไม่ถึง 10 คน เท่านั้น ที่ยังยืนหยัดอยู่ที่มั่นตามคำบัญชาของนบีมูฮัมมัด   เปิดโอกาสให้คอลิด บินวาลิด แม่ทัพของฝ่ายมุชริกีน ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้รับอิสลาม บุกเข้ายึดที่มั่นของพลธนู จนกระทั่งสามารถพลิกสถานการณ์จากที่ฝ่ายมุสลิมได้เปรียบ กลับกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ฝ่ายมุสลิมจึงถูกรุกอีกครั้งหนึ่ง ในสภาพที่เกิดความสับสนอลหม่าน และในขณะที่ชาวมุสลิมมีความละโมบแย่งชิงทรัพย์เชลย ซึ่งเป็นผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เป็นเหตุให้กองทัพมุสลิมต้องประสบกับความพ่ายแพ้ ตามปรากฏในประวัติศาสตร์อิสลาม

อะไรบ้างที่เราได้บทเรียนจากสงครามอุหุดนี้ ? บทเรียนอันล้ำค่าที่สุดจากเหตุการณ์นี้คือ

1. การฝ่าฝืนคำสั่งของท่านนบี  แม่เพียงน้อยนิดหรือด้วยเหตุผลประการใด ที่เกิดจากคนไม่กี่คนก็ตาม ก็เป็นเหตุผลอันเพียงพอที่ทำให้สังคมมุสลิมต้องประสบกับความพ่ายแพ้ ไม่เพียงในสมรภูมิสงครามเท่านั้น แต่ในสนามแข่งขันด้านอื่นๆ ไม่ว่าสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ตราบใดที่มุสลิมไม่ยึดมั่นในคำสอนของนบีมูฮัมมัด  แล้วสังคมมุสลิมก็จะตกอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบเพลี้ยพล้ำอยู่ตลอดเวลา

2. ความโลภต่อทรัพย์สมบัตินอกกาย นอกจากจะเป็นสาเหตุสำคัญของการแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่นกันแล้ว ยังเป็นสิ่งที่บั่นทอนความเจริญ ทำให้มนุษย์หลงลืมคำสอนของท่านศาสนทูต  ลืมแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และภราดรภาพในอิสลาม โดยเฉพาะปัจจุบันที่ดูเหมือนว่า ผู้คนส่วนใหญ่ไขว่คว้าหาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ยอมละ

ทิ้งหลักการเพียงเพื่อผลประโยชน์อันน้อยนิด ภายใต้สโลแกน "ไม่มีมิตรและศัตรูที่ถาวร ผลประโยชน์เท่านั้นที่นิรันดร" มนุษย์สามารถกระทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งยอมฉีกทิ้งคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงาม

3. ความผิดพลาดของผู้คนเพียงบางคนในสังคม ถึงแม้หากดูผิวเผินแล้ว เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ยามใดที่เกิดความสูญเสียแล้ว ก็จะสร้างผลกระทบต่อสังคมในภาพรวมด้วย ดังกรณีสงครามอุหุดที่มีคนเพียง 40 กว่าคนเท่านั้น ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของนบีมูฮัมมัด  แต่ผลเสียกลับเกิดขึ้นกับผู้คนส่วนใหญ่ และสังคมโดยรวมกลับต้องพลอยรับผลกระทบของความผิดพลาดที่กระทำโดยสมาชิกเพียงหยิบมือเดียวในสังคม ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของสังคมที่ต้องแก้ไขพร้อมทั้งห้ามปรามความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น

คำถามของผู้คนทั่วไปว่า "أَنَّى هَذَا" เป็นไปได้อย่างไร อะไรคือต้นเหตุ เขาทำหรือมาจากเรา อัลกุรอานจึงตอบอย่างทันควันว่า

 

จงกล่าวว่ามันมาจากที่ตัวของพวกท่านเอง พวกท่านต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องไปโทษใครทั้งสิ้น พวกท่านคือเจ้าภาพที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าดีหรือชั่ว ผิดถูกประการใดก็ตาม

คำถาม ณ ตรงนี้ก็คือ แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร

เพื่อให้คำตอบในประเด็นนี้ขอให้ทุกท่านจงสดับรับฟังอัลกุรอานที่กล่าวไว้ว่า

ความว่า แท้จริงอัลลอฮฺ  จะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพของพวกเขาเอง(อัรเราะดุ/11)

อัลกุรอานยังได้กล่าวอีกว่า

ความว่า นั่นก็เพราะว่า อัลลอฮฺ  มิได้ทรงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงความกรุณาใดๆ ที่พระองค์ทรงประทานมันแก่กลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใดจนกว่าพวกเขาจะได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในตัวของพวกเขาเอง และแท้จริงอัลลอฮฺ นั้นเป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้

             นักตัฟซีรอัลกุรอาน (อรรถาธิบายอัลกุรอาน) ได้กล่าวอธิบายเพิ่มเติมความหมายของอายะฮฺดังกล่าวว่า อัลลอฮฺ ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชุมชนหนึ่งชุมชนใด จากความสงบสุขสู่ความวุ่นวาย จากความร่มเย็นสู่ความร้าวฉาน จากความมั่นคงสู่ความสั่นคลอน จากการได้รับความโปรดปรานสู่ภัยพิบัติและโทษทัณฑ์ เว้นแต่ชุมชนนั้นจะเปลี่ยนแปลงสภาพของพวกเขาด้วยการสร้างความอยุติธรรมและรุกรานระหว่างกัน

อิบนุกะซีร ได้กล่าวไว้ว่า อัลลอฮฺ  ได้บอกในอายะฮฺดังกล่าวว่า ส่วนหนึ่งของความยุติธรรมอันสมบูรณ์ของอัลลอฮฺ  และความเท่าเทียมกันในการบริหารจัดการของพระองค์ คือ อัลลอฮฺ  จะไม่เปลี่ยนแปลงความโปรดปรานต่างๆ ที่พระองค์ทรงประทานแก่ชุมชนหนึ่งชุมชนใด จนกว่าชุมชนนั้นจะทรยศและฝ่าฝืนคำสั่งสอนของอัลลอฮฺ  ด้วยการทำบาปแทนที่

เมื่อถึงเวลานั้นอัลลอฮฺ  จะทรงลงโทษพวกเขาเนื่องจากบาปของพวกเขาเอง

อายะฮฺดังกล่าว ยังสอนให้เราทราบประเด็นต่างๆ ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงในสังคมมนุษย์ เกิดขึ้นได้และอยู่ในวิสัยที่มนุษย์สามารถกระทำได้

2. สังคมมนุษย์เป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ดีหรือไม่ดี ก้าวไปข้างหน้า ถอยหลังเข้าคลองหรือย่ำอยู่กับที่

3. การเปลี่ยนแปลงจะไม่สมบูรณ์จนกว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายในของพวกเขา จากความดื้อรั้นสู่ความสวามิภักดิ์ จากการฝ่าฝืนสู่การน้อมรับคำสอนของอัลลอฮฺ

4. การเปลี่ยนแปลงในระดับสังคมจะไม่เกิดขึ้น จนกว่าสังคมนั้นจะลุกขึ้นสร้างจุดเปลี่ยนด้วยการละทิ้งอบายมุข โดยพร้อมเพรียงกัน

            นบีมูฮัมมัด  ได้กล่าวไว้ในหะดีษกุดซีย์ว่า อัลลอฮฺได้กล่าวว่า "ในนามความยิ่งใหญ่ของข้า ไม่มีชุมชนใดชุมชนหนึ่ง บ้านใด บ้านหนึ่ง และคนๆ หนึ่งได้กระทำสิ่งอบายมุขซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าโกรธกริ้ว หลังจากนั้นพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงกระทำความดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพอใจ เว้นแต่ข้าก็จะเปลี่ยนจากการลงโทษทัณฑ์ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบ สู่การให้ความโปรดปราน ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ และไม่มีชุมชนใดชุมชนหนึ่ง บ้านใดบ้านหนึ่ง และคนๆ หนึ่งที่ได้กระทำความดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพอใจแต่หลังจากนั้นพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงสู่การกระทำอบายมุขซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าโกรธกริ้ว เว้นแต่ข้าก็จะเปลี่ยนจากการประทานความโปรดปรานซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ สู่การลงโทษทัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ชอบ (รายงานโดย อิบนุมัรดะวัยฮฺ)

             การที่สังคมในขณะนี้เต็มไปด้วยสารพันปัญหา เกิดวิกฤตด้านต่างๆนส ไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สาเหตุที่สำคัญที่สุดหาเป็นเพราะมนุษย์ขาดผู้เชี่ยวชาญและขาดงบประมาณสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวไม่ แต่เป็นเพราะสังคมในปัจจุบัน เกิดอาการบกพร่องทางจิตวิญญาณอย่างรุนแรง เกิดวิกฤตศาสนา ตกเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำ หลงระเริงและเคยชินอยู่ในกับดักของชัยฏอน

ผู้คนในปัจจุบันไม่ค่อยสนใจเลยว่า รายได้ของเขามาจากไหน จากสิ่งอนุมัติหรือ

หมายเลขบันทึก: 226343เขียนเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2008 11:57 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 19:56 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)

สวัสดีครับ อ.อาลัม

เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เรียนรู้เอาไว้

แต่ยาวไปนิด  ตารับไม่ไหว

ขอบคูณมากครับ

  • สวัสดีครับท่านเกษตรยะลา
  • ครับ ใช่ครับค่อนข้างยาว แต่เนื้อหาน่าสนใจทีเดียวครับ ที่สแกนเพราะมีภาษาอาหรับนะครับ เพราะถ้าโพสปกติจะไม่สวยเหมือนที่สแกน
  • ขอบคุณมากครับที่แวะมาอ่าน

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี