ผีเฝ้าตับติดฝายังไม่ไปผุดไปเกิด

เสียงหมาเห่าหล่อ..เห่าหล่อ...(ทางภาษาภาคกลางเรียกกันว่าหมาเห่ากรรโชก)แสดงว่ามันเห่าคนเข้ามาในบ้าน  เจ้าของบ้านรีบลุกจากวงขันโตกไปยืนบนบันไดพร้อมสาดไฟฉายส่องลงกลางข่วง(ลานบ้าน)

โป้ง...เสียงปืนลูกซองแผด...ดังสะท้านบ้านผู้คนในครอบครัวร้องหวีดว้ายด้วยความตกใจ  พ่อหลวง(ผู้ใหญ่บ้าน)พร้อมญาติต่างช่วยกันเข้ามาช่วยเหลือส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลทั้งๆที่ลมหายใจไม่มีแล้ว

เสร็จงานศพลูกเมียต่างรีบขนย้ายข้าวของหนีอิทธิพลเถื่อนจากการค้ามืดพร้อมกับประกาศขายบ้านไม้สักหลังงามราคาเรือนล้านแต่ประกาศขายเพียงเรือนแสน  ก็แน่ละ เป็นที่ถูกอกถูกใจของพ่อค้าไม้เรีอนเก่า ซื้อบ้านไม้สักราคาไม่กี่แสนพอแยกชิ้นส่วนขายมันก็ขึ้นราคาเป็นล้าน  เมื่อพ่อค้าซื้อไม้สักแล้วสั่งให้ลูกน้องสามคนเข้าไปเฝ้า     กลัวจะมีคนไปลักลอบงัดแงะเอาประตูหน้าต่าง   

ตกยามมืดวอนแวน(ยามโพล้เพล้)หลังเสร็จงานก่อสร้าง หัวหน้าช่างขับรถไปส่งลูกน้องสามคนขึ้นบ้านให้เฝ้ารักษา  พร้อมให้อาวุธครบมือเตือนว่าหากมีหมาเห่าให้หยิบปืน ลูกซองนี้ขึ้นมาพร้อมกับบอกดังๆว่า  "นี่ปืนลูกซอง"   หากว่ามันเป็นผีที่ถูกปืนลูกซองยิงมันจะกลัวไม่กล้ามาตอแยเพราะมันตายก็ด้วยปืนลูกซองนี่แหละแม้ว่าจะไม่ใช้กระบอกเดียวกัน แม้ผีเห็นมันก็หย้านหนีแล้ว    

ตกกลางคืนเสียงตุ๊กแกร้องที่ปลายเสามุมเทิง(เพดานบ้าน)   เว้นระยะสามสี่นาทีมันก็ร้องอีก   พอตุ๊กแกหยุดร้อง  ก็มีเสียงฝีเท้าคนเดินในครัวไฟ พร้อมกับเสียงช้อนฟัดถ้วยชามดังเหมือนคนล้างถ้วย สามเกลอลูกน้องช่างต่างขนหัวลูกแต่ก็ยังมีปืนลูกซองถือไว้  คนหนึ่งทำเป็นใจแข็งร้องตะโกนว่า " เฮ้ยนี่ปืนลูกซองโว้ย    "  อีกคนหนึ่งตะโกนทั้งๆที่ขนลุกว่า " อยากต๋ายซ้ำสองกาบ่ะ   "     เสียงช้อนฟัดถ้วยหยุดลงชั่วครูตุ๊กแกเจ้ากรรมก็ร้องอีกเอาเป็นอย่างนี้ค่อนคืนทำเอาเจ้าสามคนไม่ได้หลับนอนเกือบใกล้รุ่งตีสี่กว่าๆสามเกลอต่างเก็บข้าวของเตรียมเปิดแน้บไปหาเจ้านายขอยอมแพ้เสียงรบกวน

หัวหน้าช่างจึงไปหาอ้ายมูล(อ้ายหมายถึงพี่ชาย)ผู้เป็นคนบักเดียว(คือคนพูดคำใดคำนั้น)พี่แกเป็นคนซื่อเล่นสีสะล้อ ดีดซึง หาคนในหมู่บ้านมาเทียบได้ยากแถมบางครั้งหากพี่แกนึกสนุกจะเอาฮูดัง(จมูก)เป่าขลุ่ยให้เด็กได้ดู  เมื่ออ้ายมูลอาสาไปเฝ้าบ้านหัวหน้าช่างก็พาไปส่งพร้อมกับให้ปืนลูกซองไว้เป็นเพื่อนคู่ใจ

ตกค่ำอ้ายมูลเสกเทียนเล่มใหญ่พร้อมธูปเจ็ดเล่มด้วยพระคาถา ชื่อว่า  "งัวธนูไฟ.....โอมโกโน  มหาโกโน  งัวฮ้ายกูตั๋วนี้ขวิดปิ๊ดแต่ต๊องฮอดหัวใจ๋  แสนลุกขึ้นเป๋นเปล๋วไฟ..............โอมสวาห้ะเท้ก..."เสร็จเสกพระคาถาแกจุดธูปไปปักมุมบ้านมุมละดอก รวมสี่ดอก   อีกสามดอกแกปักไว้ที่หัวบันไดบ้าน  ส่วนเทียนเล่มใหญ่แกปักไว้ในถ้วยสังกะสีกันมิให้ไหม้พื้นบ้านแต่ยังไม่จุดไฟ

ตกมืดค่ำเสียงตุ๊กแกเจ้ากรรมตามที่ไอ้หนุ่มสามเกลอบอกไว้ก่อนนั้น  มันก็ร้องจริงๆ  ส่วนอ้ายมูลแทนที่พี่แกจะกลัวแกกลับเอาซึ่งมาดีดเล่นเหมือนจะให้ผีฟังเสียงซึงอย่างงั้นแหละ  เจ้าตุ๊กแกร้องไปอ้ายมูลก็ดีดซึงไป  ตุกแกหยุดร้องเสียงช้อนฟัดถ้วยในครัวไฟ  พี่อ้ายมูลก็กลับขับขานเพลงซอคลอเสียงซึงเล่นคนเดียวจนดึกดื่นค่อนคืนแกจะหลับ แกจึงจุดเทียนเล่มใหญ่ไว้ปลายเท้าหลับผลอยไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในฝันมีคนมาหาบอกว่าเป็นเจ้าของบ้านที่ถูกยิงเนื้อตัวเปรอะด้วยเลือดบอกว่ายังไปไหนไม่ได้เพราะร่างกายยังขาดตับส่วนหนึ่งที่ถูกยิงตับกระเด็นติดซอกเทิง(เพดาน)ขอให้อ้ายมูลเอาออกให้ด้วยจะได้มีตับครบเสียทีมันทรมานมาก 

อ้ายมูลบอกปากรับคำสะดุ้งตื่นรอให้พอมีแสงตี๋นฟ้ายก(รุ่งอรุณ)จึงรีบเปิดไฟฟ้าและเอาไฟฉายขึ้นไปส่องดูตามซอกหลืบเทิง(เพดาน)   โอ...มีจริงๆ   เศษตับคนปนหลิ้มเลือดแห้งติดปลายเสาที่เสียงตุ๊กแกร้องนั่นเอง  อ้ายมูลรอจนหัวหน้าช่างมาและได้บอกเรื่องราวให้หัวหน้าช่าง ช่วยกันทำน้ำขมิ้นส้มป่อยแงะเอาเศษตับพร้อมเลือดแห้งเหล่านั้นลงจนหมดนำไปฝังในป่าช้าซึ่งเป็นที่เสียศพพร้อมกับอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของตับมิให้มารบกวนอีกต่อไป

ที่สุดบ้านไม้สักหลังงามก็ถูกรื้อ แยกเศษไม้ต่างๆออกไปขายให้แก่ผู้ต้องการซื้อไม่บ้านเก่าไปทำเครื่องเรือนไว้ประดับ  ไว้ผู้คนได้ใช้ต่อไป

เรื่องนี้เกิดขึ้นราวปี พ.ศ.  2528 โน่นแล้วเน้อหมู่เฮา......