ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากการสอนโดยปกติ ผมยังต้องรับภาระเกือบทั้งหมดของการจัดทำหลักสูตรครู 5 ปี ของสาขาวิชา อีกทั้งยังมีครู 4 ปี รออยู่อีกต่างหาก

สาขาวิชาจะประชุมกันทุกวันจันทร์ และวันพุธ ตอนแรกของการประชุมเป็นหน้าที่ของเลขาสาขาฯ แต่ดูเหมือนเลขายังขาดศักยภาพในกระบวบการทำงานบางอย่าง หน้าที่จึงตกมาอยู่กับผมโดยปริยาย

สาขาผมมีอาจารย์อยู่ 6 คน เป็น หน.สาขา อาจารย์อาวุโส 1 คน, อาจารย์ ระดับ 7 อีก 2 คน ที่เหลือไม่ได้เป็นข้าราชการ

หลักสูตรที่ใช้อยู่ครบรอบ 5 ปีแล้ว จึงต้องมีการประเมินและจัดทำหลักสูตรใหม่อีกครั้ง เพื่อให้สาขาวิชาสามารถรับนักศึกษามาเรียนได้ในปีการศึกษาที่จะถึงนี้ หลังจากไม่มีการรับนักศึกษามาเรียนแล้ว 3 ปีการศึกษา รุ่นที่เหลือก็เป็นปีสุดท้ายที่กำลังออกฝึกสอนอยู่

ในที่ประชุม มี หน.สาขาท่านเดียวที่มีประสบการณ์ในการทำหลักสูตรระดับปริญญาตรีมาก่อน ที่เหลือ ไม่มีใครมีประสบการณ์เลย ทำให้การทำงาน ความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ ค่อนข้างลำบาก

หลักสูตรนั้น เราได้ "ต้นแบบ" ของหลักสูตรครู 5 ปี จากสถาบันกัลยาณมิตรจากแถว ๆ นครปฐม และหลักสูตรครู 4 ปี เราได้จากการรวมตัวของสาขาวิชาชีพ แล้วกลั่นกรองออกมาได้หลักสูตรกลางขึ้น เราจะนำมาเป็น "ต้นแบบ" เพื่อตรวจสอบว่า หลักสูตรที่เรามีอยู่ล้าสมัยไปแค่ไหนแล้ว มีรายวิชาใดต้องยกเลิก รายวิชาใดต้องปรับปรุงให้ทันสมัยบ้าง

จากการมี "ต้นแบบ" ทำให้อาจารย์ที่ไม่มีประสบการณ์หลายคน เห็นว่า "ง่าย ไม่เห็นมีอะไรเลย แก้ไขนิดหน่อย ก็ Print Out แล้วส่งคณะได้แล้ว"

แต่คนที่พูด ไม่ใช่ คนที่ทำ ... ผมต่างหาก คนที่ทำ คนที่คิด คนที่วิเคราะห์ทั้งหมด ... "ยากครับ รายละเอียดค่อนข้างเยอะ อีกทั้งยังสัมพันธ์กันในหลายหัวข้อ แก้ 1 จุด อาจจะต้องแก้อีกหลายจุด"

สำหรับท่านใดเคยมีประสบการณ์ในการทำหลักสูตรระดับปริญญาตรี ท่านคงจะทราบถึง ความยุ่งยากในรายละเอียดครับ

เนื่องจากเป็นงานที่ละเอียด ซับซ้อน ทำให้ระยะเวลาในการแก้ไขนานไม่ทันใจ ซึ่งเวลาที่ประชุม จะมีคนพยายามเร่ง ๆๆๆ จนมีคำพูดที่พูดประจำว่า "ทำ ๆ ไปก่อน ยังไงเดี๋ยวก็ต้องแก้อีกเยอะ"

ไม่ทราบจริง ๆ ครับว่า สิ่งที่พูดออกมา มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า ผมไม่เข้าใจจริง ๆ

มีแต่คนใจร้อน แต่ไม่พยายามทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่รับรู้ แต่อยากได้เร็ว ๆ

วันนี้ประชุมครั้งล่าสุด ผมได้พยายามเก็บรายละเอียดของงาน วิเคราะห์งานให้ที่ประชุมได้ทราบถึงปัญหา ข้อมูลที่ยังขาด งานที่ยังไม่เสร็จ และแจกแจงงานของให้ทุก ๆ คนได้มีส่วนร่วมในคิดร่วมกันด้วย

ผม ... กลายเป็น "แม่งาน" โดยปริยายไปแล้วจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในใจก็คิดว่า "ทำไมต้องเป็นผมล่ะ" และ "เป้าหมายเดียวกัน เดือดร้อนเหมือนกัน แต่ทำไมไม่คิดจะแบ่งเบากันบ้าง"

ผมมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือ "งานที่ผมรับผิดชอบ ผมจะทำเต็มที่ ทำด้วยความเข้าใจ และไม่พยายามให้มีข้อผิดพลาดมากนัก ... เริ่มต้นดี เรียนรู้งาน มีชัยไปกว่าครึ่ง หากมีการแก้ไข ผมจะทำการแก้ไขได้เร็ว ไม่ต้องงม แล้วใช้เวลานานกว่า ไม่รู้อะไรเลย"

นี่คือ นิสัยเสียของผม

หลังจากประชุมเสร็จ ผมรู้ว่า ยังคงมีภาระอีกหลายอย่างที่ต้องทำในการทำหลักสูตรชิ้นนี้

พี่ที่ผมให้ความเคารพ บอกผมว่า "พี่ว่า ไม่ต้องทำให้ละเอียดมากก็ได้ ทางคณะฯ เขาอยากเห็นว่า เรามีหลักสูตรแล้ว พี่ว่า เอาเข้าเป้าหมายไปเลย ยังไงก็ต้องแก้อยู่ดี"

อึ้ง ครับ ...

จริง ๆ ถ้าพี่เขาพูดตรง ๆ เค้าก็ต้องบอกผมว่า "ความเร็วสำคัญกว่าคุณภาพนะน้อง ส่ง ๆ ไปเหอะ"

อึ้ง ... รู้สึกงงว่า "ตกลงนี่ เราทำดีเกินไป ทำละเอียดเกินไป มันนาน ไม่ทันใจเขา แบบนี้เราทำผิดใช่ไหม"

"ต้องทำแบบลวก ๆ เร็ว ๆ เอาส่งให้ได้ก่อนก็พอใช่ไหม"

เหมือนมีใครเอาไม้หน้าสามมาตี "ความตั้งใจ" จนหมดสิ้น

 

นี่ทำให้ผมคิดสบประมาทวงราชการเลยว่า "คนทำงานวงราชการมานาน ต้องตอบสนองเจ้านายให้เร็วที่สุดงั้นหรือ จะได้ 2 ขั้นทุกปี ไม่ถูกตำหนิ ไม่ถูกต่อว่า งานเสร็จแล้ว คุณภาพจะเป็นอย่างไรก็ช่าง"

ผมทำแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ คนมันนิสัยเสียแล้ว

 

ผมตอบพี่เค้าไปว่า

"ขอโทษด้วยนะครับพี่ ผมแก่แล้วล่ะ นิสัยแบบนี้คงเปลี่ยนยาก"

 

ท่านใดมีมุมมองแตกต่างบ้างไหมครับ เล่าสู่กันฟัง แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

 

นี่เป็น "ความคิดส่วนตัว" จากประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง ไม่ได้ตั้งใจกระทบใคร หรือ วงการใด ครับ