ย้อนตำนานกลับไปเมื่อวันวาน
เพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ
โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา ๑
(ตอนที่ ๒ ยุคปัจจุบันในวันนี้)
ในวันนี้ เด็กชายธีระพงษ์ พูลเกิด โตขึ้นเป็นนายธีระพงษ์ พูลเกิด แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขายังพูดกับผมโดยใช้คำแทนตัวเขาเองว่า “หนู” ส่วนเด็กหญิงภาธณี นาคกลิ่นกุล โตขึ้นเป็น นางสาวภาธณี นาคกลิ่นกุล ที่มักจะยกมือไหว้ผมก่อนกลับบ้าน เมื่อตอนฝึกซ้อมเพลงเสร็จในตอนเย็นและพูดกับผมว่า “อาจารย์ขับรถกลับบ้านดี ๆ นะค่ะ” ท็อป ชอบร้องเพลงลูกทุ่งมาก เสียงดีมีความนุ่มนวล
ท็อป-ธีระพงษ์ พูลเกิด ได้รับรางวัลจากการประกวดเพลงพื้นบ้านและประกวดร้องเพลงลูกทุ่งถึง 3 ปีซ้อน กับรางวัล 10 เหรียญทอง
- รางวัลเหรียญทอง ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ปี 2549
- รางวัลเหรียญทอง ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ปี 2550
- รางวัลเหรียญทอง ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ระดับภาคกลางที่ จ.ชลบุรี ปี 2550
- รางวัลเหรียญทอง ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ปี 2551
- รางวัลเหรียญทอง ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ระดับจังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2551
- รางวัลเหรียญทอง ประกวดเพลงพื้นบ้าน+ทอล์กโชว์ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ปี 2551
- รางวัลเหรียญทอง ประกวดเพลงพื้นบ้าน+ทอล์กโชว์ ระดับจังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2551
- รางวัลเหรียญทอง นักร้องนำชายวงดนตรีลูกทุ่งระดับเขตพื้นที่การศึกษา ปี 2551
- รางวัลเหรียญทอง นักร้องนำชายวงดนตรีลูกทุ่งระดับจังหวัดสุพรรณบุรี ปี 2551
- รางวัลระดับพิณทอง นักร้องนำชาย ประกวดวงดนตรียามาฮ่า ลูกทุ่งคอนเทสต์ ปี 2551

มีสมาชิกในวงอีกหลายคนที่มีพัฒนาการที่ดีและเป็นนักแสดงคนสำคัญแทนที่รุ่นพี่ ๆ ได้อย่างเหมาะสมและลงตัว ได้แก่
นางสาวยุพาภรณ์ สุขเกษม คนนี้ช่วยเล่นเพลงมานานเกือบ 5 ปี เสียงดี การแสดงออกยอดเยี่ยม เล่นเพลงสนุกสร้างสีสันด้านหน้าเวทีได้มาก
นางสาวยุวดี มูลทองชุน รุ่นเดียวกันกับยุพาภรณ์ ยุ เป็นคนเสียงดีร้องเสียงสูง น่าฟัง (แต่ปากล่างห้อยลงมานิดหน่อย ดูน่ารัก)
นางสาวสิรมาศ โกลากุล น้องเฟิร์น เขาจับคู่กับยุพาภรณ์ได้ หน้าเวทีมีแต่เสียงหัวเราะจนงอหาย ทั้งร้องทั้งเต้น ทั้งเล่นสนุกสนานมาก ๆ
เด็กหญิงกนกพร พลายละหาร อยู่ชั้น ม.3 ช่วยเหลืองานในวงได้มาก แนน-กนกพร เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยเล่น แต่หน้าเวทีก็มีความสามารถทำให้ท่านผู้ชมมีความสุขได้มาก
เด็กหญิงวรรณา แก้วมณี อยู่ชั้น ม.3 ยุ้ย-วรรณา มีความใฝ่ฝันจะเรียนต่อพยาบาล พ่อของเขา (เป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกันกับผม) เสียชีวิตไปแล้ว ยุ้ยอยู่กับคุณแม่ด้วยความอบอุ่น เล่นเพลงได้ดี แต่ยังต้องพัฒนาอีกบ้าง
มาถึงนักแสดงคนสำคัญ ถ้าไม่พูดถึง 3 คนต่อไปนี้ ก็จะไม่เห็นภาพพจน์ว่า ทำไมสถานที่ที่เราเคยไปแสดงมาแล้ว จึงมีโอกาสได้ไปแสดงซ้ำอีก 2 ครั้งจนถึง 5 ครั้งแล้วก็มี
คนแรก คือ เด็กชายจิระพงษ์ มามีสุข (เจ) เป็นคนที่เรียนดี ครอบครัวอบอุ่น มีคุณพ่อ-คุณแม่คอยตามรับ-ส่งทุกงาน เจเป็นคนกล้าแสดงออก และเล่นสุดตัว ด้นกลอนสดได้ฉับพลัน ไม่มีติดขัด (น่าพิศวง)
คนที่ 2 เด็กชายสหรัฐ อินทร์ละม่อม (เบียร์) รุ่นเดียวกับ เจ อยู่ชั้น ม.3 อยู่กับคุณปู่และคุณย่า เมื่อ 2 คนนี้ยืนใกล้ๆ กันหูแทบแตก เขาเปลี่ยนบุคลิกเป็นไปอีกแบบหนึ่งเรียกเสียงหัวเราะเฮฮาได้ตลอดเวลา น้องเบียร์ จะร้องเสียงไม่ค่อยเต็มที่สักนิดหนึ่งกำลังปรับระดับเสียงอยู่ แต่ลีลาไม่ต้องพูด พลิ้วไปหมด
คนที่ 3 เป็นน้องเล็กเพิ่งเข้ามาอยู่ในวงเพลงอีแซวได้ไม่ถึงปี อยู่ชั้น ม.1 ชื่อเด็กชายนนทวัชร์ บุญเกิด คนนี้ร้องดี รำเก้ง ๆ ก้าง ๆ พูดสำเนียงสุพรรณ เล่นตลกชวนหัวได้ตลอดบทเพลง เขาจะคอยสอดแทรกรุ่นพี่ ๆ ให้ได้เสียงฮาทุกระยะ
ส่วนทีมงานผู้ให้จังหวะกลอง ฉิ่ง และกรับ มี นางสาวขวัญธณา นรการ นักเรียนชั้น ม.5/3 คุณพ่อเขาเคยเป็นลูกศิษย์ของผมเมื่อครั้งเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาด้วย ขวัญเป็นคนที่รับรู้ได้เร็ว เขาฝึกหัดตีตะโพน ตีกลองบองโกด้วยมือ และฝึกตีกลองไฟฟ้า กลองแพด (PAD) ได้ดีมาก และยังฝึกรุ่นน้องช่วยงานวงเพลงได้ดีมาก ผมมอบหมายหน้าที่หัวหน้าวงให้เขาช่วยประสานงานดูแลเพื่อน ๆ และน้อง ๆ ในวงเพลงด้วย
มาจนถึงในวันนี้ ผมยังคงมีแรงกาย แรงใจ มีความรักและศรัทธาในศิลปะพื้นบ้านอยู่อย่างเต็มเปี่ยม จะไม่ให้มีได้อย่างไร ในเมื่อเด็ก ๆ ในวง 15-19 คน เขายังเสียสละเวลา แรงงานของเขา รับการถ่ายทอดจากครู เอาความรู้ที่พวกเขาได้รับ ออกไปนำเสนอผลงานหลายสถานที่ หลายเวที และโดยเฉพาะความตั้งอกตั้งใจของเด็ก ๆ ที่จะพัฒนาความสามารถไปสู่มืออาชีพ มีมาตรฐานสามารถรับงานแสดงในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มตัว ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ผมบอกกับพวกเขาว่า ครูจะอยู่กับพวกเธอไปจนนาทีสุดท้าย เราจะมาร่วมกันพัฒนาความสามารถให้เป็นที่ยอมรับในวงการอาชีพ มหรสพเพลงพื้นบ้านประเภท เพลงอีแซว เพลงฉ่อย ลำตัด เพลงแหล่ ขับเสภา และทำขวัญนาค ภูมิปัญญาท้องถิ่นประเภทนี้จะต้องยังคงมีให้เห็นในสังคม บนแผ่นดินไทยที่เราเกิด ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยก็ตาม
ภาพความเป็นอยู่ในวันนี้ ตอนกลางวันเด็ก ๆ ต้องมาโรงเรียน เรียนหนังสือกันไป ในช่วงเวลาเช้า 07.30 น. หรือเลยไปเล็กน้อย จะมีนักแสดงมารวมกันที่ห้องศูนย์การเรียนรู้เพลงพื้นบ้าน อาคาร 5 ท็อปกับนนท์ จะช่วยครูกวาดถูห้องศิลปะ และนำเอาขยะไปเททิ้งแล้วก็ฝึกซ้อมเพลงกัน ตกในตอนเย็น แป้ง-ภาธิณี, ยุพาภรณ์ สุขเกษม, ขวัญธณา นรการ (คนที่เป็นหัวหน้าคณะ) จะขึ้นมาถามข่าวคราวว่า มีการฝึกซ้อมกันไหม จะอยู่กันในวันไหนบ้าง ตามเหตุการณ์และงานที่มีเข้ามา
ปี พ.ศ. 2551 มีงานแสดง 71 งาน รับใช้สังคมทั่วไป (ยังไม่หมดปี)
ถ้าวันไหนมีงานแสดงที่เจ้าภาพติดต่อเข้ามา พอตกบ่าย ประมาณ 15.30 น. จะต้องเตรียมตัวเดินทางไปแสดง ถ้าระยะทางไกล ๆ คณะของเราก็จะไปถึงสถานที่แสดงค่ำหน่อยต้องโทรแจ้งทางเจ้าภาพว่า เรากำลังเดินทาง แต่ส่วนมากในวันปกติจะไม่รับงานไกล ๆ เพราะว่าจะมีผลกระทบต่อเด็ก ๆ ในการเดินทางกลับบ้าน บางงานก็ไปถึงบ้านรุ่งสางก็มี และจะมีผลต่อการเรียนในวันรุ่งขึ้นด้วย ในช่วงของงานลอยกระทง ถึงแม้ว่าระยะทางที่ไปแสดงในต่างจังหวัดจะไม่ไกลนัก แต่เด็ก ๆ ก็มีอาการป่วยกันหลายคน กำลังให้การดูแลอยู่ เพราะในช่วง เดือนธันวาคม งานแสดงมีแต่ในต่างจังหวัดอีกเช่นเดียวกัน
(ภาพแห่งความประทับใจ ในงานเทศกาลลอยกระทง ที่ เทศบาลเมืองพยุหะ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์)
ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักแค่ไหนเพียงใด เมื่อเราได้ทำงานที่เรารักและเราชอบ สิ่งที่เป็นความเหนื่อยยากก็จางลง เพราะมีความสุขใจเข้ามาแทนที่ ผมได้เห็นเด็ก ๆ ในวงเพลงเขามีความสนิทสนมกลมเกลียวกันดี เขาให้การดูแลเป็นห่วงครู เป็นห่วงเพื่อน พี่ ๆ น้อง ๆ เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีความสุขครับ มันยืดอายุของคนที่ย่างเข้าวัยชรา ที่กำลังจะอับเฉาให้สดชื่นขึ้นมาได้อีกเป็นกอง
ลืมอะไร ก็ลืมได้ ไม่อยากให้ ลืมถิ่น
ไม่อยากให้ทิ้ง แผ่นดิน ที่เคยเหยียบ ตั้งไข่
ไม่อยากให้ลืม ต้นกำเนิด ถิ่นเกิด มายาวนาน
ไม่อยากให้ ลืมบ้าน หลังเก่า ที่ยากไร้
ไม่อยากให้ลืม รากเหง้า ปู่ตาเฝ้า สร้างสรรค์ (เอิง เงอ เอ๊ย) เฝ้าสร้างสรรค์
ยายย่าเคย เล่นกัน เมื่อมีงาน แห่ผ้าไตร (เอ่อ เอ้อ เอ๊ย) แห่ผ้าไตร
จังหวัด สุพรรณบุรี ยังพอที่ จะได้แห็น
มีเวที ให้เพลงเล่น ที่วัดป่า เลไลยก์
ปีละเพียง 2 ครั้ง เชิญมาฟัง รุ่นครู
ส่วนรุ่นเยาว์ แทบจะหาดู กัน ไม่ได้
เหลือเพียง 1 เวที ที่งาน อนุสรณ์
แต่เสาหลัก ก็แคลนคลอน โอนมา เอนไป
ถ้าหากไม่ มีเวที สุพรรณบุรี คงเหงา
ใครจะเก็บ ของเก่า เอาไปชุบ เป็นของใหม่
แล้วหนุนหลัง ผลักดัน ให้เป็นผลงาน เด่นชัด (เอิ้ง เงอ เอ๊ย) ว่าเด่นชัด
หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งอำเภอ หนึ่งจังหวัด หนึ่งเดียวของประ เทศไทย (เอ่อ...)
(ติดตามตอนที่ 3 ชำเลือง มณีวงษ์ ครูผู้ฝึกสอนเพลงพื้นบ้าน จังหวัดสุพรรณบุรี)