พฤติกรรม "กล้าสอน" มันคืออะไร หลุมพรางของมันหน้าตาเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนบ้าง

บันทึกนี้มีไว้เพื่อสอบทานตัวเอง
ตอนนี้แกนนำครูของเพลินพัฒนาได้ชวนกันอ่านหนังสือ The Courage to Teach เขียนโดย พาร์เกอร์ เจ. พาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer)  ที่พี่ใหญ่ (คุณวิศิษฐ์ วังวิญญู) และ ณัฐฬส แนะนำให้อ่าน

ผู้เขียนเองขอยอมรับว่ายังไม่ได้อ่านทั้งเล่ม  ได้แต่อ่านที่พี่ใหญ่เขียนถึงใน blog จิตวิวัฒน์

ตอนที่ 1   
ตอนที่ 2     

อ่านจบแล้วบอกตัวเองว่าต้องเอามาแปะใน gotoknow โดยเร็ว
เพราะมีทั้งความเห็น  มีทั้งคำถาม  ซึ่งต้องเก็บไว้สอบทานตัวเองอยู่เนืองๆ
พฤติกรรม "กล้าสอน" หน้าตาเป็นอย่างไร  มีหลุมพราง ร่องหล่ม แอบซ่อนอยู่ที่ไหนบ้างไหม


สีน้ำเงินเป็นส่วนที่คัดลอกมาจากบทความของพี่ใหญ่
สีส้มคือความเห็น และคำถาม

    * พาล์มเมอร์พูดถึงการเชื่อมโยงกับเด็กได้ แล้วนำพาเด็กไปเชื่อมโยงกับวิชาที่ครูสอน ซึ่งครูจะต้องเชื่อมโยงกับวิชาที่สอนด้วย ต้องเข้าหา เข้าถึงวิชาที่สอน จนองค์ความรู้นั้นๆ เข้ามาเป็นเลือดเนื้อของครูเอง ส่วนวิธีการสอน กระบวนการสอน ครูแต่ละคนอาจจะต้องหาทางเข้าหาความเหมาะสมลงตัว ยืดหยุ่นและผันแปรได้ตามความถนัดหรือตามอัตลักษณ์ของครูแต่ละคนเอง

เรากำลังสร้างบล็อค มีแต่ DOs and DON'Ts  กันอยู่หรือเปล่า? 
การควบคุมปฏิบัติการมีความยืดหยุ่นขนาดไหน?


เรามีการทำงานเป็นหมู่คณะอันเป็นที่รวมความคิดเห็นที่แตกต่าง  ให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
และมีการเปิดโอกาสได้ทดลองโดยไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลวหรือไม่

เมื่อครูคนไหนมีความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง  นำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้พี่ๆ ฟัง
การใส่หมวก "วิพากษ์" บ่อยๆ  ทำร้ายความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ของน้องๆ หรือเปล่า?


    * ความรักทำให้เกิดความอยากเรียนรู้ และความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งใด หรือบุคคลใด ก็ก่อให้เกิดความรัก

มันเป็น loop   ไม่ใช่ว่าถ้าไม่รักแล้วมาเรียนรู้ด้วยกันไม่ได้   เข้าใจแล้วจึงรัก  รักแล้วจึงเข้าใจ
อะไรมาก่อนหลังไม่เห็นเป็นไร  ไม่รักแต่เข้าใจได้ไหม


    * ที่สำคัญคือ ต้องเอาฐานคิดและฐานใจมาร่วมกันทำงาน พร้อมด้วยฐานปฏิบัติ หรือฐานกายด้วย
      จึงจะครบองค์เป็นสองสามชั้นของปัญญาสามฐาน
      และร้อยเรียงให้ทำงานประสานเสียงกัน มิใช่ปีนเกลียวขัดแย้งกัน


การร้อยเรียง การประสานเสียงกัน  ไม่ปีนเกบียวกัน  ตีความกันได้อย่างไร?
ฐานคิด  คงไม่ได้หมายถึงคิดตามๆ กัน แล้วไม่รับฟังคนคิดต่าง
ฐานใจ  ระวังอย่ามีใจให้เฉพาะคน เฉพาะกลุ่ม  
ฐานปฏิบัติ/ฐานกาย ก็อย่าเอาแต่สั่งให้คนอื่นลงมือทำ หรือไม่ยอมรับวิธีการทำงานอื่นๆ ที่ไม่คุ้นชิน   


    * วิทยาศาสตร์ใหม่บอกว่า ผู้สังเกตไม่อาจแยกตัวออกไปจากสิ่งสังเกต ไม่อาจแยกตัวตน ตัวคน หรือ consciousness คือ “จิต” ออกไปได้ เราแยกจิตออกไปไม่ได้จากการรับรู้ และเรียนรู้ด้วย แต่การรับรู้แบบอัตวิสัยนี้ มันมีมิติที่พิสูจน์ได้ โดย communal หรืออย่างเป็นชุมชน  เนื่องจากการที่รับรู้ได้เฉพาะตนนั้น มันพอดีออกมาตรงกัน จึงเป็นความรู้ในทางธรรมที่พิสูจน์ได้อย่างนี้เอง เมื่อก่อน ภาพของนักวิทยาศาสตร์คือที่อยู่คนเดียวโดดเดี่ยว ไร้อารมณ์ความรู้สึก บัดนี้ นอกจากนักวิทยาศาสตร์จะเต็มเปี่ยมได้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกแล้ว ยังทำงานกันเป็นหมู่คณะอีกด้วย ซึ่งถอดความเป็นพุทธได้ในคำว่า “สังฆะ” หรือ “กัลยาณมิตร” นั่นเอง

แปลว่าถ้าเห็นชอบอยู่แค่คนเดียว  หรือแค่กลุ่มเดียว  มันต้องกลับมาตั้งข้อสันนิษฐานใหม่ได้แล้ว
อย่าดันทุรังคิดว่าตัวเองถูก แล้วโทษว่ามวลชนต่างหากคิดผิด หลงผิด  ใช่หรือเปล่า?


    * พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์พระอนุชาว่า “อานนท์ กัลยาณมิตรมีความสำคัญอย่างไรกับพรหมจรรย์” พระอานนท์ตอบว่า “มีความสำคัญเป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์” พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขให้ โดยเน้นย้ำให้ความสำคัญว่า “อานนท์ ที่จริงแล้ว กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์

สาธุ

ท่านใดอยากแชร์ก็จะยินดีอย่างยิ่งค่ะ