เรียน มศ.5 ก็หวังว่าจะได้เป็นทหาร
ดีใจมากที่ได้เรียน รด. (สมัยนั้น!!!เดี๋ยวนี้เรียก น.ศ.ท. เพราะรับผู้หญิงเข้าเรียนด้วย???)
เพราะคิดว่ามีโอกาสจะได้เรียนต่อสายทหาร
ทำไมถึงอยากเป็นทหาร?
เอ่อ!...ชอบ ชอบที่ทหารทำอะไรก็พร้อมเพรียง เป็นระเบียบ มีวินัย อดทน แถม รอคอย...
สมัยก่อนนี้จะชอบดูโทรทัศน์รายการสวนสนาม ชอบฟังเพลงมาร์ชและร้องตาม
ชอบดูข่าวทหารเรือของกองเรือสหรัฐเวลายกพลขึ้นบกที่พัทยา
ชอบดูสารคดีการฝึกของนาวิกโยธิน
ชอบดูเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ทหารเวลาบินผ่านบ้าน
รู้สึกขนลุก ทุกครั้งที่นั่งรถผ่านอนุสาวรีย์วีรไทย (พ่อจ่าดำ) และยกมือไหว้ทุกครั้งที่นั่งรถผ่าน
ชอบ.... สรุปว่าชอบทหารนะ.
แต่ไม่ได้สอบทหาร และไม่ได้เป็นทหาร เพราะเขารับเด็ก ม.ศ. 4 แล้วเราก็วิ่ง 20 กิโลไม่ไหว กับว่ายน้ำไม่เป็น... (แต่ก็ได้เป็นทหารสมใจอยากครั้งหนึ่งเหมือนกัน ทหารปืนใหญ่เสียด้วย โอ้ว สุดยอด)
แล้วมาเป็นครูได้อย่างไร?
สอบซิ...สอบบรรจุนะ บัญชีรวมทั้งประเทศด้วย
คือเมื่อจบ ม.ศ.5 แล้วเอ็นฯไม่ติด ก็จะไปสอบที่ ว.ค. เพราะพี่ก็เรียนอยู่ที่นั้น แต่ก็ตัดสินใจนาทีสุดท้าย ว่าไปเรียนหลักสูตรใหม่ดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นของใหม่ สายช่างเสียด้วย ปวท. ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ช่างไฟฟ้า) ได้ไปเรียนกับเด็กเทคนิคลูกพระวิษณุแต่ออกจะเป็นทางลูกครึ่งซะมากกว่า ก็เรียนอย่างมีความสุขละนะเพราะเป็นการเรียนที่เน้นปฏิบัติที่มีของจริงให้เล่นให้เรียนมากมาย ตลอดสองปีก็เรียนอย่างมีความสุข ผลการเรียนก็ค่อนข้างดี แต่พอจบปีสอง ไอ้ที่หวังว่าจะได้เรียนวิศวะไฟฟ้าต่อก็สลาย เพราะหลักสูตรไม่ได้รองรับกัน เลยดิ้นไปเรียนสายเทคโนโลยีระดับปริญญาตรีภาคสมทบ เหตุผลสำหรับการตัดสินใจมีนิดเดียว คือ สายเทคโนมีการถ่ายภาพของชอบอยู่ด้วย ตอนนั้นที่เรียนยังไม่หวังว่าจะเป็นครูเลย
อ้าว...แล้วทำไมมาเป็นครู?
นั้นนะซิ...คือว่าเรียนปริญญาตรีคณะศึกษาศาสตร์เขามีเรียนวิชาครูเป็นวิชาบังคับอยู่แล้วหละ แต่เราก็เรียนไปงั้น ๆ แหละ ความชอบมันไปอยู่ที่การถ่ายภาพ วิทยุ ภาพยนต์ ทางโน้นซะมากกว่า ตอนเรียนก็ได้ใช้วิชา ปวท. มาหากิน ก็รับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ รับเดินสายไปในบ้าน ติดตั้งระบบไฟไปบ้าง ก็ค่อยสั่งสมความชำนาญไปเรื่อย ๆ จนจบปริญญาตรีรู้สึกว่างานอดิเรกทำท่าจะล้ำหน้าวิชาการเพราะจบมาเกรดก็ไม่ดีเท่าไหร่แค่พอรอดตัว แต่วิชาด้านช่างกับรุดหน้าไปมากจากประสบการณ์ในการทำงานและได้แลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่มช่างด้วยกัน พอจบเลยกลับไปอยู่บ้านเพราะสอบบรรจุครั้งแรกไม่ติด...
แล้วมาเป็นครูได้อย่างไร?
กลับมาอยู่บ้าน ยืมเงินอาผู้หญิงมาสองหมื่นรับเหมาเดินสายไฟในบ้าน ตอนนั้นไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านพอดี จ้างลูกน้องสองคน สอนงานไปด้วย งานเข้าตรึม ไม่ได้ว่างเลยซักวัน ทั้งซื้อของ ออกแบบ ติดต่อ วางแผน จ่ายงาน จัดเงิน โอ้ย...ไม่รู้ทำไปได้ไง แต่ก็มีเงินเก็บเยอะอยู่ในระยะเพียงห้าเดือน พอดีมีสอบบรรจุครูทั้งประเทศในปี 30 พ่อก็จัดแจงเลย หาหนังสือสอบบรรจุแล้วก็มาวางแหมะตรงหน้าในตอนกินข้าวเย็นวันหนึ่ง "เรียนครูจบมาแล้ว เขาเปิดสอบบรรจุก็ลองไปสอบดูอีกทีนะ เผื่อได้ นี่หนังสือ! ลองไปอ่านบ้าง ก็ดี" โธ่ พ่อ กลางวันทำงานเหนื่อยทั้งวัน แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปอ่าน คิดในใจ แต่ก็เจอหน้าพ่อตอนเย็น ๆ ก็แกล้งเอามาอ่านให้เห็นบ้างเหมือนกัน ไปสอบบบรจุรับ 1 ตำแหน่งทั้งประเทศ ผู้สมัครสายนี้ประมาณ สองพันคน ความหวังริบหรี่มาก ไปสอบโดยไม่เครียดเลยเพราะความสุขกับการทำงานหาเงินในตอนนั้น สอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ผ่านไปไม่เครียดเลย ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เรื่องที่ชอบเช่นถ่ายภาพ ไฟฟ้า ทักษะเชิงมิติ รู้สึกว่าทำได้ ผลออกมาได้ลำดับเลขตัวเดียวแต่ไม่ใช่ที่หนึ่ง เอาพ่อให้สอบก็สอบแล้ว สอบก็ติดบัญชีด้วย จะเรียกหรือไม่เรียกก็แล้วแต่ ตัวเองไม่ค่อยรู้สึกอะไรเพราะมุ่งแต่จะทำงาน แต่พ่อท่าทางจะดีใจ ทำงานผ่านไปอีกหกเดือนจดหมายเรียกบรรจุก็ไปที่บ้าน โอ้ มาได้ไง ซองขาวลงทะเบียน เปิดดูด้วยสังหรณ์ใจอะไรก็ไม่รู้ ปกติจดหมายไม่ค่อยถึงหรอกที่บ้านเพราะอยู่นอกเขตนำจ่าย ต้องพึ่งไปรณีย์เอกชนในสมัยนั้น (ขอบคุณไปรษณีย์เอกชนมากเลย) พอเห็นเป็นจดหมายเรียกบรรจุซุดลงนั่งเลย ดีใจ ก็ใช่ แต่ลำดับแรกเลย งานรับเหมายังคงค้างอีกเป็นสิบหลัง แถมของวัดก็ยังไม่เสร็จ หนักใจ ลูกน้องสองคนก็พอเ็ป็น งู ๆ ปลา ๆ ยังตั้งแผงเมนไม่คล่องเลย คนที่ดีใจมากก็คงเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา..... เร่งงานทั้งวันทั้งคืนประมาณสัปดาห์หนึ่งก็ค่อยพร่องไป มอบงานต่อให้ลูกน้องรับช่วง ตัวเองก็ไปบอกพี่ชายให้พามากรุงเทพฯที่ ยังไม่เคยไปอยู่กรุงเทพฯเลย เคยแต่ผ่าน ๆ ... ก็ได้บรรจุตั้งแต่ตอนนั้น สรุปว่าเป็น ครูก็เพราะพ่อนั้นเอง...
อ๋อ อีกอย่าง พ่อผมเป็นครูด้วย...