เช้าวันนี้ (9.00-10.15 น.) ผมไปทำหน้าที่เป็นวิทยากรในงานประชุมวิชาการนานาชาติที่มีชื่อเต็มว่า “The International Conference on Health Promotion and Quality in Health Services” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.)Session นี้ผมเป็นวิทยากรคู่กับท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ เป็นการแชร์ประสบการณ์เรื่องการใช้ การจัดการความรู้ (KM) ในเมืองไทย
ผมเริ่มต้นด้วยการเล่าภาพใหญ่ให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมได้ทราบถึงที่มาที่ไปของการทำ (ใช้) KM ในเมืองไทย ใช้เวลาไปประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นท่านที่เป็นประธานใน Session นี้ (Dr. Michael Wood) ก็ได้ตั้งคำถามที่เจาะลึกลงไป คำถามแรกที่ท่านถามคือ . . . “สิ่งที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ KM ในเมืองไทยคืออะไร?” ผมตอบไปว่า . . . เป็นการเน้นไปที่คน จะเห็นได้ว่า “โมเดลปลาทู” ที่ สคส. ใช้นั้นให้ความสำคัญกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่อนข้างมาก ฝึกคนให้เปิดใจรับฟัง ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ด่วนสรุป . . .
พอถึงคิวท่านอาจารย์วิจารณ์บ้าง ท่านหยิบกลยุทธ์ใหม่มาใช้ โดยได้เรียกผู้เข้าร่วมประชุมให้มาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้ KM ด้วย ชื่อแรกที่ท่านเรียกให้ขึ้นมาร่วมวงพูดคุยก็คือ อาจารย์หมอสกล จากคณะแพทย์ศาสตร์ มอ. ท่านที่สองคืออาจารย์หมอเชิดชัย จากศิริราช พูดถึงการใช้ KM ในโครงการ R2R (From Routine to Research) หลังจากนั้นก็มีอีกหลายท่านเข้าที่ถูกเชื้อเชิญให้เข้าร่วมวง บางท่านก็ลุกขึ้นมาแชร์ บางท่านก็ลุกขึ้นมาถาม สร้างความงดงามให้กับการเรียนรู้ได้อย่างดียิ่ง
หลายคำถามจากผู้เข้าร่วมเป็นคำถามที่ดีมาก ที่ผมจำได้ขึ้นใจก็คือท่านที่มาจากโรงพยาบาลกรุงเทพ ท่านถามเจาะจงมาที่ผมว่า . . . “สคส. วัดความสำเร็จของ สคส. อย่างไร?”ผมจำได้ว่าตอบไปในทำนองที่ว่า . . . ถ้า Partner ที่ไว้ใจให้เราเข้าไปช่วยได้รับความสำเร็จ เราก็รู้สึกว่าที่เราทำมานั้นสำเร็จ . . . อะไรทำนองนั้น ท่านผู้ถามท่านเดิมถามต่อว่า . . . “สคส. มีการตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรบ้าง หลังจากที่ตั้งเป็นมูลนิธิ?” ตอนแรกผมคิดในใจว่าคงต้องตอบให้ฟังดูดี มีหลักการ แต่ในที่สุดก็ตอบออกมาจากใจว่า . . . ผมไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไร แค่ทำไป มีความสุขไป ใส่เป้าหมายไว้ในแต่ละก้าวที่ก้าวไป ก็เท่านั้น พยายามทำมันให้ดีที่สุด. . . แล้วก็ยังหลุดปากบอกไปว่า . . . ที่ไม่สามารถตั้งเป้ายิ่งใหญ่ได้ ก็เพราะว่ารายได้ขณะนี้ แทบจะเดือนชนเดือนอยู่แล้ว แค่ให้ความมั่นใจทีมงานได้ว่ามีเงินเดือนจ่ายได้ถึงสามเดือนข้างหน้า ก็อุ่นใจแล้ว . . .
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าพูดออกมาตรงเกินไปหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็สบายใจที่ได้พูดความจริง แทนที่จะพูดให้ออกมาดูดี แต่ไม่จริงใจ . . . อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตราบใดที่เรายังสุขใจกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็น่าจะถือว่าคุ้มค่าแล้ว . . . มิใช่หรือ?
สวัสดีค่ะ
แวะเข้ามาอ่าน...การพูดตรงเกินไปบางทีเชือดเราได้นิ่มๆนะคะ
แต่การพูดตรงทำให้เราสบายใจ..โอเคนะคะ
การพูดแล้วทำให้ผู้ฟังพบความสบายใจด้วยยิ่งถือว่าดีมากๆ
แต่ชอบจังที่ท่านบอกว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตราบใดที่เรายังสุขใจกับสิ่งที่เราทำอยู่ ก็น่าจะถือว่าคุ้มค่าแล้ว...
ถุกต้องแล้วครับ........
-ขอบคุณค่ะ ทีนำความรู้มาให้
-เพิ่งรู้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ระดับชาติเขาพูดความจริงได้ ชื่นชมค่ะ
-เรามักเจอคำตอบที่ถนอมความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี หากเราแยกแยะงาน กับงาน ได้ ว่าอันไหนเพื่อแผ่นดิน อันไหนเพื่อส่วนตัว
-มันเป็นเรื่องที่เข้าใจว่าผู้พูดก็รู้สึกเจ็บปวดมากกว่าพูดแล้วโล่งอกไปเลย ....แต่ก็ทำให้ทุกฝ่ายรับรู้สถานการณ์จริง อันจะเป็นประโยชน์มากกว่า ไม่พูด
แวะมาหาปัญญาค่ะ
พูดจริง....ทำจริง....ก็มันจริงๆ....
เป็นกำลังใจให้ค่ะ...
ในวงการการศึกษา
ที่มะงุมมะงาหรา
เพราะไม่กล้าพูดความจริงครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ สิ่งที่สคส.ทำมาตั้งแต่เริ่มจนถึงทุกวันนี้เป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แต่หลายหน่วยงานยังไม่เข้าไม่ถึงแก่นความสำคัญของเรื่องนี้ต่องานและคนทำงาน หากเขาเข้าใจสคส.จะเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งให้ไปช่วยหน่วยงานต่างๆ ขอเอาใจช่วยและมั่นใจว่าสคส.ต้องมั่นคงอยู่ไปอีกนานค่ะ เล็กๆแต่มั่นคงแข็งแรงนะคะ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ
ขออนุญาตแยมด้วย (เพราะแยมมาตั้งแต่ต้น ในเนื้อเรื่อง!!)
ผมได้พูดคุยกับคนใน พรพ.อีกหลายคนหลัง session นี้ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนประทับใจก็คือ การแลกเปลี่ยนกันในช่วงหลัง นอกเหนือจาก model ปลาทู และ OKM ที่ Michael Wood CEO ของ Mayo Clinic ที่เป็น moderator ประทับใจมากๆ นับว่า อ.วิจารณ์ หยั่งเชิงและลองของใหม่ได้สวยงามมากทีเดียว ถ้ามีเวลามากกว่านี้อีกนิด ไมค์ลอยมากกว่านี้อีกหน่อย เราเกือบจะได้ dialogue วงใหญ่มาเลย
ผมคิดว่าอาจจะเขียน (ยังไม่ได้เขียน) สะท้อนเหตุการณ์ใน International HA conference ครั้งนี้สักหน่อย เพราะมีความประทับใจในหลายๆเรื่อง ฝรั่งที่มาคราวนี้น่ารักทุกคน (เท่าที่ได้ contact ด้วย) Michael Wood เองที่อยู่ใน board ของ Malcolm Baldridge ก็น่ารักมาก ทุกคนพูดกันถึงเรื่อง People-centred healthcare เลยยุคสายพาน หรือ Fordism healthcare ไปไกลมาก เป็นการเคลื่อนไหวที่โดนใจมากๆเลย
ตอนที่อาจารย์ประพนธ์พูดถึงเงินเดือน และงานของ สคส. remind ผมถึง workshop OM ในครั้งแรก ที่ Vision คือตั้งเป้าที่ผู้รับประโยชน์และเรารู้สึกว่า "ได้" จากสิ่งที่ผู้รับประโยชน์ได้ โดนใจ และประทับใจ ที่อาจารย์เป็น prototype ของสิ่งที่สอนพวกเราได้เป็นอย่างดีครับ ชื่นชมมากๆๆ
สวัสดีค่ะ
มาให้กำลังใจอาจารย์ค่ะ
อาจารย์คะ อาจารย์พูดตรงและเหมือนใจคนตำแหน่งเล็กๆที่(พยายาม)ลงมือทำตรงนี้มากเลยค่ะ แต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ คำของอาจารย์กลายเป็นกำลังใจให้สู้ต่อได้ แม้ว่าจะมองเห็นอนาคตแบบไม่ชัด ก็ขอเอาแค่ชัดในระยะใกล้ๆ ก่อนก็ได้ ทำนองนี้เลยค่ะ
อาจารย์ประพนธ์ครับ
ผมขออนุญาตเอาไปต่อยอด และเขียนเพ่ิมครับ ตาม link นี้
ขอบคุณทุกๆ ท่านมากครับ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ (หมอสกล และหมอนนท์) ที่ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ทั้งใน blog และในไฟล์เสียง