สมัยเรียนปริญญาตรี แรกๆก็ไปอยู่บ้านญาติจะไปเจอเพื่อนก็ที่รามคำแหง ผมได้เงินจากที่บ้านเดือนละ ๗๐๐ บาท เพื่อนอีกคนหนึ่งได้ ๕๐๐ บาท อีกคนหนึ่งได้ ๒๐๐ บาท เราเอาเงินมารวมกันแล้วหาร ๓ ได้คนละ ๔๐๐ กว่าบาท จ่ายค่าบ้าน ๑๕๐ บาท ค่ากับข้าวในบ้าน ๑๐๐ บาท เหลือ ๑๐๐ กว่าบาทใช้ทั้งเดือน เวลาจ่ายค่าเทอมเพื่อนไม่มีเงินเรียน ขอเงินพ่อลงทะเบียนเกินสักสองวิชา เพื่อนอีกคนก็ขอจากทางบ้านเกินมา กับเพื่อนคนที่จนที่สุดได้มาบางส่วนช่วยกันลงทะเบียนให้เพื่อนคนที่จนที่สุดได้เรียน แต่เรียนได้ไม่นานก็ต้องกลับบ้าน เพราะวันหนึ่งเพื่อนคนนั้นไปเจอตังค์ ๑๐ บาท แล้วไปดูหนัง กลับมาถึงบ้านมาเล่าด้วยความร่าเริงว่า วันนี้เจอตังค์ ๑๐ บาท ได้ดูหนังสองเรื่องควบสนุกมาก...ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งหันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ผมพูดกับเพื่อนว่า “นี่กูยอมสละเงินเพื่อให้มึงได้กินข้าว เวลาไม่มีเราซื้อข้าวเปล่ามาเหยาะน้ำปลากินกันสามคน แต่พอมึงได้ตังค์มาแทนที่มึงจะซื้อกับข้าวมากินกัน มึงกลับเอาไปดูหนัง” เพื่อนมันน้อยใจ พูดว่า “เออ..คนรวยดูหนังได้ คนจนดูหนังไม่ได้” ผมระงับอารมณ์ไม่อยู่ ก็บอกว่า “ถ้ามึงคิดอย่างนั้น มึงก็ช่วยตัวมึงเองก็แล้วกัน กูก็จะหาความสบายของกูมั่ง” จากนั้นผมก็ไม่แบ่งเงินให้เพื่อนอีกเลย เพื่อนอยู่ได้เพียงแค่ ๑ เดือนกว่าๆก็กลับบ้านแล้วเรียนที่ภูเก็ตไม่ได้เรียนกับพวกเราอีกเลย แต่ทุกวันนี้เจอกันก็กอดกัน เล่าความหลังให้ลูกฟังถึงความรักของเพื่อนที่มีให้กัน เขาขอโทษผมและผมก็ขอโทษเขา การใช้อารมณ์เข้าหากันไม่ได้ช่วยอะไรเลย
แล้ววันหนึ่งผมเหลือเงินอยู่ ๕ บาท วันนั้นประมาณวันที่ ๒๓-๒๔ ก็เลยนั่งรถจากบางโพไปหาเพื่อนที่ราชวัตร เพื่อไปยืมตังค์ เพื่อนที่ราชวัตรบอกว่าเขาก็หมดเหมือนกันเหลือ ๕ บาทเท่ากัน เรานึกถึงเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เพราะผู้หญิงเก็บเงินเก่งกว่า บ้านเขาอยู่ที่ซอยใกล้อู่ไทยประดิษฐ์ เราจำเป็นต้องประหยัดเงิน ก็ชวนกันเดินไปศรีย่านซึ่งไม่ไกลเท่าไหร่ เราเดินโม้กันไปเรื่อยจนถึง ยืนรอรถเมล์อยู่พักหนึ่ง รถแน่นก็เลยชวนกันเดินไปรอรถที่ซังฮี้ เดินไปจนถึงซังฮี้ก็แล้ว ก็ชวนกันว่าเดินกันไปให้ถึงเลยก็แล้วกันเพราะจากซังฮี้ไปอู่ไทยประดิษฐ์ก็ไม่ไกลแล้ว ในที่สุดก็ถึงบ้านเพื่อนจนได้ พอไปถึงเพื่อนถามว่าจะไปไหนกันก็บอกว่าจะมายืมตังค์เอ็งนั่นแหละ มันร้องเฮ้ย..ข้าฯมีอยู่ ๔๐ บาทเอง...กินอะไรกันมาหรือยังก็บอกไปว่ายัง มันก็เลยบอกว่าเอ็งสองคนไปเก็บผักบุ้งท้องร่องมา ข้าฯไปหุงข้าวก่อน ได้กินข้าวกับผัดผักบุ้งท้องร่อง อิอิ พอจะกลับเพื่อนเอาตังค์ให้คนละ ๑๐ บาท ยังนึกถึงบุญคุณเพื่อนมาทุกวันนี้
ช่วงจังหวะชีวิตหนึ่งรู้ว่าเพื่อนล้มเหลว เป็นหนี้เป็นสินมากมาย เพื่อนหลบหน้าหลบตาเพื่อนฝูง ผมตามเพื่อนจนเจอ พามาทานข้าวที่บ้าน ตอนเพื่อนกลับกำเงินสามพันบาทใส่มือเพื่อน เพื่อนน้ำตาไหลพูดแต่คำว่าฑูรเข้าใจเพื่อน หลังจากนั้นสองเดือนเพื่อนโทร.มาบอกว่าชีวิตเพื่อนดีขึ้นเยอะ เพื่อนร่าเริงขึ้น วันนี้เพื่อนบอกว่าหนี้สินหมดแล้ว สบายขึ้นแล้วเลยมานั่งทานข้าวที่บ้านได้บ่อย เหตุที่เพื่อนเป็นหนี้ไม่ใช่อะไรแต่เป็นเพราะเอาที่ดินไปค้ำประกันให้น้องเพื่อนอีกคนหนึ่งแต่วิธีการคือโอนที่ดินเป็นชื่อเขาก่อน ผมเตือนเขาว่าอย่าทำนะเพราะมันจะมีปัญหาภายหลัง และพอเกิดปัญหาขึ้นจริงน้องเพื่อนไม่รับผิดชอบปล่อยให้แบงค์ยึดที่ดิน พอโทร.มาปรึกษาผม เราพูดคำเดียวว่าก็เตือนแล้วไม่ใช่หรือ เขาร้องไห้บอกว่าเขาจำเป็นต้องทำเพราะเพื่อนมีบุญคุณกับเขามากสมัยเรียน....เพื่อนอย่างนี้เราทิ้งจะขว้างได้อย่างไรเพราะจิตใจเขามีแต่ความดีงาม
ต่อมาอยู่เทอมสองไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนที่หมู่บ้านการเคหะแห่งชาติ แถวคลองจั่น อยู่ซอยหนึ่ง อยู่กัน ๑๕ คน มีห้องอยู่ ๕ ห้อง นอนกันห้องละ ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง แยกกันอยู่หญิงชาย แต่ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่อยู่ก็เป็นญาติกับเพื่อนผู้ชาย เมื่ออยู่กันหลายคนก็ต้องมีระบบการจัดการ เพื่อความอยู่รอด
เราผลัดกันซักผ้าของแต่ละคนอย่างลงตัว มื้อเย็นจัดเวรทำกับข้าวเวรละ ๓ คน เวรล้างจาน ๓ คน เวรซื้อกับข้าว ๒ คน สมัยนั้นมีพี่ใหญ่คนบ้านเดียวกันเป็นคนจัดการ ใครจะทำกับข้าวเป็นไม่เป็นไม่เกี่ยว เมื่อถึงเวรก็ต้องลงไปทำกับข้าว จะอร่อยไม่อร่อยก็กินกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนผู้หญิงทำกับข้าวไม่เป็น เวรซื้อกับข้าวก็ซื้อคะน้ามา เพื่อนผู้หญิงทำแกงจืดแล้วถ่านในเตาก็เริ่มมอดแล้วไม่เติมถ่าน อยากผัดคะน้าก็ลงมือผัดโดยที่ไฟไม่แรง ลองคิดดูแล้วกันผัดคะน้าที่ผัดนานมันขมแถมมันใส่น้ำปลาเยอะจึงเค็มด้วย และมีปริมาณ ๑๕ คนกิน มันจะเป็นยังไง เพื่อนตักให้หมาข้างบ้านมันดมๆแล้วมันยังไม่กินเลย เราแซวกันว่าถ้าทำกับข้าวแบบนี้ชาตินี้ก็หาสามีไม่ได้ แต่มันมีสามีแล้วผมแกล้งถามมันเรื่องทำกับข้าวมันบอกว่ามันสบายสามีทำให้กิน ฮ่าๆๆ เล่ากันทีไรทุกคนจำเรื่องนี้ได้ทุกคน ต้นเดือนได้กินดี ปลายเดือนเวรซื้อกับข้าวก็มักซื้อซี่โครงไก่กับฟักมาต้มประจำ...อิอิ
สมัยนั้นเวลาสิ้นเดือนเราจะนั่งรอลุ้นธนาณัติจากไปรษณีย์ ใครมาก่อนก็จะต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยง เพราะส่วนใหญ่ตังค์จะหมดตั้งแต่วันที่ ๒๐ ของเดือนแล้ว โดยเฉพาะปลายเดือน วันเสาร์อาทิตย์ เราจะมานั่งรอหน้าบ้านกันเป็นแถวไม่มีใครตื่นสาย เพราะประมาณ ๙ โมงเช้าไปรษณีย์จะมาส่งจดหมาย พอได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งพวกเราจำเสียงได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ต้นซอย เราจะคุยกันอย่างสดชื่น เมื่อเสียงมาใกล้ถึงหน้าบ้านพวกเราบางคนขยับ แล้วมอเตอร์ไซค์ก็มาวนผ่านหน้าบ้านกลับออกไป พวกเราก็เฮกันอย่างสนุกสนานเพราะต้องอดกันต่อ...ฮา...ผมมีแหวนทองของพ่อเป็นแหวนที่พ่อได้รับสมัยทำงานบริษัท จำเป็นจริงๆก็ต้องเอาไปจำนำ ฮ่าๆ เดินวนหน้าโรงรับจำนำ ๓ รอบ คือ เข้าไปก็ไม่รู้จะทำอย่างไร และรู้สึกขายหน้ามาก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินเข้าไป หลังจากนั้นก็ทำเป็น เดินเข้าออกเป็นว่าเล่นและไม่กระมิดกระเมี้ยนอีกเลย อิอิ เพราะมีความรู้สึกว่าการที่เราเข้าโรงรับจำนำแสดงว่าเราพอมีอยู่บ้าง ฮ่าๆๆ
ค่ารถเมล์สมัยนั้นจากปากซอยหน้าบ้านไปรามคำแหง ๒๕ สตางค์ มีอยู่วันหนึ่งผมกับเพื่อนรวม ๕ คนจะไปขึ้นรถเมล์ อยู่ที่ป้ายรถเมล์เพื่อนถามว่า “มึงมีเหรียญสลึงไหม” ผมตอบว่า “มี ถามว่าจะเอาเท่าไหร่” มันตอบว่า ๕ อันกูจะจ่ายค่ารถเมล์ ฮา... พวกเราหัวเราะกัน เพราะนั่นหมายความว่าผมต้องจ่ายค่ารถของเพื่อนทุกคน เราเล่นกันสนุกแบบนี้ หลังจากเราขึ้นปีสอง ก็มีน้องใหม่มาอยู่ด้วยมันไม่เคยทำกับข้าวแต่อยากจะทอดไข่เจียวกิน ตอกไข่ใส่ชามแล้วใช้ช้อนตีไข่ แต่รู้สึกว่ามันไม่เป็นฟองเหมือนที่แม่ทำ ก็ถามเพื่อนผมว่าทำไมไม่ขึ้นฟอง เพื่อนผมอีกคนบอกว่ามึงต้องเหยาะผงซักฟอกเข้าไปด้วยไม่ต้องมากเพราะมันจะช่วยให้ไข่เจียวฟู มึงดูสิเวลาซักผ้ามึงเห็นฟองมันไหม เชื่อไหมครับว่าไอ้เพื่อนผมคนนั้นมันเชื่อสนิท เอาผงซักฟอกใส่ ตีไข่พอฟองขึ้น มันพูดว่า กูไม่เคยรู้เลยนะเนี่ย....ก๊าก....พอมันทำเสร็จชวนพวกเรากินกับมัน เราบอกว่ามึงกินเหอะ กูเห็นมึงอยากกินกูไม่แย่งมึงหรอก อิอิอิ
มีอยู่วันหนึ่ง อยู่ๆเพื่อนก็ถามว่ากลับบ้านกันไหม ผมก็บอกว่าไม่มีตังค์ เพื่อนก็ว่ากูก็ไม่มีกูเหลือ ๕ บาท ผมถามว่ากลับยังไง เพื่อนบอกว่าไปโบกสิบล้อกลับกันดีกว่า ในกระเป๋าผมมีอยู่ ๑๐ บาทเป็นเหรียญ ๕ สองเหรียญ ค่ารถของผมกับเพื่อนไปยังจุดที่บริษัทสิบล้อตั้งอยู่หมดไป ๕ บาท ไปถึงบริษัทแรก ผมไปขอคนขับว่าน้าครับผมอยากกลับบ้านไม่มีค่ารถ ขออาศัยรถน้าไปได้ไหม น้าคนขับบอกว่าได้ แต่ไปได้คนเดียวนะเว้ย...เพื่อนพยักหน้าให้ผมบอกว้ามึงไปก่อนเดี๋ยวกูไปอีกบริษัทนึง ผมล้วงเหรียญห้าให้เพื่อนอันหนึ่ง เอาไว้เองอันหนึ่ง เพื่อนเดินจากไป ผมก็นั่งรถไปกับน้าคนขับพอมาถึงราชบุรี น้าคนขับบอกว่าไอ้หนุ่ม ข้าฯว่าเราแวะนอนบ้านข้าฯกันดีกว่า เมียข้าฯกำลังท้องขอแวะไปเยี่ยมเมียกับลูกหน่อยวะ ถ้าคุณเป็นผมจะปฏิเสธยังไง..อิอิ ไปถึงบ้านน้าเขาก็ดึกแล้ว ขับรถปุเลงๆเข้าไปถนนดินแดง ไปถึงเมียน้าก็คดข้าวใส่กาละมังให้คนละกาละมัง โอ้..แม่เจ้า ตูจะกินหมดไหมเนี่ย แต่ก็ฟาดกันจนหมด ผมนอนหลับสนิทเลย ตื่นเช้าขึ้นมา น้าก็ไม่มีท่าทีว่าจะออกเดินทาง สายหน่อยก็บอกว่า ไอ้หนุ่มเดี๋ยวเราไปกินน้ำตาลเมากันก่อน เพื่อนพี่ฝีมือมันเด็ดนัก เอ้อ..เอาก็เอาวะ...อิอิ กว่าจะได้ออกจากราชบุรีก็เที่ยง สรุปว่ากว่าจะถึงบ้าน๒ วันกับสองคืน ฮ่าๆ ตอนหลังเจอเพื่อนถามว่าถึงตอนไหน มันตอบว่าถึงบ่ายของวันรุ่งขึ้น ส่วนผมถึงเช้าของอีกวันหนึ่ง นั่งจนเมื่อยก้นเพราะพื้นเก้าอี้เป็นไม้ ระหว่างทางเห็นคนขับแลกแบงค์สิบบาทเป็นปึกเลย ผ่านด่านไหนก็สิบบาท ผมไม่รู้เป็นค่าอะไร อิอิ.....
ถอดบทเรียนชีวิต
๑.อันเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา
๒.ถ้าเพื่อนกินยังหาไม่ได้ อย่าไปหาเพื่อนตายจากไหนเลย
๓.ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันได้จริง ไม่ใช่เห็นผู้ชายกับผู้หญิงไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วเขาจะต้องเป็นแฟนกันหรือเป็นกิ๊กกัน
๔.มีเพื่อนดีแล้วต้องรักษาเพื่อนไว้ให้ได้ คำว่ารักษานั้นต้องรักษาน้ำใจ
๕.มนุษย์ต่อให้มีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน ถ้าไม่เคยลำบากมาก่อนจะไม่เข้าใจมนุษย์ด้วยกัน
๖.ถ้าไม่รู้จักคำว่ารอคอย ก็ไม่รู้จักคำว่าอดทนเช่นกัน
๗.เพื่อนทำสิ่งเป็นคุณกับเราขอให้จำไว้ตลอดชีวิต เรื่องใดที่เพื่อนทำกับเราในสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเป็นเพื่อนแท้ก็ลืมมันเสีย
๘.โรงรับจำนำไม่ใช่สถานที่น่าอาย คนที่เข้าไปได้คือคนที่มีทรัพย์สินเท่านั้น
รู้สึกผมจะเรื่อยเปื่อยไปมาก ตอนหน้าจะเล่าให้ฟังเรื่องความรักซึ่งเป็นตอนจบของบันทึกชุดปอกเปลือกอัยการชาวเกาะครับ
หวัดดีคะท่าน..
แหม..รอบนี้ประทับใจ..เห็นด้วยที่ว่า..เพื่อนดีดีมีน้อยก็ดีกว่ามีแยะ..แต่ไม่ได้เรื่อง..แล้วที่บอก..เพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายากๆๆ.ก็ช่าย..ขนาดเพื่อนกินยังหาไม่ได้..จะมีเพื่อนตายที่ไหนค้า...
ที่สุดที่เคยเจอ..มีคนเคยบอกเราว่า..เค้าเกิดมาด้วยชาติตระกูลดี..เรียนที่ดีดี..ฐานะรำรวย..เค้าบอกว่า..ไม่มีใครหวังดีกะเธอเท่าฉัน...แต่เสียดายจัง..สิ่งที่ดดีดีที่เค้ามี..ไม่ได้เป็นอย่างที่พูด..ถ้ายืมตังเพื่อนได้.ไม่เคยคืนเลยนะอิอิ...ดังนั้น..เพื่อนต้องทำดีกะเพื่อนทั้งคำพูดและการกระทำ..
อยากฝากไปบอกเพื่อนที่ดีน้อยของเราจังเลย..มาอ่านมั่งนะ
อยากบอกว่า...ไม่ว่ามีสุขหรือทุกข์..คนที่อยู่ข้างๆๆเรา..ก็คือเพื่อน..
..
อ่านแล้วคิดถึงเพื่อนค่ะ ^^ มีน้ำตาแอบไหลด้วยนะ จะบอกให้ ฮ่าๆๆ
ต้อมก็มีภาพความทรงจำตอนสมัยที่เรียนอยู่ปี 1-2 ในวิทยาลัยเทคนิค บ้างเหมือนกัน ด้วยความที่เป็นผู้หญิงดูบอบบางหนึ่งในสองของจำนวนคนทั้งหมดที่เป็นผู้ชาย เพื่อนๆ จึงเอ็นดูเป็นพิเศษ
และจะมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่สนิทสนมกัน ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อย(ดื่มเหล้า-ไปเที่ยว) ทั้งที่สนิทและไม่สนิทกัน เรื่องจำนำทองนี่ก็เคยนะเนี่ย มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเกเรมากๆ เขาเอาแหวนทองต้อมไปใส่เล่นๆ (เพราะต้อมไม่ชอบใส่ด้วย) พอต้อมจะกลับบ้านและถามหา ปรากฏว่าเขาบอกว่าเอาไปจำนำแล้ว ต้อมก็ร้องไห้แงๆ แบบไม่เข้าใจเพื่อนว่าทำแบบนี้ได้ไง แล้วฉันจะกลับบ้าน..แม่จะว่าไงเนี่ย เพื่อนผู้หญิงร่วมห้อง(ก็มีอยู่คนเดียวนะแหล่ะ)ถอดสร้อยให้บอกว่า "ต้อมเอาไปก่อน" เออ..ของฉันน่ะแหวน และของเธอน่ะสร้อย มันเหมือนกันไหมเนี่ย? ^^
มีหลายครั้งที่ยกโขยงกันไปหาก๋วยเตี๋ยวทานหลังเลิกเรียน (เลิกเกือบสองทุ่ม) ฝนตกหนัก เราก็นั่งยืนทานก๋วยเตี๋ยวกันได้ เอาหัวโผล่เข้าไปตรงที่มีหลังคา คืนไหนเพื่อนเลี้ยงก็ยิ้ม แต่วันไหนต้องเลี้ยงพวกมัน(ขออนุญาต..นะค๊า แบบเรียกด้วยความรักจริงๆ)ต้อมอยากจะเป็นลม แต่ละคนเบิ้ลงี้ พิเศษงี้ นึกถึงตัวเราทานอย่างกะแมวดม ฮึ!
มีเหมือนกันที่ไม่มีตังค์ทานข้าวยกแก๊งค์ (เอาตังค์ไปทำไรหมดเนี่ย???) ก็ยกโขยงไปทานข้าวบ้านเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่แถวชานเมือง ทำกับข้าวกันเป็นที่สนุกสนานดี และนึกถึงคำเพื่อนที่บอกว่า "ต้อมอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร แค่เจียวไข่..ผมก็ไม่คิดว่าต้อมจะทำเป็น" ก็ใช่สิ..ตอนนั้นทำไม่เป็นหรอก แต่ตอนนี้ทำเก่งแล้วนะ ฮ่าๆ
มีอีกมากมายหลายเรื่องเหลือเกินที่..ก็ยังพอนึกออก เพียงแต่วันนี้ต้อมไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาเหล่านั้นแล้ว เพราะเพื่อนชายคนสนิทเสียชีวิต เขาเป็นศูนย์กลางของทุกคนด้วย ก็เลยทำให้ขาดการติดต่อ
ขอบคุณค่ะ ที่เรื่องเล่าของท่านอัยการทำให้ต้อมนึกถึงพวกเขา ^^
สวัสดีครับคุณวลาวัณย์
เพื่อนมีความสำคัญกับชีวิตมนุษย์นะครับ นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นที่สูงไม่ได้ครับ
ผมเคยถูกเพื่อนต่อว่า เมื่อเขาชวนไปทานอาหารกัน เขาบอกว่าขอให้ไปร่วมงานให้ได้นะ เพราะถ้าผมหาเพื่อนกินไม่ได้แล้วผมจะหาเพื่อนตายจากที่ไหน อดใจอ่อนกับเพื่อนไม่ได้ พุงก็เลยโย้ออกมาเรื่อยๆ อิอิอิ
อ้อ..อยากให้เขียนกฎหมายเรื่องอะไรละครับ หรือจะสอบกฎหมายชุดไหนลองบอกมานะครับเผื่อจะหาเรื่องเขียนให้ได้ครับ อิอิ
หวัดดีน้องต้อม
เรื่องสนุกๆของน้องต้อมก็มีเยอะ เขียนมั่งดิ นอกจากที่โดน tag แล้ว เขียนบันทึกส่งครูบาหน่อย...ฮ่าๆๆ
ผู้หญิงเรียนวิทยาลัยเทคนิค น่าจะมีอะไรมันๆนะพี่ว่า...อิอิ
เขาบอกว่าถ้าจะดูว่าคนๆนั้นมีความสุขมากน้อยขนาดไหน ให้ดูว่าเขายังพบเพื่อนๆสมัยเป็นนักเรียนหรือเปล่า ผมว่าจริงนะ ถ้าคนเรายังพบเพื่อนคนโน้นคนนี้แสดงว่าเขามีความสุขที่ได้รำลึกถึงความหลัง เหมือนกับที่มาเขียนบันทึกชุดนี้ก็มีความสุขนะ ที่ได้รู้ว่าตัวเองแก่แล้ว...ฮ่าๆๆ
เพื่อนนั้นสำคัญไฉน เพื่อนนั้นสำคัญมากมาย
สุดท้ายขอยืมตังค์
อิอิ
แวะมาอ่านครับ ท่านอัยการ
ขอบคุณมากครับ
สำหรับประสบการณ์ดี ๆ ที่ผ่านมา
นำมาบันทึกและถอดบทเรียนให้ได้รับรู้ครับ
สวัสดีครับครูโย่ง
เพื่อนที่ประเสริฐต้องให้เพื่อนยืมตังค์ได้และไม่ทวงด้วย อิอิ
สุขิตาศาลาโหนตุ ทั้งอยู่บนศาลาและห้องสุขาเถิด
อะเวรุงโหนตุ ยุงอย่ากัดแต่ข้าเลย จงกัดผู้อื่นด้วย
อัพพะยาฝ่ามือโหนตุ เดี๋ยวก็ถูกฉีดยาและฝ่ามือข้าเลย
อะนีคอนนอนตุ อย่าทำให้ข้าลำบากกายลำบากใจเวลานอนเลย
สุขีอัตตะนอนหมุนหมอนโหนตุ เวลาหมุนหมอนนอนโกร๋นจงพ้นจากยุงทั้งหลายเทอญฯฯ
สวัสดีครับท่าน ศน.ลำดวน
บางทีเราอาจลืมเพื่อนไปชั่วครั้งชั่วคราว แต่พอเราว่างและนึกถึงเมื่อไหร่เราก็มีความสุขและหากได้เจอกันพูดคุยเล่าความหลังกันก็ยิ่งมีความสุข ผมเจอผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอายุ ๙๐ ปีแล้วเป็นครูเก่า ท่านบอกว่าท่านก็เหงาเหมือนกัน เพราะเพื่อนรุ่นเดียวกันตายกันหมดแล้วไม่รู้จะคุยกับใคร
ผมนัดเพื่อนกินข้าวกันตอนวันคล้ายวันเกิดของครูครับ และครูผมก็สุดยอดเก็บสมุดให้คะแนนสมัยเรียนไว้ด้วย ท่านสอนฝรั่งเศส วันที่เราเลี้ยงท่านวันแรกท่านเอาสมุดมาเปิดให้ดูคะแนนสมัยเราเรียน และเอามาเทียบกับของลูกสาวผมที่ท่านสอนด้วย น่ารักมากครับ
ฮา กับคนพลัดถิ่นขออนุญาตคัดลอกไปเป็นมุขเวลาบรรยายนะครับ สู๊ดยอดดดดด
สวัสดีค่ะ
แอบมาอ่านตอนที่ 4 ก่อนค่ะ สนุกและประทับใจกับการเป็นเพื่อน และเพื่อนๆ ของท่านอัยการค่ะ
ขอแวบไปอ่านตอน 1-3 ก่อนนะค่ะ...การบ้านรอบนี้ส่งสัยท่าจะได้เต็มนะคะ
-หนุกจังฮู้ ท่านอัยการ สุขทุกข์คลุกเคล้าน้ำปูดู อยากถามว่า เพื่อนที่ราชวัตร อยู่ซอยไหนคะ ท่านอัยการรู้จักพี่ป้อมไหม เคยติดตามพี่อรรถพล ไปประจำที่สงขลา
-ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยทุกประการ
ไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว
จะรออ่านบทต่อไป
ศิริวรรณค่ะ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ อ.paew
การบ้านเขียนแล้วติดลมครับ แต่บังคับตัวเองให้จบตอนหน้าแล้ว จริงๆแล้วยังต้องเขียนอีกตอนเป็นการเฉพาะคือการทำงาน แต่เห็นว่ามันชักจะเฝือไปก็เลยยุติลงที่บทของความรักครับ เขียนให้คนอิจฉาเล่น อิอิ
สวัสดีครับครูต้อย
ขอบคุณที่แวะมาทักทาย
ที่ราชวัตรจำไม่ได้แล้วครับว่าอยู่ซอยไหน จำได้แต่ว่าถ้าไปจากศรีย่าน ซอยของเพื่อนจะอยู่ซ้ายมือ แล้วเข้าซอกแซกไปอีก
พี่ป้อมของครูต้อยเป็นอัยการหรือเปล่าครับ ผมมักรู้จักอัยการในเขต ๘ เพราะในเขต ๙ ได้แว่บไปอยู่ตอนเป็นอัยการจังหวัดผู้ช่วยที่ จ.ตรังแค่ปี ๒๘-๓๐ ครับ และป้อมที่เป็นอัยการมีเพื่อนผมที่ชื่อเชษฐวิทย์ ตอนนี้อยู่ด้วยกันที่ สนง.คดีแรงงานเขต ๘ ที่ภูเก็ตครับ
สวัสดีครับคุณศิริวรรณ
ขอบคุณที่ตามอ่านมาโดยตลอด อาจเพราะชีวิตที่ระหกระเหินเหมือนกันเพราะถ้าอ่านตั้งแต่ต้นจะเห็นว่า ผมเรียนที่โคกกลอยวิทยา,เมืองพังงา,อำนวยศิลป์ พระนคร,วิชาการหนังสือพิมพ์และการประชาสัมพันธ์,สตรีภูเก็ต,รามคำแหง,สำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา,สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนกันครับ