โยคะเช้า เร้าพลัง

งานนี้เรามีวิทยากรสำรอง (วิชาเลือก) มาแยมหลายท่าน อาจารย์อำนาจ ศรีรัตนบัลล์ท่านบอกว่ามาสังเกต แต่่จริงๆแล้วก็มาร่วมเต็มๆ แถมยังช่วยกลุ่มโรงเรียนแพทย์เขียนแผนใหม่อีกตะหาก (ฝีมือการตื๊ออย่างน่ารักน่าชังของพี่แม้ว ใครเลยจะปฏิเสธได้) แล้วก็มีอาจารย์เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นักเกษตรพัฒนาตัวยง ที่แถมทัษะระดับมืออาชีพของการนำโยคะมาช่วยให้การประชุมสัมมนา workshop ครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้ครบทั้งสามฐาน คือ ฐานกาย ฐานใจ และฐานความคิด เลยทีเดียว

อาจารย์เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จบเกษตรมาจาก ม.เกษตร และได้ต่อถึงระดับปริญญาเอก ได้ร่วมทำโครงการเพื่อพัฒนาการเกษตร การใช้่พื่นที่ และงานชุมชนมานาน มีประสบการณ์โครงการระดับเล็ก กลาง ใหญ่ หรือ international มากมาย

อาจารย์หันมาสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวิถีการดำเนินชีวิตกับสุขภาวะกำเนิดในภายหลัง หลังจากที่เคยมีอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อยมาหลายเดือน รักษาแล้วรักษาอีกด้วยยาแผนปัจจุบันต่างๆมากมาย สุดท้ายอาจารย์หันมาลองการดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการดูแลเรื่องอาหารการกิน ลดอาหารที่ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของร่างกาย ผนวกกับการฝึกการออกกำลังกายที่เป็นองค์รวม อาทิ โยคะ จี้กง การหายใจ จนกระทั่งโรคาพยาธิต่างๆหายไปเป็นปลิดทิ้ง

อาจารย์บอกว่า ท่านเชื่อว่าไม่มีหรอกที่ว่าสุขภาพมันจะไม่ดีเอง หรือเกิดจากอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีแต่การไม่ยอมดูแลร่างกายเท่านั้น ที่ทำให้เราเป็นโรค อ่อนแอ และทรุดโทรม การหันมาสนใจและดูแลร่างกายตนเอง พิจารณาเรื่องความสมดุลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการทำงานของอาจารย์มาแต่บัดนั้น

งานนี้เราจึงได้ทั้งผู้เข้าร่วมระดับดุษฎีบัณฑิตที่มีประสบการณ์ตรงเพียบแปร้ และกระบวนกรนำโยคะแถมตอนเช้าทั้งสองวันอีกต่างหาก เราจึงได้ดูแลร่างกายตั้งแต่ศีรษะจนปลายเท้าวันละชั่วโมงครึ่งทั้งสองวัน (ศีณาะจนปลายเท้าจริงๆ literally!!!) บางท่านำมาใช้ต่อที่บ้าน โดยเฉพาะท่านวดลำไส้ ต้องบอกว่าสุดยอดจริงๆ กินง่ายถ่ายคล่อง เช้าเย็น ไม่มีปัญหาเลยทีเดียว อาจารย์ทำให้เรีื่องยากซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายๆ น่าทำ น่าสนุกได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ที่ชอบมากก็คือ การอบรมที่พัฒนาร่างกายทั้งสามฐานโดยพร้อมเพรียงกัน การเรียนรู้แต่สมอง (ซีกซ้าย) อย่างเดียวที่มักจะเน้นกันนัก ตามการอบรมทั่วๆไป ดูเหมือนจะทำให้คนฉลาดขึ้น หรือรู้มากขึ้น แต่ไม่ค่อยมีผลต่อพฤติกรรม สภาวะจิต หรือศักยภาพการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงสักเท่าไรเลย โยคะเป็นกระบวนการออกกำลังกายที่เต็มไปด้วยความ "พอดิบพอดี" ทั้งไม่เหนื่อยมาก (แต่ได้เหงื่อ) ยืดหยุ่น (ไม่เกี่ยวกับวัย.... เท่าไหร่) และ sync กับการหายใจ การทำสมาธิ เหมือนตอนที่เราฝึกการหายใจแบบจี้กง แค่หายใจเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ ความสุข ความสดชื่น และพลังก็เริ่ม restore กลับคืนมาในร่างกายไปแล้ว

การออกกำลังกายตอนเช้าเป็นการเตรียมพร้อมอวัยวะทั้งภายในภายนอกและปลุกสมาธิได้อย่างยอดเยี่ยม ที่น่าสนใจก็คือ อาจารย์เพิ่มศักดิ์นำเราออกกำลังไปทีละส่วนๆ ทีละท่าๆ จากท่านอน นั่ง ยืน ตบท้ายด้วยการ exercise สมองสองซีก นั้นเต็มไปด้วยสมาธิดีจริงๆ นำทั้งการหายใจแบบโยคะและแบบเต๋า (เข้าท้องป่อง หรือเข้าท้องยุบ) ให้สอดคล้องกับการขยับแขนขาลำตัว

แบบฝึกหัดสมองสองซีก

ในท่ายืนสบายๆ ใช้คำสามคำเป็นกุญแจ คือ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ  คำแรกก็ให้สับมือและแขนขวาไปข้างหน้าตรงๆ เหยียดแขนสุด มือชี้ไปด้านหน้า คำที่สองก็ใช้แขนข้างเดิมชี้ฟ้า คำที่สามก็งอแขนวกลงไปด้านหลังต้นคอเหมือนกำลังเกาต้นคอ ลองหัดทำช้าๆ แล้วก็เร็วๆ เสร็จแล้วก็เปลี่ยนเป็นทำแขนซ้ายบ้าง

พอได้ที่ก็ลองแบบ reverse คือ สวัสดีแทนที่จะเป็นยื่นแขนไปข้างหน้าสุด ก็กลับมาอยู่ที่หลังท้่ายทอย ขอบคุณแทนที่จะเหยียดแขนตรงขึ้นฟ้า ก็เปลี่ยนเป็นเหยียดแขนตรงทิ่มดิน และสุดท้ายขอโทษก็กลายเป็นชี้ไปข้างหน้าแทน ลองสลับทำแขนทั้งสองข้าง จากช้าไปหาเร็ว

แล้วก็มาถึง highlight ลองทำแขนสองข้างพร้อมๆกัน แขนหนึ่งทำแบบแรก อีกแขนหนึ่งทำแบบ reverse พอเริ่ม สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ เราก็เริ่มแกว่งแขน และก็เริ่มมั่วทันที อืม... สมองเรานี่โปรแกรมง่ายดายก็จริง ถ้าทำแขนข้างเดียว พอทำแขนสองข้างที่มาจากสมองสองซีก กลับไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่นิ บางทีมั่วทั้งสองข้างเลยแกว่งแบบไร้สติสตัง

แบบฝึกหัดนับเลขรำลึกฝีกสมาธิ

อันนี้เป็นของกระบวนกร สคส. คุณอ้อม เป็นแบบฝึกหัดที่ผมชอบมาก simple แต่ท้าทายอย่างไม่น่าเชื่อ participants ทั้งหมดมาเข้าแถววงกลมชิดติดกัน แล้วก็ง่ายๆ คือนับ 1 ถึง 50 แต่ที่น่่าเล่นคือ "เงื่อนไข"

  1. ห้ามนับเลข 3 หรือเลข 7 ให้ตบมือแทน เช่น 1, 2, แผะ, 4, 5, 6, แผะ, 8......
  2. ห้ามนับเลข 3 หรือเลข 7 ให้ "นับเลขอื่นแทน!!!" เช่น 1, 2, 4, 4, 5, 6, 12, 8, 9, 10, 11, 12, 99, 14.......

กติกามีอยู่แค่นี่้แหละ อ้อ ถ้านับผิดก็เริ่มใหม่จาก 1 เชื่อไหมว่า เราไม่เคยนับถึง 50 เลยแม้แต่เกมเดียว ตอนยากสุด เห็นจะเป็นตอนเข้าเขต 30, 31, 32..... ที่จะต้องตบมือเป็นแถบๆไป (จนลืมนับว่าถึง 40 รึยัง) และยากกว่าคือตอนที่นับเลขอื่นแทนเลข 3 ยิ่งมั่วหนักขึ้น เพราะสมองเราถูกบีบให้ไม่รับรู้เลขอื่นที่มาแทนเลข 3 และในขณะเดียวกัน เราก็ยังต้องครองสมาธิเพียงพอที่จะไม่พูดเลขอื่นที่มีเลข 3 ออกมาด้วย ยิ่งทำเร็วๆยิ่งท้าทาย มันไม่ง่ายอย่างกติกาเลยทีเดียว ผมยังคิดเลยว่า น่าจะมีงานวิจัยว่า ถ้าเราฝึกดีๆเกมนี้ จนกระทั่งคนเล่นชำนาญ เราน่าจะลองวัดประสิทธิภาพด้านอื่นๆของคนเหล่านี้ว่าจะ improve ไปด้วยไหม