"ป้าอุ"ระบุ"โอฬาร"ยังไม่รับปากสรรงบ 1.5 พันล้าน ช่วยแรงงานถูกเลิกจ้าง ให้ ก.แรงงานลง พท.ตรวจสอบข้อมูลแท้จริงก่อน "หมอเกษม" แนะรบ.ปรับจีดีพี ตั้งหน่วยงานดูแลสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ คลังเชื่อปีหน้าศก.ไทยไม่ถดถอย
นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอในการประชุมร่วมกับนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ว่า กระทรวงแรงงานจะเสนอของบฯ 1,536 ล้านบาท จากงบประมาณกลางปี 2552 ที่จะขอเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท มาใช้ในการดำเนินการ 10 โครงการ เพื่อแก้ปัญหาการเลิกจ้างทั้งระบบ
นางอุไรวรรณกล่าวว่า ทั้ง 10 โครงการ คาดว่าจะช่วยเหลือลูกจ้างไม่ให้ตกงานได้อย่างน้อย 60,000 คน ในจำนวนนี้เป็นการจ้างงานตามโครงการบัณฑิตอาสา 7,000 คน นอกจากนี้ จะเสนอตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ตกงาน 1,000 ล้านบาท ตามที่องค์กรแรงงานแห่งประเทศไทยเสนอด้วย "อย่างไรก็ตาม นายโอฬารยังไม่ได้ให้คำตอบว่า จะจัดสรรงบประมาณให้ตามที่ร้องขอไปหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้มีหลายกระทรวงที่ยื่นเสนอเรื่องมา และสำนักงบประมาณจะเป็นผู้พิจารณาจัดสรรอีกครั้งหนึ่ง โดยระหว่างการหารือ นายโอฬารได้ย้ำว่าการใช้จ่ายเงินงบประมาณจะต้องเป็นลักษณะการกระจายลงไปทุกพื้นที่ให้มากที่สุด และการพิจารณารายละเอียดเรื่องปัญหาคนว่างงาน ควรจะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบหาข้อมูลที่แท้จริงด้วย" นางอุไรวรรณกล่าว
สำหรับสถานการณ์การเลิกจ้าง นางอุไรวรรณกล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าเพียง 8 เดือน มีลูกจ้างทั่วประเทศถูกเลิกจ้างงาน 127,238 คน จากสถานประกอบการ 11,598 แห่ง หรือเฉลี่ยเดือนละ 15,905 คน ขณะที่ข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ตั้งแต่มกราคม-10 พฤศจิกายน มีสถานประกอบการเลิกจ้างลูกจ้างไปแล้ว 137 แห่ง ลูกจ้างตกงาน 15,152 คน และสถานประกอบการณ์ที่มีแนวโน้มเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอีก 15 แห่ง ลูกจ้าง 5,338 คน อย่างไรก็ตาม ปัญหายังคงจำกัดอยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็กและกลางท่านั้น ส่วนสถานประกอบการขนาดใหญ่ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเกิดปัญหา "พูดก็พูดเถอะ เกี่ยวกับการเลิกจ้างงาน ผู้ประกอบการถ้าไม่เลือดตากระเด็นเขาไม่ยอมปล่อยแรงงานออกไปหรอก เพราะกว่าจะฝึกอาชีพจนชำนาญมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น กระทรวงแรงงานจะดูแลเรื่องนี้อย่างดีที่สุด" นางอุไรวรรณกล่าว
นางอุไรวรรณกล่าวว่า นอกจากนี้ จะเสนอนายโอฬารในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ที่จะประชุมวันที่ 18 พฤศจิกายน เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ โดยจะหารือถึงการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบใหม่ เพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ และรองรับการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการต่างชาติจากประเทศจีนมายังประเทศไทย เบื้องต้น กบร. จะอนุญาตเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงานต่างด้าวรอบใหม่ไม่เกิน7-8แสนคนวันเดียวกันที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการประจำปี2551 เรื่อง Global Imbalance: กระแสวิกฤตแห่งศตวรรษ โดย นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษว่า ปัจจุบัน
โลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่สำคัญมากใน 4 เรื่องใหญ่ คือ 1.ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 2.การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก มีผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา ซึ่งจะกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร และทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ
3.วิกฤตพลังงาน และ 4.วิกฤตอาหาร แต่ยังมีโอกาสของไทย ที่เป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตร "รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ และอยากให้ตั้งหน่วยงานดูเรื่องสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ ที่ผ่านมาสัดส่วนผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) พึ่งพาการส่งออกถึง 63% ขณะที่ปัจจัยภายในเพียง 37% ทำให้ไทยได้รับผลกระทบและอ่อนไหวมากกับเศรษฐกิจโลก แต่ถ้ากลับสัดส่วนกัน จะทำให้เรามีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก เพราะได้เปรียบด้านสินค้าเกษตรอยู่แล้ว" นพ.เกษมกล่าว
นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง บทบาทของเอเชียในวิกฤตการเงินโลก ว่า ถ้าระบบสถาบันการเงินของสหรัฐและยุโรป สูญเสียมากกว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ล่าสุดประมาณการว่าอาจสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ การใช้เงินเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินจะทำให้สหรัฐต้องขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าจะต้องมีการกู้เงินจากประเทศจีน และจีนน่าจะไม่ปล่อยกู้ในรูปสกุลดอลลาร์แน่ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองค่าเงินหยวน การจะให้จีนเพิ่มปริมาณเงินในระบบเอเชีย ประเทศในเอเชียต้องเตรียมระบบรองรับด้วย หรืออาจต้องตั้งขาดดุลงบประมาณ เพื่อเตรียมออกพันธบัตรกู้เงินจากจีนด้วย ซึ่งประเทศในเอเชียจะมีการประชุมเรื่องนี้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน บวก 3 เพื่อเรียกร้องให้จีนเป็นผู้นำและมีบทบาทสำคัญ เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังจะย้ายมาเอเชีย
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ (หัวหน้าสายงานวิจัย) บล.ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาในการฟื้นตัวนานกว่าปกติ ที่เมื่อเศรษฐกิจตกถึงจุดต่ำสุด จะใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 4 ไตรมาส แต่คาดว่าครั้งนี้จะต้องใช้เวลาถึง 8 ไตรมาสจึงจะฟื้นตัว นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อคนในระดับล่าง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่เกิดจากปัญหาในคนระดับกลางในชุมชนเมือง ส่งผลให้คนในเมืองหันไปทำงานในถิ่นฐานเดิม หรือกลับไปสู่เกษตรกรรมแทน "ดังนั้น การที่รัฐบาลจะใช้นโยบายด้านการคลังในการรับมือปัญหาวิกฤตครั้งนี้ ก็ควรจะมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือให้ชัดเจน เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าจะสามารถรับมือกับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้" นายศุภวุฒิกล่าว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2551 คาดว่าจะยังสามารถขยายตัวได้ 5% โดยได้อานิสงส์จากการขยายตัวในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ 5-6% แต่ในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 3-4% เท่านั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบตามภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่แรงและชัดเจนว่าเศรษฐกิจในปี 2552 จะถดถอย ประกอบกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ เนื่องจากอัตราการว่างงานตลอดปี 2551 ยังอยู่ที่ 5 แสนคน จากจำนวนผู้ใช้แรงงาน 35 ล้านคน สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ระดับต่ำ ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง แต่ก็มีผลให้ค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งค่านายสมชัยกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยยังอ่อนค่าได้อีก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งขันทางการค้า ที่ขณะนี้บางประเทศค่าเงินอ่อนค่าไปแล้ว 10% บางประเทศก็ 5% และบางประเทศก็อ่อนค่าระดับ 2 หลัก
ไปแล้ว แต่ของเรายังไม่ใช่เลข 2 หลักตรงนี้ไม่ได้บอกว่าต้องอ่อนมาก แต่ก็ควรจะอ่อนในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ไม่ใช่อ่อนปวกเปียกเกินไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณกลางปี 2552 ให้สูงกว่า 1 แสนล้านบาท แม้ว่าจะมีคนมองว่ายังขาดดุลน้อยไป เพราะตามกรอบวินัยการคลัง ที่กำหนดอยู่ในกฎหมายงบประมาณ ได้กำหนดไว้ว่า การขาดดุลการคลังไม่ควรเกิน 20% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย รวมกับวงเงินงบประมาณชำระต้นเงินกู้ ซึ่งการเพิ่มงบประมาณขาดดุล 1 แสนล้านบาท ทำให้ขาดดุลการคลังแล้ว 4.3 แสนล้านบาท ถือว่าเกือบเต็มที่แล้ว
มติชนออนไลน์ 18 พฤศจิกายน 2551