ได้มีโอกาสพบกับลิลลี่-รุ่นน้องเทคนิคการแพทย์ที่ค่อนข้างสนิทกันจากการไปงานนัดพบผู้ใช้เครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ น้องมีลูกชายวัยกำลังซน 2 คน มีเรื่องให้พูดคุยเกี่ยวกับลูกสารพัด ทำให้นึกได้ว่า คำถามที่น้องถามและเป็นคำถามที่มีอีกหลายๆคนเคยถาม สมควรจะเก็บเอามาบันทึกเล่าสู่กันฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนกับคุณพ่อคุณแม่ รวมทั้งญาติสนิทมิตรสหายที่ต้องอยู่กับเด็กเล็กๆทั้งหลาย เป็นคำถามยอดฮิตจริงๆ และรู้สึกว่าเทคนิคสำหรับการจัดการกับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แต่ต้องทำจนเป็นนิสัยของเราเอง จะดีทั้งกับตัวเราและเด็กอย่างเห็นได้ชัดทีเดียวค่ะ เรียกว่า เรากับลูกก็ได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองไปด้วยกัน
คำถามที่ว่าก็คือ ทำยังไงถึงจะบอกให้ลูกทำอย่างที่เราต้องการและไม่ทำอะไรที่เราไม่อยากให้ลูกทำ
จำได้ว่าจากการดูแลลูกชาย 3 คนมาด้วยตัวเองตลอดเวลาตั้งแต่เขาเกิดเลยทีเดียว โชคดีที่ได้อ่านหนังสือการเลี้ยงดูเด็กๆมาเยอะมาก และเห็นดีกับวิธีที่ทุกตำราแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในแนวทางเดียวกัน ทำให้ใช้วิธีนี้มาตลอด เลยไม่ค่อยมีปัญหาปวดหัวกับการที่ลูกไม่ฟังเรา
ถ้าจะไล่เป็นข้อๆดูก็น่าจะเริ่มจาก
- ข้อแรก...ห้ามใช้คำว่า "อย่า" โดยไม่จำเป็น ใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อไหร่ที่คิดจะพูดคำนี้ให้หยุดคิดและถามตัวเองเลยว่า เราต้องการให้ลูกทำอะไร ให้บอกลูกอย่างนั้น ไม่ใช้คำว่าอย่า เพื่อจะบอกไม่ให้เขาทำอะไร เช่น ลูกปีนเก้าอี้ ขีดเขียนข้างฝา วิ่งขึ้นวิ่งลง แทนที่เราจะบอกว่า อย่าปีนนะลูก อย่าขีดตรงนั้นนะลูก อย่างวิ่งนะลูก ให้เปลี่ยนเป็น ลูกนั่งบนเก้าอี้ดีกว่านะครับ เดี๋ยวเก้าอี้ล้มแล้วลูกจะเจ็บ ลูกเขียนตรงนี้ดีกว่านะครับ ตรงนี้เลอะได้ ถ้าเขียนบนฝาผนังเดี๋ยวเราต้องมาช่วยกันเช็ด ยากกว่านะครับ ตรงนี้วิ่งแล้วอาจจะล้มเจ็บตัวได้ เราค่อยๆเดินกันดีกว่านะลูก เดี๋ยวถึงที่น่าวิ่งแล้วเราค่อยวิ่ง
จะเห็นว่า ถ้าเราค่อยๆหัดทำ เราจะเข้าใจความต้องการของเราเอง และสื่อสารได้อย่างสร้างสรรค์ ลูกก็จะเรียนรู้ว่า อะไรควรทำไม่ควรทำเพราะอะไร ตรงนี้สำคัญมากๆนะคะ เพราะต่อๆไปเขาก็จะคิดเองได้ โดยที่เราไม่ต้องห้ามอะไรเลย
- ข้อสอง คิดถึงผลที่เราต้องการ แล้วหาวิธีให้ลูกทำโดยไม่ให้ลูกรู้สึกต่อต้าน ยกตัวอย่างข้างบน ถ้าเราบอกให้ลูกนั่งแต่ลูกอยากปีน เราบอกแล้วเขาก็ยังไม่ยอมทำ เราก็ต้องหาวิธีอื่นเพื่อให้ได้ผลนั้นๆโดยที่ลูกรู้สึกสนุกที่จะทำ เช่น แม่ว่าเรามานั่งเล่นอะไรกันดีกว่านะครับ (เรียกร้องความสนใจลูกไปที่กิจกรรมอื่นที่ต้องนั่งทำ ปีนทำไม่ได้ ฯลฯ) อันนี้ใช้บ่อยและใช้ได้กับเด็กแทบทุกวัย เพียงแต่เราต้องรู้จักหาวิธีจากสถานการณ์ตรงหน้า ยกตัวอย่างเช่น เคยเห็นเด็กๆเล่นขว้างของกันทั่วห้อง เราอยากให้เขาเก็บเข้าที่ แต่บอกแล้วก็ไม่มีใครลงมือทำเลย ยังคงเล่นขว้างกันต่อไป เราก็เริ่มด้วยการบอกว่า เรามาเล่นเกมกันดีกว่า มาแข่งกันซิว่า ใครเก็บของได้เยอะกว่ากัน แล้วเราก็เริ่มนับหนึ่ง...วิธีนี้ใช้ได้ผลเสมอค่ะ
- ข้อสาม ทุกครั้งที่เห็นลูกทำอะไรที่เป็นสิ่งดี ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ต้องเอ่ยปากบอกทันทีว่าเราเห็นและชื่นชม แต่ตรงกันข้าม ถ้าเห็นเขาทำอะไรไม่ดี ไม่ถูกต้อง สังเกตสักนิดว่าเขาทำเพราะอะไร เมื่อมีจังหวะที่เหมาะสมสอนโดยทำให้ดูในเรื่องนั้นๆ และอาจจะทำไปบอกไปว่าสิ่งที่ทำนั้นดีอย่างไร โดยไม่ต้องเอ่ยถึงสิ่งที่ไม่ดี เรียกว่า ปรับสิ่งไม่ดีโดยการกระทำ ใช้คำพูดตำหนิติเตียนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งดีส่งเสริมด้วยคำพูดทันที
วิธีง่ายๆ 3 วิธีนี้ ใช้ได้ดีกับเด็กตั้งแต่เขารู้ความเลยค่ะ ไม่ต้องรอให้โต ถ้าไม่เคยใช้ก็เพียงแค่ฝึกตัวเราเองทันทีไม่ว่าจะเป็นลูกวัยไหนก็ไม่เคยสายไปแน่นอน ประโยชน์อย่างแรกที่เราจะได้ก็คือ ตัวเราเองนี่แหละจะเป็นคนมีเหตุผลขึ้น รับฟังผู้อื่นมากขึ้น ตัดสินผู้อื่นน้อยลง แล้วลูกๆก็จะเป็นคนมีเหตุผล เข้าใจผู้อื่นและเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยการใช้ความคิดไม่ใช่ทำตามกฎเกณฑ์เสมอไป คือมีความยืดหยุ่นนั่นเองค่ะ
ใครมีเทคนิคอื่นๆมาแลกเปลี่ยนกันด้วยก็จะขอบคุณมากๆนะคะ เรื่องพวกนี้นอกจากใช้กับเด็กๆแล้ว กับคนรอบๆตัวเราก็เอาไปปรับใช้ได้ด้วยค่ะ
สวัสดีครับคุณโอ๋
ดีมากเลยครับ สำคัญคือมีเวลาให้กับลูก
อีกประการหนึ่งคือเล่านิทานเชิงเปรียบเทียบให้ฟัง
กับนำหลักศาสนามากำกับครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง
น้องคนสุดท้องติดพนันบอล(พี่ๆทุกคนอยู่ในคัลลองหมด)
สภาครอบครัวนัดประชุมลงมติโดยมีแม่บ้านเป็นประธาน
มติ 5ต่อ 1เสียงให้หยุดการพนันบอล 1 เสียงอุทธรห์ว่า
เล่นพนันบอล มีแพ้มีชนะ แต่เล่นยาบ้า แพ้ลูกเดียวและ
ที่เล่นก็เก็บตังเอง
ที่ประชุมมีมติยืดหยุ่น ไม่ห้ามเล่นโดยเด็ดขาด
แต่ให้กลับเข้าก่อนเที่ยวคืน เป็นข้อตกลงร่วมกัน
ทุกวันนี้เขาก็จบปตรีมามีงานทำดีครับ
อีกเรื่องตอนที่ผมเรียน ป โท ก็เข้าประชุมสภาครอบครัว
มีมติ 4ต่อสอง 4 เสียงให้เรียน 2 เสียงคัดค้าน
1 เสียงเป็นพยาบาลให้เหตุผลเรื่องสุขภาพ
อีก 1 เสียงเป็นแม่บ้าน ให้เหตุจากตัวอย่างคนข้างบ้านไปเรียน
ปโท มีเมียน้อยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ผลการลงมติขั้สุดท้าย 3ต่อ 2
ต่อ 1 คือ งดออกเสียง 1 เสียง ครับ
สวัสดีค่ะ ป้าโอ๋ ของน้องพอ วิธีทำโทษของแม่ใหม่ ที่ใช้ได้ผลกับน้องพอ คือ นั่งนิ่งๆบนเก้าอี้ 2 นาที 3 นาที แล้วแต่ความซน นะคะ ได้ผลกว่า ทำโทษด้วยการตี ค่ะ น้องพอ บอกว่า พอจะไม่ดื้อ เพราะพอไม่อยาก นั่งนิ่ง ๆนาน ๆค่ะ
ดีจังครับ
เคยเขียนกิจกรรมที่ทำกับลูกไว้ เลยเอามาแจมครับ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=amp-atom&month=11-2008&date=24&group=1&gblog=44
เทคนิคของครอบครัวคุณ บังหีม--ผู้เฒ่าnatachoei--นี่สุดยอดเลยค่ะ น่าดีใจที่สังคมมีหน่วยเล็กๆที่มีคุณภาพอย่างนี้นะคะ น้องๆเขาต้องเรียนรู้ความเป็นประชาธิปไตยกันได้เป็นอย่างดีแน่ๆเลยนะคะ
ส่วนเทคนิคของน้อง ครูใหม่ บ้านน้ำจุนนี่เป็นเทคนิคที่เป็นสากลมากๆเลยนะคะ นักจิตวิทยาเด็กเขาสอนกันมาแบบนี้แหละค่ะ เด็กๆเขาเรียนรู้สิ่งดีๆได้รวดเร็วอยู่แล้วนะคะ น้องพอ ให้เหตุผลได้น่ารักจัง
อยากอ่านกิจกรรมกับลูกของคุณ ปรีดิ์ผาติ
จังเลยค่ะ แต่ตามลิงค์ไปไม่เจอ เอามาฝากเป็นบันทึกใน GotoKnow บ้างสิคะ คงมีแฟนๆตามอ่านกันเยอะค่ะ คุณพ่อคุณแม่ในนี้เยอะทีเดียว
ก่อนอื่นสวัสดีค่ะ...ดิฉันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเลี้ยงลูกเหมือนเพื่อนปิดเทอมจะให้เวลาเขาเต็มที่เดินทางท่องเที่ยวแม่/ลูก/ลูกศิษย์บ้าง ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลานะคะคนโตจะเรียนปี ๑ คนเล็กจะเรียนม.๑ เป็นเด็กดีมากพูดคุยเปิดใจทุกเรื่อง...ดิฉันชอบร้องเพลงกล่อมเด็กเพลงนิทานหรือไม่ก็เพลงตามเหตุการณ์...ลูกฟังแล้วร้องไห้ค่ะ ( ดิฉันร้องเพลงไพเราะมาก)สรุปว่าเทคนิคของดิฉันคือ...เสียงเพลงและการเป็นเพื่อนค่ะ
เทคนิคของคุณแม่ จอมใจนี่ดีจังเลยค่ะ เดาว่าพี่ใบตองกับน้องปิ่นปักต้องเป็นเด็กสวย เก่ง ดี แน่ๆเลยใช่ไหมคะ
กลับมาสวัสดีอีกครั้งค่ะ...คนอื่นอาจมองไม่สวย แต่
ในสายตาแม่ลูกวิเศษที่สุด (พรุ่งนี้จะเปิดตัว ๒ สาว...ในแม่เลี้ยงเดี่ยวพาลูกเที่ยว นะคะ...)
ถ้ามีเวลาและไม่ลืมจะแวะไปแอบดูคนสวยของคุณแม่ จอมใจนะคะ