ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ

ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ GDP และอัตราเงินเฟ้อ ดังนี้
1. GDP คือ ผลิตภัณฑ์ในประเทศ (Gross Domestic Product) หมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในระยะเวลาหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงว่าทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตสินค้า และบริการจะเป็นทรัพยากรของพลเมืองในประเทศหรือเป็นของชาวต่างประเทศ แบ่งเป็น GDP ณ ราคาปัจจุบัน ซึ่งคิดมูลค่าผลผลิตเป็นเงินตามราคาตลาดของสินค้าและบริการเหล่านั้น และ GDP ณ ราคาคงที่คิดมูลค่าผลผลิตเป็นเงินตามราคาปีที่กำหนดเป็นปีฐาน ทั้งนี้ GDP เป็นเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจด้านผลผลิต โดยทั่วไปจะใช้อัตราการเปลี่ยนแปลงของ GDP เป็นเครื่องชี้วัดว่าตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวหรือหดตัวเท่าไร เช่น Q1/ 2547 GDP เท่ากับ 6.5 หมายถึง เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2547 ขยายตัวร้อยละ 6.5 และแนวโน้มปี 2547 ทั้งปีจะขยายตัวร้อยละ 6.0-7.0 โดยมี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้จัดทำ

2. เงินเฟ้อ ( Inflation ) หมายถึง ภาวะที่ระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อของเงินที่อยู่ในมือของประชาชนลดลง กล่าวคือ เงินจำนวนเท่าเดิมใช้จับจ่ายซื้อหาสินค้าและบริการได้ในปริมาณที่น้อยลง อย่างไรก็ตาม หากเกิดเงินเฟ้ออย่างอ่อนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงๆจะส่งผลเสียต่อต่อระบบเศรษฐกิจ ในทางตรงข้ามกับเงินเฟ้อคือ เงินฝืด (Deflation) คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปจะนิยมใช้ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index : CPI) เป็นเครื่องชี้วัดเงินเฟ้อ โดยที่อัตราเงินเฟ้อ คืออัตราการเปลี่ยนแปลงของ CPI เช่น CPI ปี 2545 เท่ากับ 104.2 และปี 2546 เท่ากับ 106.1 ดังนั้นอัตราเงินเฟ้อปี 2546 เท่ากับร้อยละ 1.8 เป็นต้น การนำตัวเลขอัตราเงินเฟ้อไปใช้ประโยชน์ เช่น 1)ชี้วัดค่าของเงินที่แท้จริง 2)ชี้วัดค่าครองชีพของประชาชน 3)ใช้ในการปรับค่าจ้าง เงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ และเงินช่วยเหลือสวัสดิการสังคม 4)ใช้ในการพิจารณาวางนโยบาย แผน และประเมินผลกระทบของนโยบายทางเศรษฐกิจ 5)ใช้ในการประเมินรายรับที่ควรจะเป็นในการทำสัญญาระยะยาว เป็นต้น หน่วยงานที่จัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค คือ สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์