เรื่องที่อยากให้ท่านได้อ่าน

พี่น้องครับ ผมได้รับการบ้านเปิดนำมาแล้ว

จึงขออนุญาตส่งมอบให้ท่านอ่านในช่วงกฐินนี้

ขอให้มีความสุขในการอ่าน อ่านแล้วอยากเขียน

ความสุขจากการเขียน รอ และ รออยู่เบื้องหน้าท่านแล้ว

ถ้าท่านเขียนให้เราอ่าน ในลำดับต่อไป..

เราเชื่อว่า ในโลกนี้ไม่มีใครเขียนเรื่องตัวเองได้ดี เท่ากับตัวเองเขียน

ดังนั้น อย่าช้า พร้าเล่มงามเขาเลิกใช้แล้ว

สมัยนี้เขาให้เลื่อยยนต์ เลื่อยไฟฟ้า ครับผม

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สืบเนื่องจากบันทึกคุณคนไทย ทำยังไงจะหายบื้อ เป็นการแจกการบ้าน อีกแล้วครับท่าน

Sanctuary Asia cover page (june 2008)

 

แม่ถ่ายให้ที่พระตำหนักดอยตุง

เคยเขียนเรื่อง กว่าจะเป็น Conductor กับ Blog-Tag เอาไว้

การเขียนเรื่องเกี่ยวตัวเอง มันค่อนข้างยากที่จะนำเรื่องไม่ดีมาเขียน — ซึ่งผมคิดว่าคบกันไป จะทำให้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสียตามความเป็นจริงมากกว่า — ที่ไม่ค่อยนำเรื่องไม่ดีมาเขียนกันนั้น อาจไม่ได้เป็นเพราะต้องการจะปกปิดบิดเบือนหรอกครับ ผมเชื่อว่าทุกคนพยายามจะเป็นคนดี ถ้ายังมีสิ่งไม่ดีอยู่ อาจเป็นเพราะไม่รู้ตัวก็ได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยเพื่อนช่วยเตือน แต่ถ้ารู้ตัวแล้วแก้ไม่ได้ ก็แก้ไม่ได้ครับ ใครก็ไปแก้เขาไม่ได้อยู่ดีถ้าใจเขาไม่เปิดรับ

อย่างไรก็ตาม เขียนก็เขียนครับ หวังว่ามีบทเรียนให้ทุกย่อหน้า — แต่จะได้หรือไม่ ก็สุดแต่จะพิจารณากันเอง

ครอบครัว

ตอนเด็ก ผมอยู่บ้านคุณปู่ ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้จัดการสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศสองแห่ง หลังจากคุณปู่เกษียณอายุ สถาบันการเงินทั้งสองแห่ง “ไม่อยู่แล้ว”; คุณปู่เป็นคนตรงมาก เมื่อขยายสาขาธนาคารซึ่งไปซื้อที่ดินตามจังหวัดต่างๆ มีผู้ขายนำเงินมาให้ คุณปู่บอกให้ลดค่าที่ดินมาเป็นจำนวนเท่ากันให้กับธนาคาร และปฏิเสธการรับเงิน “สินน้ำใจ” เมื่อใช้นามสกุลพระราชทาน ก็ต้องรักเกียรติ รักศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล

ผมเคยถามพ่อว่าคุณปู่มีเงินขึ้นมาได้อย่างไร พ่อบอกว่าคุณปู่ซื้อทองเก็บฝังตุ่มไว้ในช่วงสงคราม (ตุ่มอยู่ใต้ดิน เลื่อนได้เพราะแรงระเบิด) พอหลังสงครามทองขึ้นราคา เลยพอมีพอกินไปจนตลอดอายุขัย ลำพังเงินเดือนลูกจ้าง แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โต แต่ก็จะไม่พอที่จะส่งลูกหลายคนเรียนต่างประเทศได้

คุณปู่มีคนขับรถอยู่คนหนึ่งซึ่งจงรักภักดีเหลือเกิน คุณปู่ส่งเสียลูกคนขับรถให้ได้เรียนจนสุดกำลังของเด็ก (ซึ่งไม่ใช่เรื่องตามกระแสในยุคนั้น) ส่วนคนขับรถนั้น คุณปู่ระบุในพินัยกรรมว่าให้แบ่งเงินสดให้หนึ่งล้านบาท ให้ไปตั้งตัว เดี๋ยวนี้เราเรียกเขาว่า เสี่ยบรรจง มีกิจการเล็กๆ เป็นของตนเองมาสักยี่สิบปีแล้ว แต่เขายังขยันขันแข็งเหมือนเดิม คุณปู่ดูคนไม่ผิดเลย

คุณปู่มีลูก 4 คนอยู่ในรั้วบ้านเดียวกัน ผมมีพี่น้องอายุไล่เรี่ยกัน 9 คน ซึ่งเป็นหลานปู่หลานตา หัวแถวกับหางแถว ห่างกัน 7 ปี จึงเป็นแก๊งค์เด็กขนาดใหญ่ เล่นหัวกันมาตลอด เคยฝันกันแบบเด็กๆ ว่าพอโตขึ้น จะไปปลูกบ้านอยู่ด้วยกัน ปลูกบ้านเป็นตัวโอ O แล้วแบ่งเป็นเก้าช่อง — ถ้าเป็นจริง คงจะโกลาหลน่าดูเลย ถึงแม้จะรู้ไส้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่คนเราแตกต่างกัน จะไปอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องปรับตัวเยอะ และต้องใช้ความพยายามมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

แยกบ้าน กับความเป็นตัวของตัวเอง

ครอบครัวผม อาศัยอยู่ในเรือนหอที่คุณปู่ปลูกให้พ่อกับแม่ จนผมอายุ 17 เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย พ่อก็แยกบ้านออกมาครับ

ปีที่ผมเรียน เริ่มใช้คะแนนเอ็นทรานซ์เลือกภาควิชา ทีแรกผมจะเลือกภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพราะมีความรู้ที่ศึกษามาเองอยู่พอตัวทีเดียว แต่ก็ไปปรึกษาพ่อ พ่อกลับให้แง่คิดว่าการเรียนปริญญาตรีนั้น น่าจะศึกษารากฐาน เรียนรู้วิธีเรียนรู้ ถ้าจะเจาะลึก ก็เอาไว้เรียนปริญญาโท ปริญญาเอกซิ ฟังแล้วสะอึกเลย แต่ผมก็เชื่อพ่อ เลือกเรียนภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า เมื่อจบแล้ว พบว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ผมมีความรู้ทางไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร โดยไม่ได้ทิ้งด้านคอมพิวเตอร์ซึ่งหาความรู้เองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก

เป็นคุณหนูมาตลอดชีวิต พอเรียนปีหนึ่งต้องขึ้นรถเมล์ เพื่อนก็สงสัยถามว่าทำไมไม่เอารถมา ก็ตอบไปว่ายังไม่มีใบขับขี่ พ่อไม่ซื้อรถให้ คือในกรุงเทพ ต้องอายุ 18 ปีก่อน จึงจะทำใบขับขี่ได้ เพื่อนก็บอกว่า เฮ้ย ไปทำต่างจังหวัดก็ได้ แต่ผมก็ไม่ทำ ในเมื่อกติกาเป็นอย่างนี้ เราก็ทำไปตามกติกา ไม่เห็นต้องไปซิกแซ็กเลย คงไม่ตายก่อนได้ใบขับขี่หรอก ในชีวิตมีประสบการณ์งูเห่าตัดหน้าหลายครั้ง เค้าเลื้อยไปช้าๆ เราหยุดมองเฉยๆ ก็ไม่มีอะไร แล้วมันก็ผ่านไปครับ

เทอมแรกตั้งใจเรียนมาก ผลสอบออกมา C หมดทุกวิชา เซ็งเป็ดเลย หลังจากนั้นอีกเจ็ดเทอม โดดเรียนเป็นระยะๆ ให้เพื่อนเข้าไปจด ตัวผมนั่งดูเพื่อนคนอื่นๆ เล่นไพ่ (แต่ไม่เล่นเอง ไปมหาวิทยาลัยทุกวัน และไม่ได้ไปเที่ยวนอกมหาวิทยาลัยเลย) ได้เล็คเชอร์ของเพื่อน กับอาจารย์ซีร็อกซ์ช่วยชีวิต ผมเอาไปอ่าน แล้วกลับมาติวเพื่อนๆ เอาตัวรอดมาได้จนจบ โดยผลการเรียนกลับดีขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มทำงานเมื่ออายุ 20 วิชาการที่ร่ำเรียนมา ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ แต่ได้วิธีการเรียนรู้ แบบไม่ต้องรอให้ใครมาจับยัดลงไปในกระโหลกมา ได้เพื่อน ได้ความมั่นใจมา วิชาที่คิดว่าได้ประโยชน์มากที่สุดคือวิชาจิตวิทยาสังคม ซึ่งเป็นวิชาเลือกเสรี (free elective) ไปเรียนมาจากคณะครุศาสตร์

เริ่มทำงาน

เริ่มงานในบริษัทเล็กๆ ของญาติผู้พี่ คือเข้าไปแทรกอยู่ตรงที่เขาขาดพอดี จึงได้รับโอกาสได้ลอง ได้เล่น ได้พิสูจน์ตัวเอง ประเมินสิ่งที่รับรู้มาแห้งๆ ว่าลงมือปฏิบัติแล้วเป็นยังไง บางช่วง เรานึกว่าเราเจ๋งทำงานยากที่ไม่มีใครทำได้ แต่งานไม่เสร็จซะที จะเอาแต่ความสมบูรณ์แบบ วันนี้ได้บทเรียนแล้ว ว่างานที่ไม่เสร็จนั้น คือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เสียทั้งทุน เสียเวลา เสียโอกาส

ทำงานที่แรก คิดว่าจะทำเล่นๆ เพื่อรอไปเรียนต่อ แต่พอลงมือทำแล้ว กลับสนุก และรู้ตัวว่ามีค่าต่อบริษัท — การไม่รู้ค่าของตัวเอง เป็นการสูญเปล่าที่ไม่น่าให้อภัย — มีแก๊งค์ลูกหมู (สาวๆ) เป็นสานุศิษย์ เค้าชอบที่ได้ฟังมุมมองแปลกๆ เราชอบที่ได้ประสบการณ์ชีวิต ที่ไม่สามารถหาเรียนได้ในชีวิตของตัวเอง จึงหาวิธีผลัดผ่อนไม่ไปเรียนต่อซักที พ่อก็เพียรถามว่าเมื่อไหร่จะไปเรียนต่อ การเป็นวิศวกรไปอย่างนี้ แม้หน้าที่การงานเติบโตขึ้นไป ก็จะไปตันแค่ chief engineer แต่ศักยภาพนั้น น่าจะไปได้ไกลกว่านั้น พ่อพูดครั้งแรกตอนพ่อเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทมหาชน ในตลาดหลักทรัพย์ ใช้วิธีดื้อเงียบ ครั้งที่สอง พ่อเป็นประธานกรรมการแล้ว ให้รองประธานมาชวน ก็ใช้วิธีลาเรียนปริญญาโทกับสถาบันมีชื่อเสียงในประเทศ (เป็นการร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยดังของไทยและเทศ) จนครั้งที่สาม ก็ตัดสินใจลาออก ไม่เช่นนั้นจะเป็นการอกตัญญู บอกบริษัทล่วงหน้าแปดเดือน จึงได้ออกจริง

ไปอยู่บริษัทฝรั่ง ประจำอยู่ในประเทศไทย สร้างวีรกรรมไว้พอสมควร

  • เป็นคนขอนายฝรั่ง เพื่อที่จะเริ่มโปรแกรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับสังคมไทย
  • เป็นคนยุแหย่เรื่องการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามาในเมืองไทย
  • เป็นคนที่ต่อสู้ให้คอมพิวเตอร์ของบริษัท ใช้ภาษาไทยได้
  • เป็นคนที่ต่อสู้เรื่องมาตรฐานภาษาไทยในประชาคมโลก
  • เป็นคนที่จดทะเบียนรหัสภาษาไทย ทำให้ใช้ภาษาไทยมาตรฐานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างถูกต้อง

ทำอยู่จนนายบอกว่าไม่รู้จะโปรโมทยังไงแล้ว แต่ถึงเวลาที่ต้องโปรโมท มีทางเลือกอยู่สามทางคือ (1) เปลี่ยนจากสายงานวิศวกรรมมาเป็นสายการจัดการ เพื่อจะได้เติบโตต่อไปในสาขาประเทศไทย (2) ย้ายไปทำงานที่ Asia Region ซึ่งมีตำแหน่งทางวิศวกรรมที่สูงขึ้น (3) ย้ายไปอยู่ศูนย์วิจัยและพัฒนาที่สหรัฐ เอาดีทางนี้ไปเลย; ปรากฏว่าเลือกทางเลือกที่สี่ คือลาออกซะเลย ได้ stock option มาพอสมควร แต่ด้วยความที่ไม่รู้ เลยไม่ได้ exercise ช่างมัน มันผ่านไปตั้งนานแล้ว

กลับมาอยู่บริษัทเดิม เค้าขอให้คัดหางเสือทางเทคโนโลยี คือช่วยเป็นหมอดูทิศทางให้หน่อย เพราะเรื่องทางเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่การเตรียมคนต้องใช้เวลายาวนาน ถ้าเตรียมคนผิดทาง จะเป็นการผิดพลาดครั้งใหญ่

อินเทอร์เน็ต

ต่อมามีความจำเป็นบางประการที่จะต้องเปลี่ยนงานอีก มาทำด้านอินเทอร์เน็ตยุคบุกเบิก เงินเดือนลด 50% แต่ก็ทำเพราะรู้ว่าค่าเทอมสี่ปีที่พ่อจ่ายไปรวมห้าพันบาท สำหรับการเรียนปริญญาตรีนั้น มาจากการอุดหนุนด้วยเงินภาษี เมื่อในขณะนั้นไม่เดือดร้อน แล้วมีโอกาสทำอะไรตอบแทนบ้าง ก็ควรทำ ใครจะเห็นหรือไม่เห็น ก็ไม่สำคัญเท่ากับเราได้ทำในสิ่งที่สมควรทำหรือไม่

เรื่องหนักใจคือ ตลอดชีวิตการทำงาน อยู่ในภาคเอกชนมาตลอด ไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาอยู่ในระบบราชการ พอบริหารมาได้ปีหนึ่ง กิจการเปลี่ยนรูปเป็นรัฐวิสาหกิจ เลยกลายเป็นกรรมการผู้จัดการรัฐวิสาหกิจเมื่ออายุ 37 แต่โชคดีที่มีมติ ครม.ยกเว้นการใช้กฏระเบียบที่ใช้กำกับรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไป บริษัทจึงมีหน่วยงานรัฐถือหุ้น 100% (มีทุนจดทะเบียน แต่เป็นหุ้นลม 100%) บริหารบริษัทแบบเอกชน จนประสบความสำเร็จมาก ผู้ถือหุ้นคืนทุนไปไม่รู้กี่รอบ — การเอากรอบสำเร็จรูปมาครอบ รับประกันได้ว่าจะไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ใต้กรอบเป็นส่วนใหญ่

ต่อมารัฐบาลมีนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ บริษัทเป็นหนูตะเภาตัวแรก สะดวกสุดเพราะไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ และมีทุนจดทะเบียนอยู่แล้ว ไม่ต้องอาศัย พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ; เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรก (หลังเครื่องบินชนตึกสองเดือน) มียอดมูลค่าการซื้อขายหุ้นของบริษัท ประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ในวันนั้น (มีเหตุการณ์ที่แทบจะซื้อขายหุ้นกันตัวเดียวเท่านั้น ในสมัยราชาเงินทุน) หุ้นบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด ซื้อขายกันสามรอบกว่า (ซื้อ-แล้ว-ขาย ทุกหุ้น สามรอบในวันนั้น) บ้าสิ้นดี

ประสบการณ์เฉียดตายเปลี่ยนคนได้

ในช่วงที่หลงอยู่กับความสำเร็จที่เกิดขึ้นมากมายนั้น ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงาน ไม่พักเลย จนในที่สุด ร่างกายก็ไปไม่ไหว เป็นโรคหลอดเลือดสมอง (ตีบ) เนื่องจากความเครียด ประกอบกับการไม่ดูแลตัวเอง มันไปเป็นเอาตอนที่พักร้อนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว โชคยังดีที่ฟื้นตัวเร็วมากจนดูไม่ออก กลับไปตีกอล์ฟได้ดีเหมือนเดิม (ตอนนี้เลิกตีมาสามปีแล้ว)

ความเจ็บป่วยครั้งนั้น ทำให้เห็นว่าสิ่งที่คิดว่ามีนั้น ไม่มี สิ่งที่คิดว่าเป็นของเรา ไม่เห็นช่วยอะไรได้เลย หน้าที่ความรับผิดชอบก็สำคัญ แต่ไม่สำคัญไปกว่าชีวิต หากไม่มีชีวิตอยู่ หรือกลายเป็นมนุษย์ผักไป จะทำประโยชน์อะไรได้ ชีวิตจะมีค่าอะไร เริ่มเข้าใจในโลกธรรมมากขึ้น รู้ซึ้งถึงคำว่า พ่อ แม่ และครอบครัว (โง่มาสี่สิบปี) ออกจากโรงพยาบาลมา กินข้าวกับพ่อแม่มื้อแรก ผมนั่งร้องไห้เพราะลืมวิธีจับส้อม เชื่อไหมครับ กะอีแค่ตักอาหารเข้าปากยังทำไม่ได้ จะไปดูแลพ่อแม่ได้อย่างไร

การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป เริ่มดูแลตัวเองบ้าง ทั้งอาหารการกิน การพักผ่อน จังหวะ และที่สำคัญคือเห็นพนักงานเป็นเพื่อน เป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักรที่จะเร่งเอาให้ได้ดังใจ ความสำเร็จทั้งหมด ไม่ได้มาจากเราคนเดียว แต่มาจากทุกคนในองค์กร ช่วยกันสร้าง มากบ้าง น้อยบ้าง อย่าคิดเอาตื้นๆ ว่าจะเนรมิตเอาได้ตามใจปรารถนา ตั้งทิศทางให้ชัด แล้วช่วยพากันเดินไปในทิศทางนั้น มีปัญหาอะไร ก็ช่วยกันแก้ไข แต่ต้องมีการสื่อสารที่ดี และเข้าใจในบริบททั้งหมด อย่าตัดสินด้วยอคติ ความรู้สึก หรือตัดสินในเวลาที่ไม่พร้อม กระจายงานออกไป หัดเชื่อใจคนอื่นบ้าง อาจจะมีไม่ถูกใจไม่เหมือนกับทำเอง แต่ขืนจะทำเองทั้งหมด ควรจะไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ไม่ต้องมาอยู่ในสังคมหรอกครับ

มาวันนี้ แม้ดูภายนอกจะไม่ผิดปกติ แต่ผมรู้ตัวดีว่าขี้ลืมมาก ต้องหาเครื่องมือช่วย (ไม่ได้บ้าเทคโนโลยี) กล้ามเนื้อใหญ่ไม่มีปัญหา ตีกอล์ฟได้ เดิน-วิ่งได้ ออกกำลังกายได้ หมอเคยบอกว่าชาตินี้อาจจะพิมพ์ดีดอีกไม่ได้ แต่ผมดื้อ ฝึกจนกลับมาดีพอสมควร แม้จะต้องพยายามมากกว่าเก่าก็ตาม ถ้า chat กัน จะเห็นผมสะกดผิดมาก สมองกับกล้ามเนื้อไม่สามัคคีกัน

เคล็ดวิชา

  1. อย่าติดกรอบ พอกรอบแล้วจะแตกหักง่าย หลีกเลี่ยงความหมายของคำว่า “ต้อง” ยกเว้นใช้ในสำนวน; คำว่า “ต้อง” นั้น ใช้กับใครก็ไม่ได้ผลเท่ากับใช้กับตัวเอง
  2. อย่าเชื่อตำราจนกว่าจะได้พิจารณาแล้วว่าเหมาะ คนเขียนตำรา ไม่ได้เข้าใจบริบทและข้อจำกัดของปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ซะหน่อย เค้าไม่รู้จักเรา ทำไมจึงไปเชื่อเป็นตุเป็นตะ ถ้าเชื่อไปทั้งดุ้น อาจจะพอๆ กับเชื่อหมอดู (มีโอกาสถูกเหมือนกัน)
  3. อย่าตัดสินใจโดยความไม่รู้ เมื่อไม่รู้ ก็เรียนรู้ซะ แค่รับรู้ หรือคิดไปเองนั้น ไม่พอที่จะทำให้เป็นการตัดสินใจที่ดี
  4. ว่าแต่ว่าวันนี้รู้หรือเปล่า ว่าไม่รู้อะไร แล้วอะไรที่คิดว่ารู้ แต่ที่จริงไม่รู้ — มีคนเป็นจำนวนมากที่ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความเป็นจริง อย่าไปหงุดหงิดกับคนเหล่านี้ เค้าเป็นอย่างนั้นเอง
  5. หัดอ่านคนตามความเป็นจริง ชีวิตจะหงุดหงิดน้อยลง
  6. ความเป็นจริง บางทีก็โหดร้าย; แต่ถึงโหดร้าย ก็ยังเป็นจริงอยู่ดี
  7. ความรู้ที่ไม่สามารถนำสู่การปฏิบัติได้ มีค่าน้อย เข้าทำนองความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด — มีโศกนาฏกรรมเกี่ยวกับความรู้ไม่จริงอยู่มากมาย
  8. ใครคิดว่าเราเป็นอย่างไร สำคัญน้อยกว่าเราเข้าใจตัวเองหรือไม่ (ดูจิต)
  9. เมื่อเข้าใจตนเองแล้ว มีโอกาสเลือก ก็เลือกให้เหมาะกับตัวเองซะ อย่ารอให้คนอื่นมาเลือกให้เลย
  10. สิ่งที่เราทำ เราก็คิดว่าดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าคนอื่นไม่ชื่นชม อาจแปลว่ายังดีไม่พอ หรือไม่มีผลต่อเขาแรงพอ เมื่อคิดได้อย่างนี้ ก็ปรับปรุงสิ่งที่ทำให้ดียิ่งขึ้น อย่าเสียเวลาไปหงุดหงิดกับการที่ไม่มีคนชื่นชมเลย ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร
  11. กำลังใจ ถ่ายให้กันไม่ได้ กำลังใจมาจากความเข้มแข็งภายใน แรงจูงใจ/แรงบันดาลใจ สร้างจากภายใน สิ่งที่อยู่รอบตัวเป็นเพียงสิ่งประกอบเท่านั้น
  12. ไม่มีรากฐาน ก็ไม่มียอด อย่าใจร้อน จะไปให้ถึงยอด ก็ต้องมีรากฐานที่ดีก่อน ดีกว่าก่อไปเรื่อยๆ แล้วพังลงมาก่อนไปถึงยอด

ลูกน้องเคยถาม ว่าทำไมไม่บอกอะไรตรงๆ ผมตอบว่าถ้าบอกตรงๆ คุณก็รับรู้ แต่ไม่เข้าใจน่ะซิ อยากจะเข้าใจก็ไปพิจารณาเอาเอง ถ้าจะเอาแค่ฉาบฉวย ผมบอกเลยก็ได้ ไม่ยาก


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KM ในมหาชีวาลัยอีสาน



ความเห็น (17)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ ครูบา  ขออนุญาตนำไปใช้ต่อนะครับ ขอบคุณครับผม

เขียนเมื่อ 

สวัสดี คะ ครูบาสุทธินันท์

ประทับใจมากคะ ได้แง่คิดอะไรหลายอย่างมากเลย ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ

P

 

ดีใจที่คุณครูชอบ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณท่านครูบาที่นำเรื่องดีๆมาให้อ่านค่ะ

ดีทุกข้อ..ค่ะ..

P

 

ยินดีหามาเสนอครับ

สบายดีนะครับ

อึ้ง

อิ่ม

และอ้วนพลีกับความจริงของชีวิตและวิธีคิดที่ได้รับจากท่าน conductor ค่ะ

ขอบคุณความกล้าหาญและความงดงามของชายผู้ที่ครูปูเคยคิดว่าเป็น "บุรุษลึกลับ" ที่ได้มอบข้อคิดหลายประการให้ในวันนี้

กราบขอบพระคุณ พ่อครูฯ ที่ชี้ชวนเชิญให้มาเจอ "ทางสว่าง"

สมองสั่งการให้ย้อนดูตัวเองในทันใด

 

เราเชื่อว่า ในโลกนี้ไม่มีใครเขียนเรื่องตัวเองได้ดี เท่ากับตัวเองเขียน

ดังนั้น อย่าช้า พร้าเล่มงามเขาเลิกใช้แล้ว

สมัยนี้เขาให้เลื่อยยนต์ เลื่อยไฟฟ้า ครับผม

 

ท่าจะจริงค่ะ พ่อ ฯ :)

 

P

 

ครูปูที่เรารู้จัก ไม่ธรรมดาเลยสักอย่างเดียว

ดังนั้น..ช่วยเคี่ยวความไม่ธรรมดา

ออกมาเป็นเมนูอักษรที่แสนโอชะได้ไหมปู อิอิ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

  • เข้ามาอ่านหลายรอบแล้วค่ะ
  • วันนี้อ่านอีกรอบ  เพราะที่อ่านช้าเนื่องจากคิดตามไปด้วย
  • วันนี้ได้พิมพ์..ออกไปแจกเพื่อน ๆ และให้เด็กโต ๆ ได้อ่าน จะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องตามความคิดของผู้ใหญ่..ยังดีกว่าไม่ได้อ่านค่ะ
  • มีสิ่งที่ปฏิบัติได้บ้าง..คือ
  • สิ่งที่เราทำ เราก็คิดว่าดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าคนอื่นไม่ชื่นชม อาจแปลว่ายังดีไม่พอ หรือไม่มีผลต่อเขาแรงพอ เมื่อคิดได้อย่างนี้ ก็ปรับปรุงสิ่งที่ทำให้ดียิ่งขึ้น อย่าเสียเวลาไปหงุดหงิดกับการที่ไม่มีคนชื่นชมเลย ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร
  • ขอขอบพระคุณพ่อครูบาเป็นอย่าสูงค่ะ

P

 

คุณครูใช้วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดี

ขอให้มีความสุขกับการสอน และสอน

เขียนเมื่อ 

สุดยอดเรื่องราวที่เขียนถึงตนเองครับ

สุดยอดศิลปในการดำรงชีวิต...ท่านคอนฯของเรา

แต่ว่า...ผมติดการบ้านไว้ก่อนนะครับ

เดี๋ยวจะเอาไปส่งบ้านโน้น บ้านนี้เคยเขียนแล้วเดี๋ยวซ้ำซาก

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

  • อ่านแล้ว
  • จุใจ ได้แง่คิดมาเทียบเคียงกับที่เคยคิด เคยพูด เคยทำ
  • น่าจะโง่น้อยลงครับ
  • ดีใจที่ท่าน Conductor ของเรา เปิดใจให้ปัญญา
  • ขอบคุณครับ

เข้ามาอ่านและประทับใจมากค่ะ

กราบ...สวัสดีค่ะ พ่อครูบาฯ

  • นานมากเหลือเกินที่ติ๋วไม่ได้แวะมาหาพ่อครู...แต่มิเคยลืมรอยยิ้มที่อบอุ่นของพ่อครูค่ะ
  • ...ขอบคุณเหลือเกินสำหรับบันทึกที่มีค่ายิ่งนี้ค่ะ....
  • ขอบคุณเจ้าของบันทึก...คุณตฤณ...ที่กรุณาถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งนี้ค่ะ....
  • ขอบคุณพ่อครู...ที่นำสิ่งที่ดีๆมาฝากลูกหลานเสมอค่ะ

                              ด้วยความเคารพรักเสมอค่ะ

                                                     ติ๋ว.

เขียนเมื่อ 

รู้ตัวว่าโดนเอามาขายซะแล้ว!!!

อยากเชิญชวนทุกท่านให้ช่วยกันแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ในบริบทต่างๆ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกและผู้อ่านกันอีกรอบหนึ่ง ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ขอเรียนรู้ก่อนค่ะ ยังบื้ออยู่ เพราะหากไม่บื้อลูกๆมันคงทำNTได้ถูกใจเจ้านาย ขอบคุณค่ะ

สวัสดีค่ะ

* เคล็ดวิชาที่ 12 ขอเก็บไว้เป็นสำนึกเตือนใจในการต่อยอด

ไม่มีรากฐาน ก็ไม่มียอด อย่าใจร้อน จะไปให้ถึงยอด ก็ต้องมีรากฐานที่ดีก่อน ดีกว่าก่อไปเรื่อยๆ แล้วพังลงมาก่อนไปถึงยอด

* ขอให้สุขกายสุขใจนะคะ