ในวันนี้ได้มีการเข้าอบรมเพื่อนำเสนอเกี่ยวกับประสบการณ์ฝึกงานของนักศึกษาแต่ละกลุ่มงาน อีกทั้งยังมีการเผยความรู้สึก และความประทับใจที่มีในการฝึกงานในช่วงแรก โดยทางกลุ่มของข้าพเจ้าเองนั้นได้มีการนำบล็อกต่างๆที่เขียนในทุกๆวันมารวบรวมเพื่อนำเสนอต่อเพื่อนๆนักศึกษา ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากทำการทบทวนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้จำและเล่าเรื่องราวให้เพื่อนๆฟังได้ว่าได้ทำอะไร และได้อะไรบ้างจากการฝึกงานบ้าง และทำให้เห็นผลดีของการเขียนบล็อกจนเป็นนิสัย นอกจากนี้ก็ยังได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน คือ raid ว่า มันคือเทคโนโลยีที่ใช้รวมและเชื่อมฮาร์ดดิสก์หลายๆตัวเข้าด้วยกัน โดยมีขนาดและความจุเพิ่มขึ้นโดยซอฟแวร์ควบคุม raid และฮาร์ดแวร์ควบคุม raid ทำให้ระบบมองเห็นเปรียบเสมือนว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ก้อนเดียวกัน โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการโอนถ่ายข้อมูล และเป็นยังทำให้สามารถเพิ่มความจุของระบบจัดเก็บข้อมูลต่อไดรฟ์ได้อย่างไม่จำกัด โดยจะแบ่งออกเป็น 6 ระดับ คือ ตั้งแต่ raid 0-6แต่ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะ ลำดับที่ 0 ,1 และ 5 เท่านั้น

RAID 0
RAID 0 มีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า "striping หรือ แถบ" เนื่องจาก ระบบระบบ RAID 0 นี้ มีการจัดการ กับข้อมูลเป็นแนวยาว ในลักษณะของแถบ  มุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล เป็นสำคัญ แต่มีข้อเสียตรงที่ ไม่ สามารถแก้ไขข้อบกพร่อง ของระบบในกรณี ที่เกิดการขัดข้องขึ้น ทำให้ข้อมูลอาจจะสูญหายไปได้ ( ไม่ แก้ปัญหา Fault Tolerance )และนับว่าเป็นแบบที่ง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุด คือ
 ทำการรวมฮาร์ดดิสก์ 2 ตัว (หรือมากกว่า) ให้กลายเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวกัน (เรียกว่า Logic Drive) โปรแกรมต่างๆ ก็จะมอง Drive ใหม่นี่ เสมือนเป็น Drive เดีวยวกันที่สามารถอ่านเขียนข้อมูลต่างๆ ได้ตามปกติ
ข้อดี คือ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละแถบได้พร้อม ๆ กันทั้งหมด แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้น จะถูกจัดเก็บไว้ บนคนละไดรฟ์ก็ตาม ทำให้การอ่านหรือเขียนข้อมูลเร็วขึ้นมาก เพราะมีหัวอ่าน/เขียนข้อมูลเพิ่มมากขึ้น  และยังขยายเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วย
ข้อเสีย เนื่องจากมันไม่ได้ทำการสำรองข้อมูลเลย หรือแม้แต่ Parity Bit มันก็ไม่ได้ทำ (แม้แต่นิดเดียว) ถ้า HDD ตัวไหนเสีย มันจะทำให้ Logic Drive ที่เราสร้างขึ้น เสียไปทั้งหมด ข้อมูลของเราก็จะหมดไปด้วย

RAID 1
RAID 1 ต่างจาก RAID 0 เนื่องจาก RAID 1 สามารถปกป้องข้อมูลและแก้ไขข้อบกพร่องเมื่อระบบเกิดปัญหา ได้ดีกว่าระบบ RAID 0 โดยจะเก็บข้อมูลทั้งหมดลงฮาร์ดดิสก์ตัวแรก เหมือนการใช้งานทั่วๆ ไป แต่จะมีฮาร์ดดิสก์ตัวที่สองเพิ่มเข้ามา เราเรียกฮาร์ดดิสก์ตัวนี้ว่า MIRRORING หรือ DUPLEXED โดยที่ฮาร์ดดิสก์ตัวทั้งสองนี้ จะทำการสำรองข้อมูลจากตัวแรก เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล โดยมีข้อกำหนดว่าฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัว ต้องขนาดเท่ากันพอดี ถ้าเป็นไปได้ ควรจะเป็นยี่ห้อ และรุ่นเดียวกันด้วย

โปรแกรมจัดการการทำงาน จะสั่งให้ตัวควบคุมระบบ ทำ การจัดเก็บข้อมูล สำรอง ข้ามไปตาม Drive ย่อยๆ ภายในระบบ RAID
ข้อดี 

-ข้อมูลจะถูกสำรองไว้ตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวข้อมูลสูญหาย ถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวไหนเสีย อีกตัวก็จะขึ้นมาทำงานแทนทันที ถ้าเป็น Server ที่มีระบบ Hot Swap เราสามารถถอดฮาร์ดดิสก์ตัวที่เสียไปเปลี่ยน แล้วเอาตัวใหม่มาใส่ได้ทันที โดยไม่ต้องปิดเครื่องเลย เมื่อเราเอาฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่มาใส่ ระบบก็จะทำการสำรองข้อมูลไปที่ฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่เอง โดยอัตโนมัติ

-สามารถเลือกที่จะอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ตัวไหนก็ได้ ทำให้มันอ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น
ข้อเสีย เนื่องจากมันต้องเขียนข้อมูลลงฮาร์ดดิสก์ถึง 2 ตัวต่อข้อมูล 1 ชุด ทำให้ภาระในการเรียนข้อมูลมีมากขึ้นเป็น 2 เท่า ทำให้เวลาในการเขียนข้อมูลมากกว่าปกติ และระบบนี้ใช้เงินเยอะพอสมควร เพราะต้องใช้ฮาร์ดดิสก์2 ชุด ต่อข้อมูล 1 ชุด

 RAID ระดับ 5
 ถือเป็นระดับที่ใช้งานกันมากที่สุด โดยจะทำการ แก้ปัญหา การติดขัดในการเขียนข้อมูลที่เกิดขึ้นด้วยการกระจาย แถบของค่าข้อมูล ( parity ) ไปตาม Drive ย่อยๆ ต่างๆ ซึ่งด้วยวิธีนี้ จะช่วยบรรเทา การทำงานที่มุ่งไปที่ Drive ใด Drive หนึ่งเพียงตัวเดียว จึงช่วยเพิ่มความสามารถ ของระบบโดยรวม ได้มากยิ่งขึ้น โดยวิธี ที่ RAID ระดับนี้ช่วยลดปัญหา การติดขัด ในการเขียน ข้อมูล parity นั้น เป็นวิธีพื้นฐาน โดยแทนที่ จะยอมให้ เพียง Drive ตัวใดตัวหนึ่ง ทำการสันนิษฐาน ความเสี่ยง ของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ก็จัดการให้ทุกๆ Drive ที่อยู่ภายในระบ RAID ทำการ สันนิษฐาน เพื่อทำการจัดเก็บค่าของข้อมูล กระจายไปตามแต่ละ Drive และด้วยวิธีง่ายๆ นี้เอง ที่ช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าทึ่ง RAID ระดับอื่นๆ นอกจาก ระดับมาตรฐานทั้ง 5 ระดับข้างต้น ยังมีระดับย่อยๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้น ตามความต้องการ ที่แตก ต่างกันออกไป จึงต้องมีการ ออกแบบระบบ RAID เพื่อตอบสนอง ความต้องการที่เกิดขึ้นนี้ และในระดับนี้นั้นสามารถดึงฮาร์ดดิสก์ออกมาได้ 1 ลูกในขณะที่ฮาร์ดดิสก์ตัวอื่นๆยังสามารถทำงานต่อไปได้

การทำ RAID นั้น จะทำได้ทั้งแบบ HardWare คือใช้การ์ดทำ และใช้ SoftWare ทำเป็น RAID แต่ในส่วนของซอฟท์แวร์นั้นไม่ดีเท่าที่ควร