สวัสดีค่ะทุกท่าน

จากที่เมื่อวานนี้ได้เขียนบันทึกเรื่อง ถอดบทเรียนชีวิต:: สำนึกรักบ้านเกิด...ถึงพ่อ(ตอน1) ไปแล้วนะค่ะ วันนี้ก้จะมานำเสนอเรื่องต่อ ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปค่ะ

----------------------------------------------------------------------------------------------------

      เด็กคนนั้น นั่งรถมาถึงกรุงเทพอย่างใจจดจ่อ ในคืนนั้นเขานอนไม่หลับเลย นี่แหละครั้งแรกที่เด็กบ้านนอกๆ เดินทางมากรุงเทพฯ  มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นสำหรับเขามาก การเดินทางครั้งนนี้เขาเดินทางมากับนายหน้าจัดหางานน่ะค่ะ รถทยอยส่งเด็กทุกคนที่เดินทางมาพร้อมกันจนหมด เหลือเขาเป็นคนสุดท้าย คนขับรถพาเด็กคนนั้นไปส่งยังบริษัท แห่งหนึ่ง  แล้วก็พาเดินไปยังห้องทำงานของผู้ชายคนหนึ่ง ดูรูปร่างหน้าตาแล้วคงแก่กว่าพ่อของเด็กคนนั้นหลายปีเลยค่ะ น่าจะอายุ 50กว่าปีแล้วมั้ง เด็กคนนั้นยกมือไหว้ ผู้ชายคนนั้นก็ทักทายมาด้วยความสุภาพอ่อนโอนดูเขาเป็นผู้ใหญ่ที่น่าจะใจดีมากเลย แต่ว่าภายในใจเด็กคนนั้นรู้สึกกลัวมาก อยากจะร้องให้ อยากจะกลับบ้าน แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เด็กคนนั้นได้แต่คิดในใจว่า ตัวเองคิดถูก หรือคิดผิด ที่จะมาอยู่อย่างนี้

             คนที่มาส่งเด็กคนนั้นเดินจากไปโดยที่ไม่สนใจเลยว่า เด็กคนนั้นกำลังลังรู้สึกยังไง...ผู้ชายคนนั้นปล่อยให้เขานั่นรออยู่ในห้องทำงานเขาสักพัก แล้วก็พาเขาขับรถไปไหนก็ไม่รู้ ด้วยความที่ไม่รู้จักเส้นทาง ไม่รู้จักไม่คุ้ยเคยกับที่ไหนเลย เด็กคนนั้นยิ่งนึกกลัวมากขึ้น  ถึงแม้ว่าชายใจดีคนนั้น จะพยายามชวนเด็กคนนั้นพูดคุย ถามประวัติความเป็นมาต่างๆนานา แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เด็กคนคนสบายใจขึ้นเลย ยิ่งขับรถไปไกล ก็ยิ่งทำให้จำเส้นทางไม่ได้เลย....แต่อีกใจหนึ่ง ก็อึดขึ้นมาสู้ เป็นไงเป็นกัน เจออะไรก็เจอ ..และเขาก็นั่งเงียบมาตลอดทาง

               เด็กคนนั้นรู้สึกใจเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อรถวิ่งมาจอดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง เขามองเข้าไปในบ้านเห็นผู้หญิงวัยกลางคน คนหนึ่งกำลังยืนรอชายคนนั้นอยู่ ชายคนนั้นแนะนำให้เด็กคนนั้นได้รู้จักกับผู้หญิงคนนั้นว่า นี่คือภรรยาเขา และก็ปล่อยให้เด็กคนนั้นอยู่กับผู้หญิงคนนั้นต่อไป

              เขาพาเด็กคนนั้นมานั่งในบ้าน ถามชื่อ ถามประวัติส่วนตัวของเด็กคนนั้นพอสมควร ก่อนที่จะแจ้งรายละเอียดของงาน ว่าจะต้องตื่นแต่เช้า มาหุงข้าวไว้ก่อนที่เขาจะตื่น จากนั้นก็ต้องไปรดน้ำต้นไม้ ตรงสวนหน้าบ้าน พูดง่ายๆก็คือเขาให้เด็กคนนั้นทำงานบ้านให้เขาทุกอย่าง เขาให้อัตราค่าจ้างเดือนละ 4000 บาท กินอยู่กับเขาทุกอย่าง

              หนึ่งอาทิตย์แรกที่อยู่บ้านหลังนั้น เด็กคนนั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับเลย หิวข้าวมาก แต่กินแล้วจะอ้วกทุกครั้ง เขาเหงามาก ตื่นเช้ามาแทบไม่ได้คุยกับใครเลย นั่นยิ่งทำให้เขาคิดถึงบ้านมากขึ้น..... พ่อมักจะให้แม่โทรมาถามอยู่ตลอดว่าเด็กคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ทุกครั้งที่เด็กคนนั้นได้ยินเสียงแม่ ก็ยิ่งกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ใจที่เคยหยิ่งผยอง ตอนนี้คิดถึงบ้านใจแทบจะขาด....เวลาผ่านไปครึ่งเดือน เขาเริ่มเรียนรู้และคุ้นเคยกับงานมากขึ้น  เจ้าของบ้านมีลูกแฝดสาวอยู่สามคน อายุห่างจากเด็กคนแค่สองปีเอง แต่บางครั้งก็เหมือนเขาหยิ่งๆ เลยทำให้เด็กคนนั้นไม่กล้าพุดคุยด้วย

             จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าเด็ก ทั้งสามคนนี้ นั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน พวกเขาชวนเด็กคนนั้นมานั่งเล่นด้วย นาเกือบเดือนแล้วที่เด็กคนนั้นแทบจะไม่ได้พูดคุยกับใครเลย ครั้งแรกที่ได้เล่นกับลูกสาวเจ้าของบ้าน เขารู้สึกสนุกมาก รู้สึกเหมือนได้มีเพื่อนเล่น เพื่อนคุยแล้ว...แต่ว่าสามคนนั้นเขาก็ไม่ค่อยมีเวลาว่างมาเล่นกับเด็กคนนั้นหรอก เพราะในแต่ละวัน ไม่มีใครอยู่บ้านเลย เด็กทั้งสาม เขาต้องไปเรียนพิเศษไปทำอะไรหลายๆ อย่างที่เด็กคนนั้นไม่ได้ทำ...ยอมรับว่าครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ ตลอดระยะเวลาที่เด็กคนนั้นได้ทำงานอยู่นั่นไม่มีสักวันที่เขาจะทะเลาะกันเลย ....1 เดือนผ่านไป เด็กคนนั้นก็ยังไม่รู้จักใครเลย  ทั้งที่บ้านติดๆกันแท้ๆ นี่เหรอสังคมเมืองกรุง?... มีอยู่หลายครั้งที่เจ้าของบ้านไปเที่ยวต่างจังหวัดปล่อยให้เด็กคนนั้นอยู่บ้านคนเดียว เขาจะล็อคไว้ทั้งหมด เหลือเฉพาะทางเข้าห้องนอน ของเด็กคนนั้นเท่านั้น

                อยู่มาวันหนึ่ง มีเพื่อนคนบ้านเดียวกัน ชวนเด็กคนนั้นไปทำงานด้วย เขาดีใจมากๆ เพราะว่าอยากจะมีเพื่อน จึงตัดสินใจบอกเจ้าของบ้านว่า ขอย้ายไปทำงานอยู่กับเพื่อน....เจ้าของบ้านขอร้องให้อยู่ต่อได้ไหม แต่ว่าเด็กคนนั้นอยากจะไปอยู่กับเพื่อนมากกว่า เจ้าของบ้านใจดีมากๆ พอถึงวันที่เด็กคนนั้นจะไป เขาขับรถมาส่งเด็กคนนั้นตรงที่ได้นัดกับเพื่อนไว้ เขาเป็นห่วงกลัวว่าจะหลงทาง ในระหว่างทางที่นั่งรถมา เขาก็สอน และแนะนำเรื่องต่างๆ ให้เด็กคนนั้นอย่างมากมาย ความรู้สึกชั่งต่างกับตอนที่นั่งรถมาทำงานวันแรกเหลือเกิน....

              เมื่อเด็กคนนั้นมาอยู่กับเพื่อน ก็ได้ไปทำงานเป็นเด็กปั้ม  ข้างๆกับ ม.กรุงเทพ วันแรกที่ไปทำงาน   มันจะที่กดล็อคการไหลของน้ำมัน แต่ว่าตอนนั้นเขาลืมปลดล็อค ออกเมื่อจับหัวฉีดออกมา น้ำมันจึงพุ่งออกแบบ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เด็กคนนั้นตกใจแบบสุดขีด ได้แต่ยกมือไว้ขอโทษลูกค้า แทบจะร้องอีกแล้ว โชคดีที่ลูกค้าใจดี เขาเข้าใจและไม่เอาเรื่องอะไรเลย ทั้งรถ ทั้งเสื้อผ้าเขาโดนน้ำมันเข้าอย่างจังเลย

                เวลาผ่านไปพอสมควร เด็กคนนั้นเริ่มทำงานได้คล่องตัวขึ้น รู้ขั้นตอนการทำงานต่างๆมากขึ้น แต่ว่าการมาทำงานปั้มนี้ ต้องเช่าห้องเอง ซื้อข้าวกินเอง หารถมาเอง เวลาทำงานของที่ใหม่นี่คือ เข้า 6โมงเช้า เลิก หกโมงเย็น ปั้มที่ทำงานอยู่ติดกับ ม.กรุงเทพ เด็กคนนั้นเห็นคนอื่นๆไปเรียน ทำให้เขาอยากกับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง หลายครั้งที่พ่อกับแม่โทรมาหา ก็ถามถึงสภาพความเป็นอยู่ว่าเป็นอย่างไรบ้างอยู่ได้ไหม  เด็กคนนั้นคิดถึงบ้านจังเลย การผจญภัยชีวิตครั้งนี้ทำให้เขาเรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง กรุงเทพไม่ใช่เมืองที่สวยงามอย่างที่เขาคิดและวาดฝันไว้เลย

                เด็กคนนั้นเช่าห้องเล็กๆอยู่ แค่ห้องละ 500บาm คิดดูละกันค่ะว่ามันจะเล็กขนาดไหน ทางเข้าห้องก็เปลี่ยวมาก ยิ่งอยู่นานวันเข้า เด็กคนนั้นก็ยิ่งคิดได้ว่า กรุงเทพไม่เหมาะกับเขาหรอก......เขาบอกโทรมาบอกแม่ว่า ทันทีที่เงินเดือนออก เขาจะกลับไปอยู่บ้าน จะได้ไหม พ่อกับแม่ไม่ว่าอะไรเลย เหมือนกับว่า อยากให้คนนั้นกลับมาตั้งนานแล้ว.....พอเงินเดือนออก เด็กคนนั้นไม่รอช้า รับเก็บเสื้อผ้า กลับบ้านทันทีเลย

 ------------------------------------------------------------

           เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้นะค่ะ ยังมีตอนต่อไปอีก เมื่อกลับมาอยู่บ้านแล้ว เด็กคนนั้นจะกลับมาเรียน ม.ปลายได้อย่างไร ในเมื่อ เขาเปิดเรียนจนจะสอบปลายภาคในอาทิตย์หน้านี้แล้ว โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ สำหรับวันนี้ขอบคุณทุกๆท่านที่แวะมาอ่านนะค่ะ